วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนี “แกมี” ไปฟิลิปปินส์ 5 วัน – วันที่ 3: ตาไกไต


ความเดิมตอนที่แล้ว

เรานั่งเครื่องบินลายเสือมาลงคล้าก นอนมะนิลา 1 คืน 

ตื่นแล้วไป อินทรามูรอส แล้วนั่งรถข้ามเมืองมา ตาไกไต

ตอนนี้ เราอยู่กันที่ ตาไกไต เมื่อคืน หลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมง

ตี 4 วันนี้ เราก็ตื่นแล้ว โปรแกรมของเราวันนี้ 

0400 wake up call

0430 taal

0730 อาหารเช้า

0900 ล้อหมุน กลับ มะนิลา

1130 ถึงมาลาเต

1200 ambassador malate

1210 ข้าวกลางวัน

1300 ป้อมซานติเอโก

1500 จิบนี่ sta cruz

1530 santa cruz church

1540 china town

1730 mang inasal

1800 greenwich pizza

1900 mrt

1915 edsa

1930 sm mall of asia

2100 จิบนี่ส้ม ไป horizon

2200 เซเว่น มาลาเต

2210 ambassador malate

2230 กินสลัดผลไม้ ใส่นมเสร็จ

2300 อาบน้ำ นอน

6 ตุลามคม 2555

และเมื่อเช้านี้ ตอนตี 4 เป๊ะ!!! ก็มี Wake up call ดังขึ้นที่ห้อง กริ้ง กริ้ง กริ้ง...

ผม: สวัสดีครับ

ในสาย: Good Morning, this is wake up call.

ผม: ครับผม ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวผมตื่นตอนนี้เลย

ในสาย: Yes, Have a nice day.

ผมวางสายเสร็จ ก็คิดในใจ คนในสายมันพูดไทยไม่ได้หรือไงกันนะ

เกือบเหวี่ยงไปว่า พูดภาษาไทยกับผมก็ได้

ผมคนไทยครับ ไม่ต้องพูดภาษาอังกฤษกับผมก็ได้

พอวางสายเสร็จ ตอนลุกไปอาบน้ำ

ถึงนึกขึ้นได้ นี่เราอยู่ในฟิลิปปินส์นี่หว่า!!!!!

เช้านี้ เรานัดคนรถ มารับตี 5 เพื่อออกไปชม ภูเขาไฟ Taal ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท

ลูกเล็ก ๆ แต่อันตรายสุด ๆ พร้อมที่จะระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ส่วนเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้

และนี่ คือ ราชรถที่จะมาเกย พาเราไปดูภูเขาไฟ ลูกที่ว่า

คนรถคิดค่าพาไปดูภูเขาไฟ ณ จุดสูงสุดของภูเขาฝั่งนี้ 

โดยที่เราไม่ข้ามไปยังตัวภูเขาไฟ ไปกลับ คิด 400 เปโซ (ประมาณ 302 บาท)

แต่เนื่องจาก เราอยากให้เค้าพาเรา ออกมาแต่เช้ามืด

เราเลยโป้วเค้าไปอีก 200 เปโซ (151 บาท) เป็นค่าตื่นเช้า 

แค่พาเราไป แล้วก็กลับ แค่นั้นเอง (ไปในรถ สกายแลบ นี่แหละ)

อยู่ที่นี่ ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมดเลย

ถามทางผู้คน ส่วนใหญ่ เอะอะอะไร ก็จะให้นั่ง taxi

ไปไหน ก็มีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลัง

เอาของมาขาย แต่ละอย่าง ถ้าไม่ใช่ พัน up

ก็เปิดเกมเสิร์ฟแรง 2-3 พันกันเลย

จนอดแอบสงสัยไม่ได้ว่า บนหน้าผากผม

แปะไว้ว่าเศรษฐีน้ำมันจากเมืองไทย มาเที่ยวหรือไง 

ผู้คนถึงได้ กรูกันเข้ามาล้อมหน้า ล้อมหลัง ขายของกันเป็นว่าเล่น

อ่ะ หลังจากรอฟ้าสว่าง อยู่สักพัก ตอนนี้ ฟ้าก็สว่างแล้ว

ตาไกไต เป็นเทือกเขา ล้อมรอบทะเลสาบขนาดใหญ่

อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของกรุงมะนิลา ห่างออกไปประมาณ 60 กิโลเมตร

