วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปัญหาของเสียงวรรณยุกต์ในเพลงไทยสากล


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

พัฒนาการของดนตรีไทยในช่วง พ.ศ. 2400 เกี่ยวข้องกับการรับแนวคิดและอิทธิพลจากชาติตะวันตก ซึ่งมีตัวอย่างเช่น แนวคิดแบบปัจเจกนิยม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดเพลงประเภทเพลงเดี่ยว แล้วยังส่งผลให้เกิดดนตรีเพื่อการฟัง ชนิดที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมแบบเมื่อก่อน

วงปี่พาทย์ มโหรี ได้รับการจัดแบบแผนที่ชัดเจนขึ้นก็ในช่วงนี้ โดยชนชั้นนำชาวสยาม

รูปแบบของเพลงเถาก็เกิดขึ้นในช่วงนี้นี่เอง โดยเพลงเถาเป็นพัฒนาการจากเพลงทยอยและปี่พาทย์เสภา เพื่ออวดฝีมือความรู้ความสามารถของคีตกวีผู้แต่งเพลงกับนักดนตรีผู้บรรเลง โดยไม่ให้ความสำคัญกับเนื้อร้อง เพราะเป็นบทบาทของ ‘ดนตรีเพื่อการฟัง’ ในวัฒนธรรมกระฎุมพี (สุจิตต์ วงษ์เทศ, ดนตรีไทยมาจากไหน)

การเกิดขึ้นของเพลงสามชั้นในเพลงเถา ส่งผลให้การร้อง ‘เอื้อน’ เป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งผิดจากในเพลงสองชั้นธรรมดาในสมัยก่อนหน้า ที่การเอื้อนจะปรากฏอยู่เพียงเล็กน้อยเพื่อคอยพยุงเนื้อร้องให้ไม่ผิดเพี้ยนวรรณยุกต์เท่านั้น

แต่การร้องเอื้อนในเพลงสามชั้น เป็นการเอื้อนอย่างยืดยาว เพื่อประวิงเวลาให้เนื้อร้องที่มีอยู่เพียงน้อยนิด สามารถใช้ร้องได้จนหมดท่วงทำนองที่มีความยาวอย่างไม่สมดุลกัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่สามัญชนจะไม่สามารถทำความเข้าใจกับ ‘ดนตรีเพื่อการฟัง’ แบบนี้ได้ ดนตรีประเภทเพลงเถา เพลงสามชั้น จึงมีที่ทางเฉพาะแต่ในหมู่แวดวงชนชั้นสูงเท่านั้น

ในความบันเทิงมวลชน ‘ละครร้อง’ น่าจะเป็นรูปแบบความบันเทิงที่ได้รับความนิยมที่สุด โดยละครร้องได้รับการริเริ่มขึ้นโดยกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ในราวปลายรัชกาลที่ 5 เพลงที่ใช้ร้องในละครแบบนี้ ผลักบทบาทการ ‘เอื้อน’ ยืดยาวไปให้ ‘ลูกคู่’ ที่ร้องคลอตามตัวเอก

พอถึงทศวรรษ 2460 มีคณะละครสำคัญๆ เช่นคณะจันทโรภาส ของพรานบูรพ์ และคณะละครแม่บุญนาก ของแม่แก้ว เป็นต้น ลักษณะของเพลงในละครเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไป คือตัดนักร้องลูกคู่ที่ร้องเอื้อนออก เปลี่ยนให้นักร้องร้องเนื้อเต็ม (แต่ยังมีเอื้อนบ้าง แบบในเพลงสองชั้นเก่า) และเพิ่มวงดนตรีเข้าไปเล่นประกอบ

ในระยะแรก เพลงประกอบละครเหล่านี้ยังใช้ทำนองเพลงไทยเป็นหลัก ดังนั้นผู้เขียนบทร้อง (หรือเนื้อร้อง) ที่รู้จักทำนองเพลงไทยเหล่านี้ดีอยู่แล้ว จึงสามารถเขียนบทได้ง่าย

จนเริ่มมีการนำเพลงสากลมาประกอบละคร ดังมีการบันทึกไว้ว่ามีการนำเพลง วอลซ์ปลื้มจิต ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งในแบบสากลของกรมพระนครสวรรค์ฯ มาใส่เนื้อ ประกอบในละครเรื่อง โรสิตา ของพรานบูรพ์ (พ.ศ. 2474)

ซึ่งถึงแม้ในเพลงนี้จะมีการเอื้อนอยู่หลายแห่งเพื่อปรับเสียงวรรณยุกต์ แต่ในบางตัวโน้ตก็ไม่สามารถรับกับท่วงทำนองได้โดยสิ้นเชิง เช่นประโยคที่ว่า ‘ทุกคืน ทุกวัน หมั้นหมาย มิวาย ว่างเว้น’ ก็ถูกร้องเป็น ‘ทุกคืน ทุกวัน มั้นหม่าย มิหว่าย ว่างเว้น’ เป็นต้น

