วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตอบคำถาม BG มุมมืด กรณีการแก้ไข ม.112 ของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และพวก!(ยาวพอสมควร)


ผมเขียนคำว่า ยาวพอมสมควร เพื่อเตือนท่านที่ไม่ต้องการอ่านอะไรยาว ๆ จะได้ไม่เผลอเข้ามาอ่านครับ...

หลังจากที่ผมนำเสนอข่าว คุณสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา สั่งจำหน่าย เรื่องการเข้าชื่อแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ฉบับที่...)  พ.ศ....ของ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับพวก 30,383 คน

รายละเอียดปรากฏใน http://www.oknation.net/blog/netmom/2012/11/02/entry-2 ,ในเว็บไซด์สำนักข่าวเจ้าพระยา www.chaoprayanews.com และเฟซบุ๊กของผม นั้น

มื่อวันที่ 2 พ.ย.55 ปรากฎว่า เวลา 22.55 น.วันเดียวกัน มีท่านผู้ใช้นามว่า “มุมมืด” ตั้งคำถาม ด้วยเจตนาแลกเปลี่ยนความเห็น ถึงกรณีดังกล่าวอย่างสันติ มิได้แสดงความเห็นด้วยอารมณ์ที่ก้าวร้าว มายังผมดังนี้

เรียนขอความรู้ครับ
วัตถุประสงค์ของเนื้อหานี้ มุ่งไปทางใดครับ ?
สมมุติ..คน กลุ่มนี้ฯ มีเจตนาบริสุทธิจริง ๆ เห็นแก่หลักกฎหมายเพียว ๆ ด้วยหลักวิชาการ ไม่เกี่ยวกับพวกล้มเจ้าเลย แปลได้มั๊ยว่า พวกเขาเล็งเห็น หรือคาดการณ์สิ่งใดก้าวไกลต่างไปจากเรา กล่าวคือ หากไม่ทำดังว่า รังแต่จะนำมาซึ่งความเสื่อมของสถาบันฯ อันเป็นที่รักของคนไทยมาอย่างยาวนาน และมีประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ ก็อาจด้วย "คนดีนิ่งเฉย คนไม่ดีครองเมือง" เป็นต้น..
และหากพวกเขาฯ หากพิจารณาเนื้อแท้แล้ว ล้วนเป็นบุคคลที่พิสูจน์ได้ว่าซื่อสัตย์ สุจริต จงรักภักดีเป็นที่ประจักษ์ และอยู่ในข่ายคนดี ...อย่างนี้ เราคิดร้ายกับเขาเกินไปมั๊ย ? ขอบคุณครับ

ผมขอขอบคุณผู้ใช้นามว่า มุมมืด ที่กรุณาตั้งคำถามในลักษณะแลกเปลี่ยนทัศนะที่น่าจะมีประโยชน์สำหรับบุคคลทั่วไป และเข้าใจว่า ก่อนตั้งคำถามผู้ใช้นามว่า มุมมืด คงได้อ่านเรื่องเดิม ๆ ที่มีทัศนะต่อกรณี ม. 112 มาแล้ว

และคงรู้แล้วว่า ผมคือ คนไทนคนหนึ่ง ที่ต่อต้านคนกลุ่มนี้อย่างแข็งขันมาโดยตลอด

ผมจะตอบคำถามของคุณมุมืดในประเด็นแรกที่ถามว่า วัตถุประสงค์ของเนื้อหานี้นี้ มุ่งไปทางใดครับ ? ว่า ผมมีวัตุถประสงค์ในเรื่องนี้ 2 ข้อครับ

1.ต้องการบอกเล่าให้คนไทยผู้จงรักภักดี ที่ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะให้ “มีการแก้ไข ม.112” ได้รับทราบความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวว่า เรื่องนี้ตกไปจากสภาฯ แล้ว แปลว่า คงไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ในสภาฯอีก

2. ต้องการบอกให้คนกลุ่มนั้นทราบว่า  เรื่องที่คนกลุ่มนั้นเพียรพยายามที่จะแก้ไขให้ได้นั้น ถูก “ตีตก” ไปแล้ว จึงไม่ควรดิ้นรนที่จะกระทำการใด ๆ อีก เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อกันเปล่า ๆ

แต่เท่าที่ทราบมา คนกลุ่มนั้นจะไม่หยุดยั้งเพียงเท่านี้นะครับ ข่าวว่าจะหารือถึงขั้นออกแถลงการณ์ประณามประธานรัฐสภาฯ หรืออย่างไรนี่แหละครับ

ผู้ใช้มุมมืดเปิดประเด็นคำถามว่า สมมติคนกลุ่มนี้ มีเจตนาบริสุทธิ์จริง ๆ เห็นแก่หลักกฎหมายด้วยการนำเสนอสิ่งที่คนกลุ่มนี้ ยื่นต่อประธานรัฐสภา ฯลฯ อย่างนี้ เราคิดร้ายกับเขาเกินไปมั๊ย ?