อยู่สูงประมาณ 2,250 ม. เหนือระดับน้ำทะเล

ผมว่า อารมณ์ของมัน จะคล้าย ๆ เขาใหญ่บ้านเรา

จุดที่น่าสนใจ อยู่ที่ภูเขาไฟ ตาอัล (Taal Volcano) ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ

และได้รับการบันทึกว่า เป็นภูเขาไฟลูกที่เล็กที่สุดในโลก เตี้ยที่สุดในโลก

และท่าจะอันตรายที่สุด ภูเขาไฟ Taal ถูกโอบล้อมด้วยทะเลสาบที่สวยงาม

และอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟอีกลูกหนึ่ง ที่ดับไปแล้ว (ตรงที่ผมชี้อยู่)

บางส่วนก็อยู่ใต้น้ำ มองไม่เห็น อาจจะต้องดำน้ำลงไปชม

นี่ครับ ปากปล่องภูเขาไฟ ลูกที่ดับไปแล้ว หันมาทางเราพอดี

มองมุมใกล้ อีกมุม

สักพัก คนรถ ก็พาเราลงมาที่ท่าเรือ

เหมือนเช่นเคยก็คือ พาลงมาขายของ

เพื่อนของคนรถก็เข้ามา ขาย package (เพราะเราไม่ได้ซื้อมาจากโรงแรม)

คือโดยปกติแล้ว มาถึงจุดนี้ เราจะต้องนั่งเรือข้ามไปที่ตัวภูเขาไฟ 

แล้วก็ขี่ม้าขึ้นไปยังปากปล่องภูเขาไป 

จากนั้นก็ขี่ม้ากลับลงมา ปิดท้ายด้วยการนั่งเรือกลับเข้าฝั่ง

ทั้งหมดนี้ ราคาประมาณ 3,000 เปโซ ต่อคน

(ราคาบอกผ่าน แต่ก็จะมีส่วนลดนู่นนี่นั่นให้อีก 20% 

หรือรวมกับค่าห้องพักแล้ว จะต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 2,xxx เปโซ)

ซึ่งผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ แพงอีกต่างหาก

ก็เลยไม่ได้ซื้อมาจากโรงแรม ดูแค่นี้เสร็จแล้ว ก็กะว่าจะกลับโรงแรม

ปรากฏ  เพื่อนของคนรถ ก็บอกลดให้พิเศษสุด เหลือประมาณ พันกว่าเปโซ ต่อคน

ซึ่งผม ไม่ได้รู้สึกอภิเชษฐ์รื่นรมย์กับการชมภูเขาไฟอะไรจะขนาดนั้น ก็เลยปฏิเสธไป

แล้วก็ถ่ายรูปนู้นนี้ ของผมไปเรื่อยเปื่อย

พื้นตรงบริเวณชายหาด ตรงที่เรายืนอยู่เป็นสีดำไปหมด จากเถ้าภูเขาไฟ

พอผมถ่ายรูปทั้งหมดทั้งมวลเสร็จสิ้นหมดแล้ว บอกจะกลับ

เพื่อนของคนรถที่มาเสนอขาย package (ที่เราไม่ซื้อ) บอก เค้าคิดค่าเข้าชม

คนละ 100 เปโซ!!! อึ้งไปเลยสิครับพี่น้อง หากินกันทุกรูปแบบ

ที่สุด ผมก็ยืนยันจะไม่จ่าย เรื่องอะไร ไม่ได้ตกลงกันแต่แรก จู่ ๆ จะมาตีหัวเข้าบ้าน

ตั้ง 100 เปโซ ได้ยังไง หวิดจะมีเรื่อง ที่สุด เรื่องก็จบลงที่ เพื่อนร่วมเดินทางของผม

ยัด 20 เปโซ ใส่ในมือของพ่อค้าหัวใส เรื่องมันก็จบลง แต่โดยดี (ผมจบ พวกเราจบ

มันไม่จบ ก็คงเป็นเรื่องของมัน) ก็เป็นอุทาหรณ์ สำหรับคนที่คิดจะมาแบกเป้ เดินเล่นแถวนี้

ว่ามันมีอะไรที่เข็มขัดสั้น ให้เรา คาดไม่ถึง อีกเยอะ!!!

