วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มรดกโลก..มรดกทางวัฒนธรรมเมืองนคร ประเพณี ๑๒ เดือน (ตอนที่ ๑)


 

 

“เมืองนคร” “เมืองคอน” หรือ นครศรีธรรมราช เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีหลักฐานในคัมภีร์มหานิเวทศ เขียนโดยพ่อค้าในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๗๐๐ เป็นวรรณคดีของอินเดียความว่า ได้รอนแรมไปยังดินแดนตะวันออกเฉียงใต้และมาแวะที่เมืองตามพรลิงค์ เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและเผยแพร่ศาสนาพราหมณ์ให้แก่คนในพื้นที่ ซึ่งต่อมาก็พบว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงกันที่พบว่าเกิดขึ้นในพุทธศวรรษที่ ๑๑ – ๑๔

พุทธศวรรษที่ ๑๔ – ๑๖ อาณาจักรศรีวิชัยมีความเข้มแข็งในแถบคาบสมุทร เป็นช่วงที่พุทธศาสนาเข้ามาแพร่หลายและมีอิทธิพลเหนือเมืองตามพรลิงค์ จนกระทั่งพุทธศวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ เมืองตามพรลิงค์ก็รุ่งเรืองขึ้นแทนที่ด้วยพระบารมีของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ครอบครองหัวเมืองน้อยใหญ่ในแถบนี้ทั้งหมด

การเป็นเมืองอันมีชัยภูมิที่ตั้งที่เหมาะสม และยังคงความเป็นราชธานีอยู่อย่างนั้น โดยไม่ถูกข้าศึกบุกเผาทำลายสร้างความเสียหาย (เคยมีเพียงข้าศึกชาวชวาบุก ๓ ครั้ง) เมืองนครศรีธรรมราชจึงมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานกว่าราชธานีใดๆ ในคาบสมุทรเดียวกันนี้ ทั้งยังปรากฎหลักฐานเด่นในวันนี้ก็สืบเนื่องจากพระอัจฉริยะภาพด้วยกุศโลบายอันชาญฉลาดของพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองนครแห่งนี้ และที่สำคัญมรดกต่างๆ เหล่านี้ยังคงดำรงเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องอยู่มาได้ตราบจนวันนี้

พุทธศักราช ๒๕๕๕ อยู่ไกลห่างจากจุดหลักฐานตั้งแต่แรกเกิดเป็นเมืองยุคโบราณเกือบสองพันปี มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนารับเอาวัฒนธรรมเข้ามาอย่างมากมาย ยังปรากฏมีหลักฐานสำคัญๆ ให้เห็นเด่นเป็นสง่า มีองค์พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และโบราณสถานต่างๆ ที่เคยมีอิทธิพลต่อศรัทธาความเชื่อซึ่งยังหลงเหลือรายล้อมเมืองนครศรีธรรมราช เช่น วัดวาอาราม แหล่งโบราณคดี ข้าวของเครื่องใช้ของคนสมัยโบราณมากมายซึ่งจับต้องได้ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งจับต้องไม่ได้ ที่ยังปรากฏให้เห็นและถือปฏิบัติตามกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ คือ ประเพณี ๑๒ เดือน ของชาวเมืองนคร

 

(ภาพมุมสูงของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช)

 

หนึ่งในประเพณี ๑๒ เดือนของชาวนครที่ปฏิบัติยึดถือกันมาเป็นประจำทุกๆ ปี ได้แก่ "งานบุญสารทเดือนสิบและงานแห่ หฺมฺรับ"  เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคมปีนี้ เป็นเทศกาลแห่งความศรัทธาในการเป็นเมืองวัฒนธรรม หน่วยงานหลายภาคีมีการจัดขบวนแห่ “หฺมฺรับ” (สำหรับอาหาร) อย่างยิ่งใหญ่ตระการตาบนถนนราชดำเนิน จุดเริ่มต้นจากบริเวณสนามหน้าเมืองไปยังจุดหมายปลายทางที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร มีพุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่แหนมาร่วมกันทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปี ผู้คนมาร่วมงานรื่นเริงอย่างคึกคักมากมาย  จนชาวนครศรีธรรมราชต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ประเพณีชิงเปรต” เป็นประเพณีที่ชาวนครต้องเดินทางกลับมาร่วมงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลใหแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

การร่วมกันธำรงรักษาประเพณีวัฒนธรรมที่เก่าแก่โบราณของชาวนคร "งานบุญสารทเดือนสิบและงานแห่ หฺมฺรับ" เช่นนี้  พร้อมกับการรักษาประเพณี ๑๒ เดือนและวัฒนธรรมที่สอดคล้องผูกพันอยู่กับองค์พระมหาธาตุ กับการเสนอตัวเพื่อเป็น “มรดกโลก” จึงไม่ไกลเกินเอื้อม และคนไทยทุกคนมีส่วนร่วมในความภาคภูมิใจนั้นด้วย

