วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เส้นทางวรรณกรรมเพื่อชีวิต (๒๕)


เส้นทางวรรณกรรมเพื่อชีวิต (๓๔)

การกลับมาของช่อการะเกด รุ่น ๓ “จนกว่าเราจะพบกันอีก”


การยุติบทบาทของเรื่องสั้นช่อการะเกดทั้ง 2 ครั้ง มีปัจจัยหนึ่งมาจากต้นทุนในการผลิตและการสนับสนุนของผู้อ่านนิตยสารในแนววรรณกรรมซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายไม่มากนัก การจัดพิมพ์หนังสือถือว่าเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินหมุนเวียนในการผลิตทั้งค่าเรื่อง การจัดพิมพ์ จนเป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์จัดให้สายส่งเป็นผู้จัดจำหน่าย

ในสภาวะวิกฤติดังกล่าวมีกลุ่มนักเขียนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ จำนวน 25 คน ได้ร่วมกันเขียนเรื่องสั้นขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อ “สนามหลวง” โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ เพื่อที่จะให้ “ช่อการะเกด” มีอายุยืนยาวต่อไป แต่สุดท้าย “ช่อการะเกด” ก็อำลาแผงไปอย่างเงียบ ๆ รอวันเบ่งบานและงดงามบนถนนสายวรรณกรรมต่อไป


            

       
การคืนกลับมาของช่อการะเกดในยุคที่ 3 กลับอีกครั้งและขอจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บ่งบอกว่าอำนาจวรรณกรรมมีจริงหรือ นิตยสารแนววรรณกรรมจะยังคงอยู่อยู่ในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคปัจจุบันหรือไม่ ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ท้าทาย

การกลับมาของช่อการะเกดครั้งใหม่ภายใต้การบริหารงานของคนวรรณกรรมรุ่นใหม่ที่คลุกคลีในวงการธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ธุรกิจที่ใช้ทุนมหาศาล แต่ก็ผลิตงานคุณภาพสู่ผู้อ่านตลอดมา



           

ช่อการะเกดในยุคที่ 3 เริ่มต้นอีกครั้งในปี 2550 หลังจากว่างเว้นการเบ่งบานของช่อวรรณกรรมถึง 9 ปี เป็นการผนึกกำลังจากสำนักช่างวรรณกรรม ร่วมกับทีมงานรุ่นใหม่จากสำนักพิมพ์บูรพา และสำนักพิมพ์สามัญชน ภายใต้การบริหารงานโดยสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ และวชิระ บัวสนธ์ โดยมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการและเปิดรับต้นฉบับเมื่อ 18 พฤษภาคม 2550 ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีหลักการเบื้องต้นคือสำนักช่างวรรณกรรมเป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ สำนักพิมพ์บูรพาเป็นผู้ลงทุนจัดพิมพ์ มีสุชาติ สวัสดิ์ศรี ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ

           

การเริ่มต้นบนถนนสายวรรณกรรมของช่อการะเกดในยุคที่ 3 เริ่มต้นจากฉบับที่ 42 เนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาคเรื่องสั้นประมาณฉบับละ 12 – 15 เรื่อง และช่อการะเกดฉบับโลกหนังสือ มีการรายงานความเคลื่อนไหววรรณกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ บทวิจารณ์วรรณกรรม เช่นเดียวกับเนื้อหาเมื่อครั้งการจัดพิมพ์นิตยสารโลกหนังสือเมื่อครั้งอดีต แต่การกลับมาในครั้งนี้มีความเข้มข้นมากกว่าเดิม ต่อลมหายใจบนถนนเรื่องสั้นของนักเขียนรุ่นใหม่ รุ่นเก่า เหมือนหนึ่งการรวมมิตรครั้งสำคัญของคนวรรณกรรม ถนนสายนั้นยังคงเดินทางต่อไป

            

 ช่อการะเกดในยุคที่ 3 ฉบับที่ 42 ปกโทนสีน้ำตาล เป็นภาพดินสอทะลุหนังสือ ด้านล่างมีประตูเล็ก ๆ เป็นเสมือนการเปิดประตูสู่โลกแห่งวรรณกรรมยุคใหม่ เส้นทางนั้นจักก้าวเดินต่อไป หลังจากนั้นปกของช่อการะเกดแต่ละเล่มนั้นจะเป็นภาพเขียนจากจิตรกรที่มีชื่อเสียง เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์, เฟื้อ หริพิทักษ์, จ่าง แช่ตั้ง ทั้งเป็นภาพลายเส้น ภาพสีน้ำมัน ภาพวาด ในรูปแบบที่แตกต่างกัน


           

ในจำนวนช่อการะเกดในยุคที่ 3 นั้นมีฉบับที่มีเรื่องสั้นและเนื้อหาที่โดดเด่นไปอย่างฉบับอื่น คือ ฉบับที่ 46 สบสังวาสสโมสร ครั้งที่ 2 “ขออีกสักครั้งให้รักหวลคืน” และฉบับที่ 51 สบสังสังวาสสโมสร 3 รสชาติ เทียบเชิญ ซึ่งทั้งสองเล่มที่กล่าวนั้นเป็นการนำเสนอเรื่องสั้นเกียรติยศ และเรื่องสั้นเทียบเชิญจากนักเขียนที่มีชื่อเสียงในอดีตและยุคปัจจุบัน



           

 สบสังวาสสโมสร ครั้งที่ 2 “ขออีกสักครั้งให้รักหวลคืน” ฉบับที่ 46 (ตุลาคม – ธันวาคม 2551) เป็นการเทียบเชิญไปยังนักเขียนเรื่องสั้นที่เงียบหายไปจากวงการในลักษณะที่เรียกว่า “ตากอากาศ” ชั่วคราว โดยการเทียบเชิญ 21 เรื่อง และเรื่องสั้นเกียรติยศ 3 เรื่อง
ที่น่าสนใจก็คือบทบรรณาธิการที่กล่าวถึงความเป็นไปเป็นมาของการรวมเล่มสบสังวาสสโมสรและความเป็นมาของนักเขียนที่มีผลงานในเล่มความยาวเกือบ 40 หน้า

สบสังสังวาสสโมสร 3 รสชาติ เทียบเชิญ ฉบับที่ 51 (มกราคม –มีนาคม 2553) เป็นเรื่องสั้นเทียบเชิญศิษย์เก่าช่อการะเกด รุ่นที่ 1 และ ช่อการะเกด รุ่นที่ 2 รวมเรื่องสั้นทั้งหมด 24 เรื่อง เนื้อหายังคงเข้มข้นเสมอ




โดย เจนอักษราพิจารณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net