ขากลับฟ้าก็สว่างขึ้นมากแล้ว กลับโรงแรมกันดีกว่า

ระหว่างทาง คนรถ ก็แวะจอดข้างทาง

ป่าเขาลำเนาไพร ที่นี่ ยังถือว่า อุดมสมบูรณ์มาก ๆ

และเนื่องจากตาไกไต เป็นเมืองที่อยู่เนินเขา

ช่วงเช้า ๆ หรือตอนกลางคืน อากาศจะเย็น (เหมือนกับเป็นฤดูหนาว)

และสดชื่น หายใจสะดวก มาก ๆ (อากาศที่นี่เย็นสบายตลอดทั้งปี)

ตรงจุดที่เราจอดรถ ก็มีน้ำแร่ธรรมชาติ ไหลมาจากภูเขา

นี่เป็นสภาพของน้ำ ที่ไหลซึมผ่านหินภูเขาออกมา

บางจุด น้ำไหลผ่านต้นไม้ลงเป็นทาง ดัง จ้อก จ้อก จ้อก จ้อก

ก็เลยมีคน เอาไม้ไผ่ ไปวางไว้ ให้น้ำไหลเป็นทาง ผ่านทางลำไม้ไผ่

น้ำใส เย็น สะอาด และเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ จากแหล่งน้ำธรรมชาติ บนภูเขากันเลย

ถึงที่พักของเราแล้วครับ ด้านหลังมีการสร้าง เหมือนจะเป็นคอนโด อะไรสักอย่าง

ความเจริญมาถึงแล้วนั่นเอง เป็นคอนโด หรือที่พักตากอากาศหรู ของคนมีตัง

ด้านหน้าที่พักของเรา เมื่อคืนนี้

ข้าง ๆ กัน เป็นวิทยาลัยโอลิวาเรส เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์ เด็กนักเรียน นักศึกษา

ก็เลยดูไม่เยอะเท่ากับเมื่อวานช่วงเย็นที่เรามาถึง

อาจจะเป็นเย็นวันศุกร์ด้วย ก็เลยมีกิจกรรมกันจนดึก

เข้าไปดูด้านในกันหน่อย วิทยาลัยนี้ เปิดสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ปรัชญาของโรงเรียนก็คือ Mind, Body, Soul ครบหมดทั้ง 3 ด้าน คือ

จิตใจ ร่างกาย และความคิด (ผมชอบปรัชญาวิทยาลัยนี้นะ คือ มุ่งเน้น พัฒนาเด็ก

ให้เติบโตไปพร้อม ๆ กัน ทั้งจิตใจ ร่างกาย และความคิด คล้าย ๆ กับบ้านเรา

ที่ว่า จะให้เด็กไทย เก่ง ดี และมีความสุข แบบนั้น)

กล้อง 3 ตัดภาพไป อาหารเช้าวันนี้

อาหารเช้าของเราวันนี้ เป็นปลา daing na bangus ทอด

(ปลานี่คล้าย ๆ กับ ปลาสำลีทอด ของบ้านเรา เห็นบอกจับในทะเลสาบ ในตาไกไต นี่แหละ)

กินกับไข่ scrumble และเครื่องเคียง เป็นมะละกอดองเปรี้ยว รสอมเปรี้ยวอมหวาน

เรียกว่า atsara หรือ sweet papaya หรือ papaya peckle ก็ได้ (เหมือนเค้าจะดองไปกับ กระเทียม

รสมันออกหวาน คล้าย ๆ มะเฟืองเชื่อมของบ้านเรา แต่ตัวมะละกอมันจะออกเปรี้ยว ๆ จี้ด ๆ)