 

(ภาพ โลโก้การรณรงค์ "นครศรีดี๊ดี")

 

ปี ๒๕๕๕ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการรณรงค์เเคมเปญ “นครศรีดี๊..ดี”  นัยหนึ่งเพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวนครศรีธรรมราช ที่ไม่ได้มีดีเพียงการอวดอ้างในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่มีอยู่อย่างครบครันทั้งที่ภูเขาสูง ในที่ราบและท้องทะเล แต่ความโดดเด่นด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และมีครบทุกๆ เดือน ซึ่งชาวพุทธ พรามณ์และศาสนิกอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แหล่งเดียวกันนี้ เช่นเดียวกับการที่มีบ้านเมืองมีอายุยาวนานกว่าราชธานีใดๆ ในคาบสมุทร์อินโดจีน มีพุทธสถานตั้งดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงเช่นนี้ ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนต่างเกี่ยวพันอยู่กับขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ อยู่ตลอดทั้งปี

 

ประเพณี ๑๒ เดือนมีการปฏิบัติสืบต่อกันอย่างไร ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

 

(ภาพ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ)

 

เดือนอ้าย แรม ๑ ค่ำ  ประเพณีแห่นางดาน เป็นพิธีของพราหมณ์แห่งเมืองคอน หรือ “พิธีตรียัมปวาย” ตามความเชื่อของลัทธิพราหมณ์  จะมีการประกอบพิธี “ตรียัมปวาย-โล้ชิงช้า” เพื่อต้อนรับพระอิศวรหรือพระศิวะ เป็นเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูที่เสด็จลงมาเยี่ยมโลกมนุษย์ เป็นการประสาทพรให้มนุษย์โลกมีความสงบสุข และช่วยคุ้มครองโลกให้ปลอดภัย

พิธีตรียัมปวาย – ตรียัมปวายปรากฎขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นก่อนรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ประกอบพิธีกันในเดือนอ้าย สันนิษฐานว่าปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และเป็นที่นิยมในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวกันว่าในงานพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย  พระองค์ได้เสด็จฯ ไปส่งเทพเจ้าทุกปีมิได้ขาด และยังโปรดให้จัดข้าวของจากกรุงศรีอยุธยาออกไปทำพิธี  ณ เทวสถานเมืองนครศรีธรรมราชด้วย (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ,๒๕๑๔ : ๘๐)

 

ในตอนปลายกรุงศรีอยุธยา พระราชพิธีตรียัมปวายได้ถูกเปลี่ยนมาประกอบพิธีกันในเดือนยี่ มีหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกการเปลี่ยนกำหนดมาการประกอบพิธีกันขึ้นในเดือนยี่ คือ ปรากฎอยู่ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก พระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าธรรมมาธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพราหมณ์จากเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อประกอบพิธีกรรมหลวง “ตรียัมปวาย” ในพิธีสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และมีพราหมณ์ผู้หนึ่งได้กราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่าตามธรรมเนียมของการประกอบพิธี “ตรียัมปวาย” นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการ “โล้ชิงช้า” ด้วย แต่ในขณะนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งสร้างเมืองหลวงแล้วเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่มีเสาชิงช้า เพื่อใช้ประกอบพิธีตรียัมปวาย จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขึ้น เมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๗ ในบริเวณที่ดินหน้าวัดสุทัศนเทพวราราม และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโบสถ์พราหมณ์ ๓ หลังขึ้นในปีเดียวกันนั้น

พิธี “ตรียัมปวาย-โล้ชิงช้า” พราหมณ์ชาวนครศรีธรรมราช เรียกรวมพิธีกรรมนี้ว่า “ประเพณีแห่นางดาน” ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานภาคใต้ เขต ๒ (นครศรีธรรมราช)  ได้สืบค้นแล้วพบว่าการโล้ชิงช้า หรือตรียัมปวายจะรวมอยู่ในประเพณี “แห่นางกระดาน” และเห็นว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ควรค่าแก่การศึกษาและมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ และคงจะหาดูชมประเพณีแห่นางกระดานได้ยาก จึงได้ริเริ่มฟื้นฟูประเพณี “แห่นางกระดาน” ขึ้นมาใหม่ และผนวกประเพณีหลัก ๆ คือ “ประเพณีแห่งนางดาน ประเพณีการทำบุญเดือน ๔ มหาสงกรานต์” ในคราวเดียวกัน

เช่นในปี ๒๕๕๕ ก็ได้มีประเพณีแห่นางดาน ๑๔ เมษายน   ได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงพระอิศวร-พระนารายณ์ มีการแสดงแสงสีเสียง และพิธีแห่นางดาน ณ หอพระอิศวร

 

(ภาพ หอพระอิศวร สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์ แห่นางดาน-โล้ชิงช้า)

 