เรื่องเจตนาว่าบริสุทธิ์ดูได้ไม่ยากครับ ดูจากกิริยาท่าทางที่มีต่อสถาบัน คำพูดคำจาที่เอื้อนเอ่ยถึงสถาบัน หรือข้อความที่คนเหล่านี้แสดงเขียนสถาบันพระมหากษัตริย์ วิญญูชนก็พอมองออกนะครับ ว่ารู้สึกอย่างไรต่อสถาบัน

และหากเจตนาดีจริง เหตุใด เพิ่งจะมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ กฎหมายอาญามาตรา 112 กันในช่วงที่เปลี่ยนอำนาจทางการเมืองยุคหลัง ๆ

ทั้ง ๆ ที่บางคน โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหอกในการเดินไปยื่นหนังสือมีอาชีพเป็นครูบาอาจารย์ เรียนรู้เรื่องเหล่านี้มานมนามแล้ว ทำไมจึงไม่กระทำการเพื่อปกป้องสถาบันอย่างที่อ้างกัน

พร้อมกันนี้ ผมขอให้ผู้ใช้นามว่ามุมมืด และท่านอื่น ๆ ที่สนใจเรื่องนี้พิจารณาข้อเสนอของคนกลุ่มนี้ทีละข้อนะครับ ผมมีความเห็นแย้งอยู่ทุกข้อ หากท่านใดเห็นด้วยกับคนกลุ่มนั้นก็เชิญแลกเปลี่ยนความเห็นได้ครับ

1.ให้ยกเลิกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร

ผมอยากทราบว่า  คนกลุ่มนั้นมีเหตุผลใดหรือ จึงขอยกเลิกมาตรา 112 ออกจากความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร

หากผู้ใช้นามว่า มุมมืด มีอายุเกินกว่า 50 ปีขึ้นไป คงทราบดีว่า

สถาบันพระมหากษัตริย์คือ ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ที่ทำให้เกิดความสามัคคีเป็นปึกแผ่นมาอย่างยาวนาน และด้วยพระบารมีของพระองค์จึงทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงและราชอาณาจักรยั่งยืนมาได้จนถึงทุกวันนี้

หากแยกออกจากกันใครจะให้หลักประกันได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์และชาติจะมีความมั่นคงได้ต่อไป

หากสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกแยก จากคำว่า ความมั่นคงของราชอาณาจักร ตามความต้องการของคนกลุ่มนั้นสำเร็จ แล้วคนไทยจะเหลืออะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจหรือ ?

2.เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ข้อเสนอที่ 2 ก็ขาดความชัดเจน ดูแล้วคลุมเครือ เหมือนซ่อนนัยบางอย่างเอาไว้ ทำไมไม่บอกละครับว่า ลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติยศดังกล่าว ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

3.แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับ ตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ข้อเสนอที่ 3 ก็ไม่ต่างไปจากข้อเสนอที่ 2 ครับคือยังไม่ชัดเจนพอ และการเสนอข้อนี้มา ก็เหมือนกับคนกลุ่มนั้นกำลังหมิ่นพระเกียรติยศพระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือเปล่า ?

4.เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 ปี สำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกิน 2 ปี สำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ข้อเสนอที่ 4 นี่ ผมรับไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะเดิม

กฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า "ผู้ ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาต มาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี  รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"

ข้อย้ำเป็นตัวเลขนะครับ จำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี ครับ

มีเหตุผลอะไรหรือ ที่คนกลุ่มนี้ขอให้ “ไม่มีโทษ หรือ ลดโทษลง”

หรือ คนกลุ่มนี้น่าจะรู้ดีว่า โทษจำคุก 3 ปีนั้น จริง ๆ แล้วอาจไม่ต้องจำ เพราะ ศาลอาจสั่งให้รอลงอาญาก็ได้ หรือหามีโทษจำ จริง ๆ ในที่สุดก็จะได้พระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานอภัยโทษให้ก็ได้ – หรือเปล่า ?