(ฟังเพลง วอลซ์ปลื้มจิต ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=ERNI9Bd7qgc)

ต่อมาจึงเริ่มมีการแต่งทำนองเพลงไทยสากลขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์ โดยครั้งแรกสุดปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ของพรานบูรพ์ ชื่อเพลงว่า ‘ลาทีกล้วยไม้’ ในปี 2476

(หนังสือประวัติศาสตร์ดนตรีไทยสากลหลายเล่มเรียกชื่อเพลงนี้สั้นๆ ว่าเพลง ‘กล้วยไม้’ ซึ่งมักทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า ‘กล้วยไม้ของเราแต่เก่าก่อน อยู่ในดงในดอน...’ อันเป็นเพลงของพรานบูรพ์เช่นกัน แต่อยู่ในละครเรื่องโจโจ้ซังช่วงหลังจากนั้น ผมเองก็เข้าใจผิดเช่นนั้นมาตลอดจนได้รับการชี้แนะจากคุณหมอพูนพิศ อมาตยกุลเมื่อเร็วๆ นี้ จึงขอขอบพระคุณคุณหมอไว้ ณ ที่นี้ด้วย)

เพลง ลาทีกล้วยไม้ นี้ตัดลีลาการร้องเอื้อนออกไปโดยสิ้นเชิง และยังมีท่วงทำนองที่รวดเร็วกระฉับกระเฉงในจังหวะรุมบ้า (ซึ่งตามธรรมชาติก็ไม่เอื้อให้ร้องเอื้อนได้อยู่แล้ว) ผลที่ได้คือการที่เนื้อร้องหลายแห่งต้องถูกออกเสียงผิดวรรณยุกต์จริง ตัวอย่างเช่น

กล้วยไม้เอยก่อนนี้เคยเป็นดอกไม้ไพร’ ถูกร้องเป็น ‘กล่วยไม้เอยก่อนนี้เคยเป็นดอกไหม่ไพร้’

หรือ ‘นึกจะเด็ดดมได้สมนึกใน’ ถูกร้องเป็น ‘หนึกจะเด้ดดม ดายซมนึกไหน่’ เป็นต้น

(ฟังเพลง ลาทีกล้วยไม้ ได้ที่ http://77.nationchannel.com/video/211137/)

ผมสันนิษฐานว่า ความผิดพลาดนี้น่าจะเกิดจากการแต่งเพลง ‘ตามขนบ’ ของดนตรีไทย ที่ผู้แต่งเนื้อไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรีเป็น และ ‘ยึดรูปแบบของกลอนเพลง’ ในการแต่งเป็นหลัก แต่จะเป็นกลอนแปด กลอนหก หรือกระทั่งกลอนหัวเดียว ย่อมขึ้นอยู่กับผู้แต่งจะเลือก

ดังนั้นในกรณีแบบนี้ เนื้อร้องจึงน่าจะถูกแต่งขึ้นมา (ในรูปของกลอน) ก่อนทำนองเพลง ซึ่งใส่เข้าไปในขั้นตอนหลังและส่งผลให้เนื้อร้องบิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น

หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องการเขียนเนื้อร้องเป็น ‘กลอน’ นี้ยังปรากฏชัด ในเนื้อร้องเพลงชาติ ตั้งแต่ฉบับแรกสุด โดยขุนวิจิตรมาตรา ที่เขียนขึ้นโดยฉันทลักษณ์กลอนแปด (ที่วรรคหนึ่งมีแปดคำบ้าง เก้าคำบ้าง) และในเนื้อร้องฉบับของฉันท์ ขำวิไล ก็เป็นเช่นเดียวกัน ทั้งๆ ที่รูปแบบของกลอนแปดนั้นยากยิ่งที่จะทำให้ลงกับท่วงทำนองสากลที่พระเจนดุริยางค์แต่งขึ้นมา

ไม่ต่างไปจากเพลงชาติฉบับปัจจุบันที่พยายามจะให้เนื้อร้องมีลักษณะเป็นกลอนอย่างลักลั่น ดังปรากฏบันทึกการประชุมเกี่ยวกับเพลงชาติในปี 2482 ถึงกรณีคำว่า ‘เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่’ ว่าหลวงวิจิตรวาทการอภิปรายถึงวรรคนี้ไว้ดังนี้

“บรรทัด 3 วรรคหลัง คำว่า ‘ไม่ให้ใครข่มขี่’ ถ้าเปลี่ยนเป็น ‘ไม่ให้ใครย่ำยี’ ร้องได้ชัดดีขึ้น แต่ไม่ถูกในฉันทลักษณะ

ผลที่ได้ออกมาจึงไม่ใช่ ‘ใครข่มขี่’ แต่เป็น ‘ใคร้คมขี่’

อย่างที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละ

 

 

(พรานบูรพ์)

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net