เดือนยี่ (๒) ประเพณีให้ทานไฟ  เป็นประเพณีที่ถือปฎิบัติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เป็นการถวายความอบอุ่นด้วยการก่อกองไฟและปรุงอาหารร้อน ๆ เพื่อถวายแด่พระภิกษุในตอนเช้าที่มีอากาศหนาวเย็น และมีการทำขนมพื้นบ้านง่าย ๆ ที่ทำเสร็จภายในเวลาอันรวดเร็วถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ได้แก่ ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมกรอก ขนมจู่จุน กล้วยแขก ข้าวเหนียวกวน ขนมกรุบ ข้าวเกรียบปากหม้อ เป็นต้น แล้วนำมาถวายพระภิกษุสงฆ์ในตอนเช้า

ที่นครศรีธรรมราช บริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในวันที่ ๑ มกราคมในทุกๆ ปี เวลาตีสี่เป็นต้นไปจะมีการก่อกองไฟ ณ ลานข้างพระพุทธบาทจำลอง และมีกิจกรรมเสวนาธรรม  ณ  ลานโพธิ์ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตในการต้อนรับศักราชใหม่  ทั้งยังมีการรณรงค์นุ่งผ้าถุง  คาดผ้าซัก   ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีที่ประเพณีนี้จะยังคงอยู่ต่อไปเมื่อหลายๆ ภาคีในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ร่วมกันฟื้นฟูวัฒนธรรม ตอกย้ำเอกลักษณ์ประเพณีโดยการจัดงาน “บุญปีใหม่ ให้ทานไฟเมืองนคร” พร้อมการเจริญจิตภาวนา บูชาพระธาตุและทำอานาปานสติข้ามปี ที่เบื้องหน้าพระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และรับอรุณด้วยบุญปีใหม่ด้วยการให้ทานไฟ  

 

(ภาพ ชาวมาเลย์เดินทางไกลมาเพื่อประกอบพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุ)

 

เดือน ๓ ขึ้น ๑๕ ค่ำ “มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ” เป็นงานสำคัญยิ่งของผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาและเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน ด้วยการแห่ผ้าพระบฏผืนยาวขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ประเพณีจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วนัขึ้น ๑๓ ค่ำ โดยพิธีกวนข้าวมธุปายาสเป็นอาหารทิพย์มงคลถวายแด่พระสงฆ์

การแห่ผ้าขึ้นธาตุด้วยผ้าพระบฏนั้นจัดเป็นพุทธบูชา เนื่องจากผ้าพระบฏเป็นหนึ่งในเครื่องบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวพุทธทั่วโลกมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล  เมื่อชาวนครศรีธรรมราชรับเอาพระพุทธศาสนามาจากอินเดียและลังกา ก็ได้รับเอาความเชื่อเรื่องผ้าพระบฏมาด้วย ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุได้ปรากฎในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชว่า เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ.๑๗๗๓ เล่าสืบต่อกันมาว่า ก่อนจะเริ่มพิธีสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์ ได้มีคลื่นซัดผ้าแถบผืนหนึ่งที่มีลวดลายเขียนเป็นเรื่องพุทธประวัติมาขึ้นที่หาดเบี้ยซัด(ปากพนัง) ชาวบ้านได้เก็บขึ้นมาแล้วส่งมาทูลเกล้าฯถวายพญาศรีธรรมโศกราช ที่เมืองนครศรีธรรมราช  และอีกตำนานเล่าว่าเป็นของชาวพุทธกลุ่มหนึ่งที่นำลงเรือจะไปถวายพระทันตธาตุที่ลังกา แต่เกิดมรสุมทำให้เรือแตกเสียก่อน พญาศรีธรรมโศกราชจึงโปรดให้ชาวเมืองจัดเครื่องประโคมแห่แหนขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ และให้ทำสืบเนื่องมาจนกลายเป็นประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเช่นทุกวันนี้

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุนั้น ชาวนครเชื่อว่าจะได้รับบุญกุศลอย่างแรงกล้า เป็นบุญญาธิการที่หาที่เปรียบมิได้ เพระาในพระเจดีย์ได้บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าเอาไว้ การห่มผ้าให้พระเจดีย์จึงเป็นการทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลอันใหญ่ยิ่ง เชื่อว่าจะนำความสำเร็จในทุกๆ ด้านมาให้

นอกจากนี้ในระหว่างช่วงการจัดงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่หลอมรวมกันเข้าเป็นประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุอีกด้วย ได้แก่ สวดด้าน  ซึ่งเป็นต้นแบบการสวดโอเอ้วิหารราย

