วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตัดไม่ขาด


 ตัดไม่ขาด

โดย

"ศ. กาญจนา"

 

                ผมกับเพื่อนสถาปนิกร่วมงานไปธุระเรื่องออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาล ที่เขาต้องสร้างอาคารใหม่เพิ่มขึ้น เพราะคนไข้ปัจจุบันไม่มีห้องที่จะรองรับได้หมด นอกจากเป็นเหตุให้คนไข้ต้องไปรักษาที่อื่นแล้ว ยังจะทำให้รายรับของโรงพยาบาลต้องหดหาย เมื่อประชุมเสร็เพื่อนผมมันเป็นคนช่างคุยก็ชวนหมอ ผอ. คุยต่อคลายเครียด

 

                 ผมได้เอาเรื่อง “เจ๊กอั้กที่ฝังใจไม่เคยลืม มาเล่าให้หมอฟังอย่างละเอียด พี่หมอฟังแล้วอึ้งไปเลย เราเห็นว่าคนอย่างไอ้ตี๋ตัวเอกของเรื่องไม่ควรเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นลูกรุ่นหลาน จากนั้นเราคุยกันถึงประสบการณ์ของหมอๆ ที่ดูแลคนไข้จนสนิทสนมเสมือนเป็นญาติของผู้ป่วยเอง ผมได้เล่าเรื่องของเพื่อนที่เป็นหมอได้รับรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่นรุ่นแรกให้ฟัง ว่าผู้คนในชนบทนั้นมีชีวิต แตกต่างไปจากสังคมเมือง  ยิ่งเมืองที่ได้รางวัลนี้เป็นบ้านเกิดของเราทั้งสองคน เจ้าหมอดีเด่นคนนี้รู้จักกันมาแต่ครั้งเรียนชั้นประถม แต่เมื่อเติบใหญ่เจ้าเพื่อนผมโชคดี ได้กลับบ้านเป็นหมอประจำจังหวัด   มีคนไข้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเป็นบิดามารดาของเพื่อนฝูงเก่าๆ มีอาเจ็กหลายคนเป็นญาติของเพื่อนๆเชื้อสายจีน การดูแลคนไข้สูงอายุเหล่านี้เพื่อนผมใช้จิตวิทยาควบคู่ไปด้วยกับการรักษา คนไข้จะทรุดหรือกระเตื้องขึ้นมาก็จะอยู่ที่ศิลปะในการปลอบประโลมให้กำลังใจ ซึ่งมีผลยิ่งกว่ายารักษาโรค ซึ่งเพื่อนผมมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้ตั้งแต่มันยังเด็กอยู่เลยจังหวัดที่เพื่อนผมเป็นหมออยู่นี้ มีประเพณีอันเก่าแก่อย่างหนึ่งต่างจากที่อื่นๆ เมื่อมีคนตาย ก็จะมีงานสวดศพกันที่บ้าน จะมีการประโคมงานศพด้วยเสียงปี่พาทย์ดังไปทั่วเมือง เสียงกลองประโคมจะเริ่มต้นด้วยเสียงตะโพนนำไปก่อนอย่างแผ่วๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอแล้วก็จะทอดจังหวะเงียบเสียงค้างไว้สักครู่ แล้วจะตีเร่งกระทุ้งส่งให้กลองประโคมต่อ  เสียงดังโคร่มๆ โคร่มๆ ท่วงทำนองของปี่พาทย์ฟังแล้วรู้สึกวังเวงพิกล ที่ผมเล่าเสียละเอียดนั้น เป็นเพราะเจ้าเพื่อนหมอมันบอกผมว่า คืนไหนมีคนตายและได้ยินเสียงกลองประโคม โคร่มๆ โคร่มๆเมื่อไร มันให้แม่บ้านรีบจัดร่วมยาและหูฟังได้เลย เดี๋ยวจะมีคนมาตามให้ไปรักษาคนป่วยสูงอายุตามบ้าน ที่โดนเสียงกลองประโคมทำพิษ จนเล่นงานคุณปู่คุณย่าทรุดฮวบฮาบกันเป็นแถบ บางครั้งเพื่อนผมต้องไปเยี่ยมไข้สองสามบ้านในคืนเดียวอยู่บ่อยๆ ผมว่าอาจจะเป็นเพราะมันต้องตระเวนไปดูแลหลายท้องที่บ่อยๆ นี่กระมัง ทำให้มันได้รับเลือกเป็นแพทย์ชนบทดีเด่น และเป็นขวัญใจของชาวบ้านที่นั่น

 

                 พี่หมอได้ฟังเรื่องหมอๆจากคนที่ไม่ใช่หมอเสียเพลิน ได้เอ่ยปากว่า “พี่ฟังน้องสองคนเลยทำให้ได้คิด ว่าชีวิตของพวกหมอนั้นมันมักจะคล้ายๆกัน พี่ขอชมเชยน้องหมอคนนั้นเป็นอย่างมาก ความจริงแล้วเรื่องรักษาคนแก่ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก เพียงแต่ต้องระวังว่า คนสูงอายุทุกคนจะมีภูมิคุ้มกันน้อย ก็ต้องระวังโรคแทรกซ้อนให้ดี สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็ต้องใช้ศิลปะพูดคุยปลอบขวัญคนไข้ แบบเดียวกับที่เพื่อนหมอของน้องใช้อยู่นี่แหละ นอกจากคนไข้จะใจชื้นหายหวาดกลัวแล้ว ยังจะทำให้ลูกหลานคนไข้ได้อุ่นใจเพิ่มขึ้น

