วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สมาคมพัฒนาวิชาชีพครูศิลปะแห่งประเทศไทย ดูงานมาเลเซีย


มัสยิดสีชมพู เมืองปุตราจายา มาเลเซีย


                     นายภานุภน กล้าผจญ นายกสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูศิลปะแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยอาจารย์ปัญญา ทรงเสรีย์ เลขานุการสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูศิลปะแห่งประเทศไทย ได้นำคณะครูศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์ ที่สังกัดสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูศิลปะแห่งประเทศไทย พร้อมกรรมการบริหารสมาคม จำนวน 42 คน ไปศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมกับคณะครูของประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 15 – 18 ตุลาคม 2555 ตามโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษาศิลปวัฒนธรรมไทยและมาเลเซีย

 

                     ปัจจุบันสังคมโลก มีแนวโน้มเกิดการประสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระดับอาเซียนมีการรวมกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นประชาคมอาเซียน เพื่อเสริมสร้างพลังความเข้มแข็งทั้งทางด้านการศึกษาศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจการค้า นำมาซึ่งความเข้าใจอันดีต่อกัน ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาคมอาเซียน ทางสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูศิลปะแห่งประเทศไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการร่วมมือกันของประเทศที่เป็นสมาชิกของสมาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาด้านคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ได้พิจารณาเห็นว่าประเทศมาเลเซีย เป็นสมาชิกของประชาคมอาเซียน เป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับประเทศไทยตลอดมา อีกทั้งยังมีความเจริญก้าวหน้าด้านการศึกษา และมีศิลปวัฒนธรรมด้านทัศนศิลป์ ดนตรีและนาฏศิลป์ ที่มีคุณค่าและหลากหลายอย่างยิ่ง : นายภานุภน กล้าผจญ นายกสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูศิลปะแห่งประเทศไทย กล่าว


                      สำหรับกิจกรรมในโครงการประกอบด้วย การเยี่ยมชมโรงเรียนต้นแบบระดับประถมศึกษาของเมืองปุตราจายา โดยมี นางราซียะห์ เบนตี มูฮัมหมัดราซี ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครูและนักเรียนให้การต้อนรับ พร้อมแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม โดยคณะครูจากไทยได้นำรำวงมาตรฐาน เอกลักษณ์ของชาติไทยไปแสดงต่อหน้าผู้บริหารโรงเรียนและนักเรียนมาเลเซีย  ส่วนทางมาเลเซียคณะครูของโรงเรียนปุตราจายาได้ร้องเพลง ราซา ซายาง เอ Rasa Sayang Eh (Lagu Rakyat) ซึ่งเป็นเพลงที่คนเชื้อสายมลายูทั่วภูมิภาคอาเซียนรู้จักกันดี และได้ร่วมกันร้องเพลงเบอร์ตีมู ดัน เบอร์ปีซะ Bertemu dan Berpisah ที่มีทำนองเดียวกับเพลงสามัคคีชุมนุมของไทยนั้นเอง ซึ่งทำนองเพลงนี้ได้มีการแปลภาษาร้องกันทั่วโลก โดยต่างจับมือกันในขณะร่วมร้องเพลง เป็นตอกย้ำถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นมายาวนาน ระหว่าง 2 ประเทศนั่นเอง

นายภานุภน กล้าผจญ นายกสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูศิลปะแห่งประเทศไทย

แบร์กี ไก๊ด์มือหนึ่ง คนเดิม

คนไทยรำวงแขนอ่อน..

สามัคคีชุมชน...