การสวดด้าน เป็นประเพณีของชาวนครศรีธรรมราชมาแต่โบราณ มีการสวดเฉพาะในวันพระ  ชื่อของการสวดด้าน มาจากคำว่า “ด้าน” หมายถึงด้านต่างๆ ของพระวิหารคด(พระระเบียงคด)รอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งมีอยู่ 4 ด้าน เป็นสถานที่ที่ชาวพุทธมานั่งฟังพระธรรมเทศนา การที่ได้ใช้ช่วงว่างในการรอพระสงฆ์มาสวดด้าน ก็จะช่วยขัดเกลาจิตใจ และเตรียมใจให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เพื่อรับฟังธรรมะด้วยจิตใจที่ใสสะอาด

“ความเป็นมาของการสวดด้านก็เนื่องมาจาก ในวันพระจะมีคนมาทำบุญมาก ก็จะต้องมาเตรียมตัวนั่งรอก่อนที่พระสงฆ์จะไปถึง ช่วงที่นั่งว่างอยู่ก็จะพูดคุย นินทากันไปเรื่อยๆ และในกลุ่มของชาวบ้านก็จะมีคนที่อ่านหนังสือออกเพราะสมัยก่อนนั้นคนที่ อ่านออกเขียนได้นั้นมีอยู่น้อย  เรียกว่าคนที่รู้หนังสือเป็นผู้วิเศษ เขาก็มาอ่านหนังสือให้ฟัง อ่านชาดกบ้าง อ่านบทสวดมนต์ให้ฟังบ้าง ทีนี้ก็เลยมีคนมานั่งฟังกันเยอะขึ้น วันต่อๆ มาก็ทำตามแบบนี้มาเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นที่มาของการสวดด้าน”  (เฉลิม จิตรมาศ, อ้างใน “มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ”, งานบุญใหญ่เมืองนคร)

การกวนข้าวทิพย์ มธุปายาสยาคู  หรือข้าวยาคู เป็นชื่ออาหารชนิดหนึ่งที่ในสมัยก่อนชาวบ้านในภาคใต้นิยมทำกันที่วัดในช่วง เดือน ๖ หรือ เดือน ๑๐ แต่ในภายหลังนิยมทำในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ และ ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ต่อเนื่องกับวันมาฆบูชา ตามความเชื่อของชาวนครศรีธรรมราช หากว่าได้กินข้าวมธุปายาสยาคู ถือว่าเป็นอาหารทิพย์ จะทำให้มีสมองดี เกิดปัญญา มีอายุยืนยาวร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส เป็นยาดีที่ขจัดโรคภัยได้ทุกชนิด และยังทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาอีกด้วย

กลางคืนมีพิธีเวียนเทียนรอบวิหารหลวง แล้วก็มีการจัดแสดงมหรสพตามธรรมเนียมนิยมของท้องถิ่น

 

(ภาพ วันวิสาขบูชา หน้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปีนี้)

 

เดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ พิธีอาฏนา หรือ พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพิธีการของทางบ้านเมืองด้วยการอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งต่างๆ ในครั้งโบราณนั้น มีแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ๖ แห่ง ที่ใช้ราชบุรุษไปพลีกรรมมาประกอบพิธี ได้แก่  ที่บ่อวัดหน้าพระลาน  น้ำบ่อวัดเสมาเมือง น้ำบ่อวัดเสมาไชย น้ำบ่อวัดประตูขาว น้ำห้วยปากนาคราช น้ำห้วยเขามหาชัย พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของเมืองนครศรีธรรมราช สถานที่ประกอบพิธี ที่พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อให้บรรดาข้าราชการถวายสัตย์นครศรีธรรมราชและดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อหน้าเจ้าเมืองนครเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี ไม่คิดคดทรยศต่อบ้านเมือง

ในคราวที่รัฐบาลได้ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ยังได้มีการอัญเชิญน้ำจากแหล่งศักดิ์สิทธิ์ ๖ แหล่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชไป ประกอบในพิธี โดยมีพระรัตนธัชมุนี(แบน คณฐภรโณ) เมื่อครั้งยังเป็นพระศรีธรรมประสาธน์ เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นประธานสงฆ์ก็จัดขึ้นในวันที่  ๑๘ มีนาคม (จัดขึ้นในเดือน ๔) ประโคมฆ้องชัย ดุริยางค์ พระสงฆ์ ๓๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์จบแล้วผลัดเปลี่ยนกันสวดภาณวารต่อไปจนตลอดรุ่ง  วันที่ ๑๙ มีนาคม เวลา ๑๒.๐๐ น. ตั้งบายศรี เวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษกเสร็จแล้ว ข้าหลวงประจำจังหวัดข้าราชการเชิญน้ำอภิเษกนั้นไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำส่งสำนักพระราชวังต่อไป

มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า น้ำจากแหล่งศักดิ์สิทธิ์ “ห้วยเขามหาชัย” เป็นลำห้วยที่มีน้ำไหลมาจากเขามหาชัย ผ่านลงมาทางแนวป่า (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณที่เป็นสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช) มีต้นน้ำอยู่ในตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง ลำห้วยนี้เรียกตามชื่อของภูเขามหาชัย หมายถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในช่วง พ.ศ. ๑๙๐๐ – ๒๐๐๐ ที่ชาวเมืองนครศรีธรรมราชมีชัยชนะต่อชวาที่มาทำสงครามกับชาวนครจึงถือเป็นน้ำที่มีโชคชัย ได้ใช้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพระราชพิธีต่างๆ เรื่อยมา โดยนำไปรวมกับน้ำบ่ออื่นๆ ที่มีในตัวเมืองนครศรีธรรมราช

น้ำจากแหล่งศักดิ์สิทธิ์ “ห้วยปากนาคราช” เป็นห้วยที่มีความคดเคี้ยวเหมือนลำตัวพระยานาคราช อยู่ที่ตำบล เขาแก้ว อำเภอลานสกา น้ำจากลำห้วยนี้ไหลออกมาจากแง่หินที่มีลักษณะเหมือนปากพระยานาค  มีน้ำไหลตลอดปี ตั้งแต่โบราณมาเชื่อว่าน้ำในห้วยนาคราชเป็นน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญเช่นเดียวกับน้ำจากแหล่งอื่น ๆ  ตรงจุดตักน้ำมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำที่มีทางน้ำเล็กๆ หลายสายไหลมารวมกัน มีต้นไม้อยู่สามชนิด คือ ต้นใบแร็ด ๑ หมู่ กอไผ่ลำเล็ก ๑ กอ และหวาย ๑กอ เจ้าเมืองนครเคยจัดให้มีคนเฝ้ามิให้ใครตันต้นไม้ทั้งสามชนิดนี้โดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะเมื่อเวลาใช้น้ำมาเสวย หรือใช้ในพระราชพิธีนั้น ให้ตัดไผ่มาทำกระบอกใส่น้ำ ใช้ใบแร็ดทำจุกปิดปากกระบอกน้ำ และใช้หวายมัดกระบอกน้ำเข้าด้วยกัน

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์  “วัดหน้าพระลาน” ( อยู่ติดวัดพระมหาธาตุวรมาหาวิหาร) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้บ่อน้ำวัดหน้าพระลานอยู่ทางทิศอีสานของวัด ในครั้งโบราณชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ น้ำใสสะอาด มีความหนาแน่นผิดปกติกว่าบ่ออื่นๆ หากใครได้ดื่มน้ำในบ่อนี้จะมีสติปัญญาดี มีบุญวาสนา จะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ นอกจากนั้นชาวบ้านยังเชื่อว่าน้ำในบ่อนี้สามารถใช้ผสมยารักษาโรคและใช้ ทำน้ำมนต์ประพรมขับภูตผีปีศาจได้ด้วย

ในปีพุทธศักราช ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ และได้เสด็จประพาสประทับแรม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนั้นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) เป็นเจ้าเมือง พระองค์ทรงทราบเรื่องราวบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดนี้ จึงได้เสด็จพระราชดำเนินมายังวัดหน้าพระลาน ทรงตักน้ำในบ่อนี้ด้วยภาชนะซึ่งทำด้วยใบจาก (หมาจาก) ด้วยพระองค์เอง และทรงเสวยด้วย

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์  “วัดเสมาไชย”  อยู่ทางด้านทิศเหนือของวัดเสมาเมือง บ่อน้ำตั้งอยู่ทางทิศอีสานของวัด   คำว่า “เสมาไชย” หมายถึงเครื่องหมายของการชนะ  พระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้สร้างวัดนี้ขึ้นหลังจากที่ได้กรีธาทัพไปตีหัวเมืองฝ่ายใต้ และได้รับชัยชนะกลับมา จึงได้บูรณะวัดเสมาไชยเป็นที่ระลึกถึงชัยชนะ และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองจึงทำให้น้ำศักดิ์สิทธิ์ในบ่อวัดเสมาไชย และได้นำไปใช้เป็นบ่อพระพุทธมนต์ ประพรมให้แก่ทหารหรือให้ทหารดื่มน้ำเพื่อออกสงคราม ในคราวที่เจ้าพระยานครน้อย ได้กรีธาทัพไปตีไทรบุรี ก็ได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์บ่อนี้ เข้าพิธีพุทธาภิเษกประพรมให้ทหาร และให้ทหารดื่มน้ำบ่อนี้เพื่อไปทำสงครามกับเมืองไทรบุรี และได้รับชัยชนะกลับมา ชาวนครจึงเชื่อว่าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์  “วัดเสมาไชย” ผู้ใดได้ดื่มกินจะได้รับชัยชนะในทุกคราว

 

 