5.เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

ข้อ 5 นี้ก็คลุมเครือเชื่อไม่ได้ ผมอยากทราบว่าคนกลุ่มนี้มีอะไรมาเป็นตัวชี้วัดตัดสินหรือว่า การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเป็นอย่างไร หรือไม่สุจริตเป็นอย่างไร

อย่าลืมนะครับว่า มีหลายครั้งในระยะหลัง ๆ ที่มีบุคคลบางคน กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเพื่อดำเนินคดี แต่แกล้งเป็นบ้า เป็นคนโรคจิต เพื่อให้พ้นข้อกล่าวหา อย่างนี้จะเรียกว่า โดยสุจริต หรือไม่สุจริต เล่าครับ ?

6.เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ  

ข้อ 6 นี้ก็เช่นกัน หากได้รับการยอมรับให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่คนกลุ่มนี้เสนอ  – ถามจริง ๆ ว่าเมื่อเรื่องถึงโรงถึงศาล จะต้องใช้เวลากี่สิบปีจึงจะมีการพิสูจน์ความจริงเป็นความจริง หรือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ?

และระหว่างที่รอพิสูจน์เรื่องนี้ว่าเป็นความจริงหรือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือไม่ 

ก็อาจมีผู้นำเรื่องดังกล่าวไปเผยแพร่ขยายผลหรือเผยแพร่ต่อ จนอาจทำให้คนที่ไม่ล่วงรู้ต้นสายปลายเหตุ หรือไม่ทราบว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีคุณอันประเสริฐอย่างใดต่อประเทศชาติ หลงเชื่อว่าเรื่องที่กำลังรอการพิสูจน์ “เป็นความจริง” ตามนั้นก็ได้

เหมือนอย่างที่คนบางคนถุกสร้างลงโทษ ก็เที่ยวป่าวประกาศผ่านสื่อของตัวเองซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่าไม่ผิด จนคนกำลังจะเชื่อตามนั้น

ที่สำคัญ คนกลุ่มนั้นไม่ใช่ "คนโง่" คงจะมีฝ่ายกฎหมายคอยให้คำแนะนำ หรือตรวจสอบแล้วว่า เขียนบทความอย่างไร หรือ อภิปรายในหอประชุมอย่างไร จึงจะไม่ผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 หากถูกฟ้องร้องก็จะอ้างขอให้มีการพิสูจน์ความจริงนั่นเอง

7.ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้นแทนพระองค์

ข้อนี้เท่ากับไปเพิ่มภาระให้แก่ สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งมีภารกิจมากอยู่แล้วเปล่า ๆ ครับ

ผมก็คิดว่า คงไม่ใช่ “หน้าที่” ของสำนักราชเลขาธิการจะมาคอย “นั่งจับผิด” ใคร อย่างที่พวกนั้นต้องการ

แต่หน้าที่ “จับผิด” คนที่จะล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ควรจะเป็นหน้าที่ของคนไทยผู้จงรักภักดีทุกคนที่สามารถกระทำได้

หากกระทำตามข้อ 7 ก็เท่ากับคนกลุ่มนั้น กำลังลิดสิทธิ์ของคนไทยหรือเปล่า ?

ตามข่าวระบุด้วยว่า เนื้อในของร่างดังกล่าวมี ข้อความสอดคล้องกับร่างแก้ไข มาตรา 112 ของนิติราษฎร์

ผมจึงต้องนำเรื่องนี้มารายงานให้ผู้อ่านทราบครับ ท่านผู้ใช้นามว่า มุมมืด ส่วนผู้อ่านจะคิดอย่างไรก็ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของแต่ละท่านนะครับ

ผมอยากเห็นคนไทยที่จงรักภักดีต่อสถาบันอย่างแท้จริง ได้ลุกขึ้นทำหน้าที่อย่างที่ผมทำอยู่นี้อย่างพร้อมเพรียงครับ

เราปล่อยให้คนที่อ้างตัวว่ามีความรู้และมีอาชีพเป็นอาจารย์สนุกสนานกับบิดเบือนความจริงมานานแล้วครับ ลุกขึ้นมาช่วยกันครับ เห็นใครมีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะไม่ควร ก็เอามาเปิดโปงกันครับ

โดย ภาณุมาศ_ทักษณา

 

กลับไปที่ www.oknation.net