น้องหวาน(เสื้อดำ) ลูกสาวแบกีร์ โตมาช่วยงานพ่อได้แล้ว


                       นอกจากนี้ยังได้มีการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวมาเลเซียโดยผ่านเมืองปุตราจายา ซึ่งเป็นเมืองใหม่ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นศูนย์รวมหน่วยงานราชการของมาเลเซีย อันเกิดจากแนวความคิดของ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีนั่นเอง

ทำเนียบรัฐบาล


                       โดยการสร้างเมืองปุตราจายานั้น ก็เพื่อให้เป็นเมืองแห่งศูนย์กลางการบริหารและการปกครองของสหพันธรัฐมาเลเซีย โดย สถาปัตยกรรม อาคาร สถานที่สำคัญๆ อาทิ มัสยิดสีชมพู หรือ มัสยิดปุตรา (Masjid Putra) อันโดดเด่นกลางจัตุรัส และมัสยิดโลหะสถาปัตย์แนวใหม่ ที่ขึ้นเพื่อช่วยระบายคนที่มาประกอบพิธีที่มัสยิดสีชมพู,
นอกจากนี้ เมืองปุตราจายายังเป็นที่ตั้งของ ทำเนียบรัฐบาล, รัฐสภา, สำนักงานด้านความมั่นคงของชาติ , ศูนย์การประชุมแห่งชาติ , ศูนย์การค้า และสนามกีฬา โดย รอบๆเมืองปุตราฯจะล้อมด้วยทะเลสาบ ที่ขุดขึ้นมาใหม่  และที่อยู่อาศัยของข้าราชการและพนักงานของรัฐ ซึ่งทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบลงตัว

ร้อนก็ทน ทหารม้าหน้าวัง

                       จากนั้นคณะได้เดินทางเยี่ยมความงามของพระราชวังเนการา (Istana Negara ) พระราชวังของกษัตริย์มาเลเซีย ซึ่งระบอบกษัตริย์ของมาเลเซียยังคงมีอยู่ โดยหมุนเวียนกันระหว่างสุรต่านทั้ง 9 รัฐ(อีก 4 รัฐ ไม่มีสุรต่าน ) ซึ่ง พระราชวัง เนการา แห่งนี้มีประวัติค่อนข้างพิสดาร แต่เดิมเป็นคฤหาสถ์ของชาว จีนชื่อว่า ชานวิง (Chan Wing) โดยชานวิง เป็นชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในมาเลเซีย จนสามารถสร้างฐานะจนร่ำรวยจากการทำเหมืองแร่ และธุรกิจอื่นๆ ต่อมาได้สร้างคฤหาสถ์ขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ 1920 โดยเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวชานวิง ที่ประกอบไปด้วยภรรยาจำนวนถึง 26 คน 
                        ตามบันทึกชองลูกสาวคนที่ 8 ของ ชานวิง ได้บันทึกว่า ชานวิง เดิมมีฐานะยากจน ต่อมากลายเป็นมหาเศรษฐี (ค.ศ. 1873 - 1947 ) โดยบ้านหลังนี้ใช้เป็นที่สถานที่จัดงานเลี้ยงสังสรรใหญ่ๆ เช่น งานเทศกาลตรุษจีน  
                        ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชานวิงและครอบครัวได้อพยพไปอยู่ประเทศอินเดีย และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ก็ไม่ได้กลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้แต่อย่างใด แต่ไปสร้างบ้านอยู่บนภูเขา จนกระทั่งคฤหาสถ์หลังนี้ตกเป็นของรัฐบาลอังกฤษที่ปกครองมาเลเซียในขณะนั้น

ทหารหน้าวัง


                        ต่อมาในปี ค.ศ 1954 มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ และได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย ก็ได้มีการตกแต่งปรับปรุงคฤหาสถ์ใหม่ เพื่อให้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ ระบอบกษัตริย์มาเลเซียจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมรดกตกค้างจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ก็คือประเพณีการผลัดเปลี่ยนทหารหน้าวังที่แต่งกายเต็มยศอย่างสวยงามนั่นเอง  ลักษณะเดียวกับ พระราชวังบั๊กกิมแฮมในสหราชอาณาจักรเลยที่เดียว ศณีรา..รายงาน


ภาพ/ข่าว อดินันท์ มะลี อ.เบตง จ.ยะลา

 

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net