เดือน ๕ ประเพณีบุญเดือน ๕ ชาวเมืองนครถือเอาเดือน ๕ (เมษายน) เป็นเดือนแห่งการผลัดเปลี่ยนเทวดาผู้รักษาดวงชะตาเมือง โดยกำหนดวันเวลาเป็นวันที่  ๑๓ เมษายน เป็นวันส่งเจ้าเมืองเก่า เขื่อกันว่าในวันนี้ เทวดาที่รักษาดวงชะตาเมืองจะละทิ้งบ้านเมืองเพือ่ไปประชุมเทวสมาคมบนสวรรค์  ชาวนครศรีธรรมราชจะปัดกวาดบ้านเรือน ตกแต่งอย่างสวยงาม ตัดผมตัดเล็บ ลอยเคราะห์(ลอยแพ) วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันว่างเทวดา ชาวบ้านจะไปทำบุญ สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ มีการละเล่นต่างๆ และชนวัว  และวันที่ ๑๕ เมษายน เป็นวันเจ้าเมืองใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่ เป็รวันที่เทวดาอารักษ์องค์ใหม่ที่ถูกพระอินทร์กำหนดหน้าที่ให้เดินทางมารับตำแหน่งหใม่

ความเชื่อนี้ถูกนำไปเป็นกุศโลบายในการสร้างความเข้มแข็งให่แก่เมืองและเป็นการปกครองเมืองนครศรีธรรมราชอย่างชาญฉลาด ซึ่งมีเมืองบริวาร ๑๒ เมืองรายล้อมอยู่คาบสมุทรอินโดจีนตั้งแต่เมืองชุมพรลงมาไปจนถึงเมืองปาหัง(ตอนล่างของแหลมมาลายู) เมืองไทรบุรี (เมืองเก่าอยู่ทางด้านตะวันตกรัฐเคดาห์) แต่ละเมืองบริวารมีการกำหนดรูปสัตว์ในปีนักษัตรต่างๆ เป็นตราประจำเมือง ส่วนเมืองนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางการปกครองใช้รูปหรือตราดอกบัวเป็นตราประจำเมือง ตัวเมืองนครศรีธรรมราชจึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองสิบสองนักษัตร ดังนั้นในทุกๆ การเปลี่ยนวารหรือเมื่อขึ้นศักราชปีใหม่แบบโบราณของแต่ละปีก็จะมีการเปลี่ยนเจ้าภาพผู้ดูแลทนุบำรุงองค์พระมหาธาตุไปด้วย กุศโลบายแนวคิดการปกครองเมืองเช่นนี้จึงทำให้พระบรมธาตุเจดีย์และเมืองนครศรีธรรมราชกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐพระพุทธศาสนา ส่งผลให้เมืองนครศรีธรรมราชในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ กลายเป็นเมืองที่แข็งแกร่ง มีกำลังคนมากขึ้น เศรษฐกิจการค้ารุ่งเรืองมาก ศิลปวัฒนธรรมก็เจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย 

ในวันขึ้นปีใหม่ พระเจ้าศรีธรรมโศกราชกำหนดให้เจ้าเมืองของหัวเมืองทั้งสิบสองเดินทางเข้ามาเพื่อทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วิหารหลวง ทั้งส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทอง พร้อมส่งส่วยอากรเพื่อบำรุงเมืองนครศรีธรรมราชทุกๆ ปีด้วย หากหัวเมืองใดไม่ปฏิบัติตามประเพณีนี้ก็สั่งให้บั่นศรีษะ ดังที่ปรากฏในพระนิพพานโสตร

 

(ภาพ การเวียนเทียนในวันมาฆบูชา ปีนี้)

 

ตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชและตำนานวัดพระมหาธาตุกล่าวว่า พระอินทร์ได้ส่งพระวิษณุกรรม์ลงมาช่วยพระเจ้าศรีธรรมโศกราชในการก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจึงได้ทรงตั้งเมืองสิบสองนักษัตรขึ้นเพื่อให้มาก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์และบรรดาวิหารต่างๆ แต่ก็ประสบทุกขภาวะด้วยโรคห่า ผู้คนล้มตายจำนวนมาก กลายเป็นเมืองร้างผู้คนอยู่เป็นเวลานาน พระนิพพานโศตรได้กล่าวว่า เมื่อเมืองนครศรีธรรมราชสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ทรงเปิดโอกาสให้เมืองบริวารสิบสองนักษัตรเหล่านั้นเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันสร้างจนแล้วเสร็จและทำนุบำรุงพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชต่อไปอีก จึงได้ส่งผลให้เมืองบริวารเหล่านี้เกิดความผูกพันในศูนย์รวมทางจิตใจอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไปในตัว

ผลของแนวคิดและความเชื่อในองค์พระบรมธาตุเจดีย์และพุทธศาสนาลังกาวงศ์ได้แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง ดังที่ปรากฏว่ามีผู้คนเดินทางมาจาริกแสวงบุญยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้สืบต่อๆ กันมา การที่ผู้คนต่างหลั่งไหลมากราบไหว้บูชา จึงน่าสันนิษฐานได้ว่า ศรัทธาที่มีต่อองค์พระบรมธตุเจดีย์นั้นยังคงสืบสานต่อเนื่องมาแต่โบราณอย่างมามีเสื่อมคลาย มีแต่จะนับวันยิ่งมีผู้คนศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆ จวบจนถึงปัจจุบันนี้และต่อไปในกาลข้าวหน้า

 

(ภาพ ขบวนแห่ผ้าพระบฏพระราชทาน)

 

เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันวิสาขบูชา  นอกการการทำบุญตามประเพณีเหมือนเมืองพุทธทั่วๆ ไปแล้ว ในอดีตชาวเมืองยังจัดแต่งบ้านเรือนด้วย เปรียง และ โคมไฟ ในตอนกลางคืนจะเปิดไฟสว่างไสว ในตอนบ่ายก็มีประเพณีการแห่ผ้าผ้าพระบฏขึ้นธาตุด้วย หรือ “วิสาขบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ” เพื่อเป็นพุทธบูชา เหมือนเช่นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ หรือ “มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ” ซึ่งจะมีประชาชนมาร่วมกันแห่ผ้าพระบฏมาห่มองค์พระธาตุ ทุกวัดวาอารามจะมีการเวียนเทียน และประดับประดาบ้านเรือนด้วยโคมเปรียงอย่างสวยงาม มีมหรสพพื้นบ้านแสดงละเล่นอีกด้วย

วันวิสาขบูชา ในปี ๒๕๕๕ ทางจังหวัดนครศรีธรรมราชก็มีพิธีสมโภชผ้าพระบฎพระราชทาน ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร พิธีสมโภชและสรงน้ำพระบรมธาตุเจดีย์ พิธีอัญเชิญผ้าพระบฎพระราชทานและพิธีทอดผ้าป่ามหากุศล “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า” เนื่องจากเป็นปีพุทธชยันตี  โดยมีขบวนอัญเชิญผ้าพระบฎพระราชทานจากบริเวณศาลาประดู่หก สนามหน้าเมือง เคลื่อนขบวนไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ เดิน – วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา มีพิธีเวียนเทียน การสวดมนต์ข้าม ๒๖ ศตวรรษ และการแสดงแสง สี เสียง บูชาพระมหาธาตุเจดีย์  เป็นต้น

 

สำหรับประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุนั้น ในอดีตที่ปฏิบัติต่อๆ กันมานั้นชาวเมืองนครได้ร่วมกันบริจาคเงินทองตามกำลังศรัทธา เพื่อนำไปซื้อผ้าสีขาว แดง หรือเหลืองมาเย็บต่อๆ กันให้เป็นแถบยาวนับพันหลา แล้วก็จัดเป็นขบวนแห่ไปยังวัดพระมหาธาตุ เพื่อนำแถบผ้าไปพันโอบรอบฐานองค์พระบรมธาตุเจดีย์ (ข้อสังเกต ยังใช้นามเดิมของพระเจดีย์) ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงทำกันเพื่อเป็นการสมโภชองค์พระบรมธาตุเจดีย์ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้   ส่วนกำหนดการแห่ผ้าขึ้นธาตุได้ถูกเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง เช่น ในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จัดแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันเพ็ญเดือน ๖ (วิสาขบูชา) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้จัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง เพิ่มในวันเพ็ญเดือน ๓ (มาฆบูชา) และก็ยึดถือปฏิบัติเช่นนั้นเรื่อยมา  นอกจากนี้ยังอาจมีการแห่ผ้าขึ้นธาตุในโอกาสพิเศษอื่นๆ อีก เช่น ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกๆ พระองค์เสด็จเยือนเมืองนครศรีธรรมราช ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการแห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นการพระราชทานแด่องค์พระบรมธาตุเจดีย์เช่นกัน (ปรีชา นุ่นสุข, ๒๕๒๙)

 

 ( อ่านต่อตอนที่ ๒ )

 ......................................

(ภาพ เทศกาลบุญสารทเดือนสิบ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕)

(ภาพ เครื่องถมเมืองนคร หรือ ถมนคร)

 

“ถ้าคนดีอยู่ในหมู่บ้านของเหล่าชนใด ความสุขและผลจักมีได้แก่ชนนั้น”

ข้อความในจารึกอักษรปัลลวะ ที่หุบเขาช่องคอยศิลาจารึกที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙

ศิลาจารึกเขาช่องคอย  ตั้งอยู่ที่ ม.5 ต.ทุ่งโพธิ์ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช

 ..........................