                  พี่มีเรื่องคุณพ่อที่แก่มากของเพื่อนคนหนึ่ง ที่พี่ได้เป็นแพทย์ดูแลท่าน และยังได้เป็นแพทย์ประจำครอบครัวอีกด้วย ก็ใช้วิธีรักษาดูแลแบบนี้แหละ  เป็นที่ถูกใจแก่ญาติพี่น้องทุกคน ครอบครัวของเพื่อนพี่หมอคนนี้เป็นครอบครัวที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ หากเอ่ยชื่อมาทุกคนจะต้องรู้จักกันดี แถมยังมีฐานะมั่งคั่ง คุณพ่อของเพื่อนจึงได้รับการดูแลและห้อมล้อมจากลูกหลานอย่างไม่น้อยหน้าครอบครัวไหน เมื่อเวลาสำคัญมาถึง ตอนนั้นคุณพ่อท่านอายุเลยเก้าสิบแล้ว สุขภาพร่างกายเริ่มไม่สู้ดี พี่หมอเฝ้าดูแลคุณพ่อของเพื่อนแบบไม่ยอมห่าง สมกับที่เพื่อนมันและครอบครัวไว้วางใจ แต่ในที่สุดในเช้ามืดวันหนึ่ง อาการของคุณพ่อท่านทรุดหนักจนหมดทางที่จะประคับประคองต่อไปได้ ท่านค่อยๆจากไปต่อหน้าลูกหลานอย่างสงบ ใช่แล้วครับต่อหน้าพี่หมอด้วย เพื่อนพี่หมอร่ำไห้รำพัน อยากให้คุณพ่ออยู่ต่อไปอีกๆๆๆ ไม่น่าด่วนมาจากวันนี้เลย พี่หมอปลอบเพื่อนว่า เราไม่สามารถที่จะรั้งรอให้ท่านอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว อวัยวะภายในได้ทยอยล้มเหลวไปเกือบหมด จนสุดท้ายก็มาถึงไตที่กำลังวาย จะยื้อต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าล้างไตตอนนี้คุณพ่อก็อาจจะอยู่ต่อได้อีกสักสิบหรือยี่สิบชั่วโมงแค่นั้นเอง

                  เท่านั้นเอง เพื่อนพี่หมอที่กำลังเศร้าโศกกลับกลายมากราดเกรี้ยวใส่เพื่อนรักอย่างคาดไม่ถึง “มึงนะมึง กูฝากพ่อไว้ให้ดูแล บอกแล้วว่ากูไม่อั้นในค่ารักษา จะอยู่ต่อได้นานแค่ไหนไม่สน จะเสียอีกเป็นแสนเป็นล้านก็ต้องเอา มึงก็รู้อยู่แก่ใจ แต่มึงกลับทิ้งพ่อกูได้ลงคอ ...” เพื่อนพี่หมอร่ำไห้ต่ออย่างไม่เป็นส่ำ ที่แน่ๆเลยก็คือ เพื่อนสองคนที่คบกันมาตั้งแต่เด็กแล้วมันจะเป็นเพื่อนต่อไปได้ยังไงกัน

 

                  พี่หมอถอนใจยาว พูดเสียงแผ่วว่าหมอก็เป็นปุถุชนธรรมดา ทำผิดบ้างถูกบ้างไม่ใช่เรื่องแปลก และจะรอดพ้นจากคนติฉินนินทาก็หาไม่  พี่ได้ดูแลรักษาพ่อของเพื่อนอยางดีแล้วจนกระทั่ง ท่านเสียชีวิต เท่านั้นยังไม่พอ ดันมาเสียเพื่อนที่โตมาด้วยกันอีกคน เราสนิทกันมากชนิดเคยไล่เตะตูดกันมา  แต่กลับโดนเพื่อนมันตัดขาดมานี่ก็ปาเข้าไปสองปีแล้ว คิดแล้วกลุ้มเลยนะน้องๆ พอพี่หมอกำลังจะรำพันต่อก็มีโทรศัพท์ฉุกเฉินตามตัวพี่หมอจ้าระหวั่น  เมื่อพี่หมอไปรับสายก็กลายเป็นโทรศัพท์จากไอ้เพื่อนตัวดีคนนั้นเอง เพื่อนสถาปนิกช่างพูดที่มาด้วยกันทนไมไหว โพล่งบอกพี่หมอทันทีว่า “ถ้ามันด่าอะไรพี่หมออย่าไปยอมมัน พี่หมออย่ากลัวมันนะ” พี่หมอฟังแล้วยิ้มแห้งๆ เมื่อเสร็จจากการพูดโทรศัพท์ พี่หมอก็หันมาคุยกับเราต่อด้วยเสียงที่แผ่วลงไปอีก มันนัดพี่กินข้าวบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย พอพี่ซักว่ามันเรื่องอะไรกันวะ มันตอบว่า “ข้าจะมาให้เอ็งเตะตูดน่ะ

 

                   แหมเพื่อนของพี่หมอคนนี้ช่างต่างกับไอ้ตี๋ในเรื่องก่อนนี้ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เรื่องนั้นผมรักอาเจ็กเพื่อนอาเตี่ยอยู่คนเดียว ส่วนเรื่องที่สองนี้ผมรักทั้งคู่เลยทั้งพี่หมอ ผ.อ.กับไอ้เพื่อนเศรษฐีขี้แย

โดย sorkanchana

 

กลับไปที่ www.oknation.net