ทั้งหมดนั้น กินกับข้าวผัดกระเทียม อร่อยครับ มื้อเช้าวันนี้ ไม่ขี้ริ้วเลย

เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำส้ม

และชอคโกแลตร้อน

ส่วนอันนี้ เป็นน้ำจิ้ม กินกับปลา ทำมาจากน้ำส้มสายชู ผสมกระเทียม

แล้วโรยพริกไทย แค่นี้ ก็แซ่บเว่อร์ สไตล์ปินอย แล้ว

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็นั่งรถกลับทางเก่า ทางที่เรามา

เพื่อกลับเข้ามะนิลา ขากลับนี่ ค่ารถ 90 เปโซ (ประมาณ 68 บาท)

ก่อนจากกันในตอนนี้ นี่คือ รถ Jeepney ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศฟิลิปปินส์

มันคือ รถจี้บ แต่ผมเข้าใจว่า มันคือ รถจี้บดัดแปลง คันมันจะยาว ๆ

ยาวกว่ารถจี้บธรรมดา คือพอดัดแปลงออกมาแล้ว ลักษณะมันก็จะคล้าย ๆ กับ

รถกระบะดัดแปลงบ้านเรา ที่ดัดแปลงเป็น 2 แถว แต่ของฟิลิปินส์ ใช้รถจี้บ

ไปดัดแปลงให้ยาว ๆ แล้วก็เป็นเหมือน 2 แถวบ้านเรา

แล้วเค้าก็จะประชันกัน แต่งสวย ๆ คันนี้ก็สวยนะครับ ผมชอบจัง ประโยคที่เขียนหน้ารถ

The song of the bird makes my day wonderful.

เป็นสัญลักษณ์ของฟิลิปปินส์กันเลยครับ 

(ภาพจาก: tuneHotels.com)

ม้าประดับหน้ารถ

เราจะปิดท้าย ตาไกไต เมืองที่อยู่บนเนินเขา อากาศเย็นสบายตลอดปี ด้วย...

ของฝากขึ้นชื่ออย่างหนึ่ง นั่นก็คือ พายมะพร้าว หรือ Buko Pie

เช้า ๆ แบบนี้ คนเดินขายมากมาย ก็เลือกเอาตามใจชอบ บางคนเปิดเกมเสิร์ฟแรง

2 กล่อง 400 เปโซ

แต่พอเอาเข้าจริง ก็ไปจบที่ 1 กล่อง (เราไปกัน 2 คน กินกล่องเดียวก็อิ่มแล้ว)

1 กล่อง สนนราคา 100 เปโซ (ประมาณ 76 บาท) คนขายดีใจ เพราะเป็นกล่องประเดิม

เอาแบงก์ 100 ที่ได้ไป ลูบ ๆ ตบ ๆ กล่องขนม ขอให้ขายดี ขอให้ขายดี ไปตลอดวัน

เปิดกล่องมา ลักษณะมันก็จะเป็นพาย ชิ้นกลม ๆ ข้างในมีไส้ เป็นเหมือนแป้งเปียก รสมะพร้าว

ไม่หวานมาก (ไส้มันจะเป็นแป้ง เหมือนนึ่ง หรืออบจนสุก ลักษณะใส ๆ นิ่ม ๆ เป็นส่วนผสมของ

แป้ง น้ำมะพร้าว และมะพร้าวขูด) ส่วนแป้งด้านนอก ก็เป็นแป้งพาย จะว่ากรอบ ก็ไม่กรอบเสียทีเดียว

เหมือนกินพาย แป้งเปียก รสมะพร้าว แต่ไหน ๆ มาถึงแล้ว ก็ต้องกินสิ่งที่เป็นของขึ้นชื่อของเมืองนี้เขาหน่อย

เราจะปิดท้ายช่วงเช้านี้ กันด้วย พายมะพร้าว Buko Pie ของขึ้นชื่อของตาไกไต กันนะครับ

พบกันใหม่ในตอนต่อไป เราจะเที่ยวมะนิลากันต่อในช่วงบ่ายครับ.

โดย LonelyHenry

 

กลับไปที่ www.oknation.net