 

หมายเหตุ

ประเพณี ๑๒ เดือนของชาวนครศรีธรรมราช คุณสุธรรม ชยันต์เกียรติ (โกแอ๊ด) ได้เขียนเล่าบรรยายถึงประเพณีต่างๆ ใน ๑๒ เดือน และผู้เขียน(เจ้าของบล็อก)ได้ทำการศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานในอดีตและปัจจุบันเพิ่มเติม

 

นครศรีธรรมราชได้ชื่อว่าเป็น “เมืองพระ” เนื่องจากเป็นเมืองที่มี “วัดลูก” ต่างๆ ตั้งอยู่รายรอบใกล้ไกลวัดพระมหาธาตุ ปัจจุบันนับได้ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชมีมากถึง ๓๒ วัด  ไม่นับรวมวัดร้าง สถานที่ราชการและโรงเรียนหลายต่อหลายแห่งตั้งอยู่บนที่ธรณีสงฆ์  (พระครูสังฆรักษ์ สุดใจ ธมมฺโชโต)อย่างเช่น วัดท้าวโคตร(ในปัจจุบัน)ได้รวมเอาพื้นที่วัดร้างจำนวน ๕ วัดเข้าไว้ด้วยกัน คือ วัดศภ วัดชายนา วัดวา วัดธาราวดี(วัดไฟไหม้้)และวัดท้าวโคตร หรือกรณีของมัสยิดซอลลาฮุดดิน ก็สร้างทับบนที่เคยเป็นวัดท่าช้างมาก่อน เป็นต้น

ระหว่าง พ.ศ.๑๒๑๔ - ๑๒๓๘  พระภิกษุจีนชื่อ อีจิง เดินทางผ่านเมืองตามมพรลิงค์ เพื่อไปศึกษาธรรมะที่อินเดีย บันทึกว่า เมืองนี้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมาก ชาวเมืองล้วนตั้งใจในสัจจะศีลธรม ถึงพร้อมด้วยมงคลจรรยาทุกประการ ปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน พระราชารงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาก หัวใจของพระราชมุ่งแต่การกุศล ในเมืองมีพระภิกษุมากกว่าพันรูป ในจิตใจของภิกษุเหล่านั้นมุ่งในการศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง

 

ภาพบางส่วนได้รับอนุญาตจาก สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขต ๓ ภาคใต้(นครศรีธรรมราช) ,และ เวบไซต์ “วิสาขบูชา นครศรีธรรมราช วันมหากุศล ตักบาตรพระ ๑๒,๖๐๐ รูป” (http://www.facebook.com/VisakDay )

...........................................

 

 (ภาพ พระวิหารหลวง และ พระมหาธาตุเจดีย์ เดิมมีชื่อว่า พระบรมธาตุเจดีย์ ตามชื่อเดิมของวัดด้วย คือ วัดพระบรมธาตุ ซึ่งต่อมากระทรวงธรรมการได้มีการจัดระเบียบพระอารามหลวง พ.ศ. ๒๔๕๘  ให้เรียกว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ทำให้เป็นการลดชั้นความสำคัญที่เคยมีมากแต่อดีของวัดพระบรมธาตุลงไปโดยปริยาย ดังนั้น ในการเตรียมการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้ ชาวนครกำลังเคลื่อนไหวจุดประกายความคิดเพื่อขอเลื่อนชั้นขึ้นให้สมเกียรติกับความสำคัญในอดีตและการเป็นมรดกโลกด้วย)

 

อ้างอิง

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน.  พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ :แพร่พิทยา. ๒๕๑๔.

ปรีชา นุ่นสุข, วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร, หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช (แบน ฤทธิโชติ), กรุงสยามการพิมพ์, ๒๕๒๙

สุธรรม ชยันต์เกียรติ (โกแอ๊ด), “เล่าเรื่องเมืองลิกอร์ เล่ม ๒, ไม่ระบุสำนักพิมพ์-สถานที่พิมพ์, ๒๕๕๔

สังฆรักษ์ สุดใจ (ธมมฺโชโต), พระครู. ความเป็นเมืองพระพุทธศาสนาของจังหวัดนครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช. สารนครศรีธรรมราช, ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๑

วรวิริยคุณ(ปราโมทย์ ปสุโต), พระครู. ประเพณีสงกรานต์ ตำนานประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราช.นครศรีธรรมราช. สารนครศรีธรรมราช, ปีที่ ๔๐ ฉบับที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๓

 

ข้อมูลจากเวบไซต์

พราหมณ์ : พระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายในสมัยอยุธยา ( http://www.siamganesh.com/hindu/archives/149 )

“มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ” งานบุญใหญ่เมืองนคร (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9540000022997 )

“แหล่งน้ำศักดิสิทธิ์” ( http://www.nakhonmuseum.com/detail_saranukrom.php?n_id=245 )

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

http://www.facebook.com/nakhonsrididee 

http://www.facebook.com/NakhonsiAwesome

สอบ ถามข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว จ.นครศรีธรรมราชเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สนง. นครศรีธรรมราช โทร. ๐-๗๕๓๔-๖๕๑๕-๖

.......................

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net