วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เหตุผลที่ต้องยื่นรายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายประมงฉบับประชาชน


เหตุผลที่ต้องยื่นรายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายประมงฉบับประชาชน

 

      นับจากปี2490 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 65 ปีแล้วที่มีกฎหมายประมงเกิดขึ้นในประเทศไทย หลายๆ อย่างได้เปลี่ยนไป ทั้งด้านมิติการทรัพยากร มิติของเครื่องมือ รวมทั้งมิติของคนในการอยู่ร่วมกับทรัพยากร แต่กฎหมายประมงยังเหมือนเดิม อาจจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมบ้าง แต่นั้นก็ไม่อาจทำให้มันครอบคลุมบริบทในปัจจุบันได้ เพราะในอดีตการที่จะเปลี่ยนกฎหมายต่างๆ นั้นต้องขึ้นอยู่กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เสนอให้แก่รัฐบาลในการพิจจารณา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งทำให้เกิดปัญหามากกว่าที่จะแก้ปัญหา เพราะมันไม่ได้พูดถึงองค์รวมของทั้งหมด ไม่มีความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นเป็นผู้เสนอ แต่ในปัจจุบัน ประชาชนมีสิทธิในการร่างกฎหมาย แต่ต้องไม่ขัดกับกฎหมายสูงสุดนั้นคือรัฐธรรมนูญ

      ด้วยเหตุนี้ประชาชนที่เป็นประมงพื้นบ้านที่มีมากกว่า 20จังหวัดในประเทศไทย ที่รวมตัวกันเป็นสมาคมสามพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย จึงรวบรวมรายชื่อ10,000 รายชื่อ เพื่อยื่นเสนอกฎหมายประมงฉบับประชาชน

      หลายคนอาจมีคำถามว่าแล้วสาระสำคัญ ที่ถูกเขียนอยู่ในร่างกฎหมาย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ..... มีอะไรบ้าง? แล้วทำไมชาวประงพื้นบ้านต้องออกมารณรงค์รวบรวมรายชื่อ ถึง10,000 ชื่อ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำ ผมจึงขอยกเอาคำตอบขอผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ที่ได้เขียนลงในโลกออนไลน์ ซึ่งมีอยู่ 5 เรื่องหลักๆ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง กฎหมายประมงฉบับนี้เสนอว่า แทนที่จะให้อำนาจแก่รัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ก็ให้เปลี่ยนเป็น ให้มี “คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ” ที่จะต้องมีบทบาทกำหนดทิศทางนโยบายบริหารจัดการทรัพยากรประมงระดับชาติ และต้องมีองค์ประกอบที่มาของกรรมการที่โปร่งใส มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องมีตัวแทนจากฐานอาชีพประมงขนาดเล็กพื้นบ้าน ด้วย
      ประการที่สอง เสนอว่า แทนที่จะให้มีแต่ ท่านประมงจังหวัด หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัดคนเดียว ก็ให้มี “คณะกรรมการประมงจังหวัด” ที่จัดตั้งขึ้นในจังหวัด บางท้องที่อาจเป็นคณะอนุกรรมการประมงเขตพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะข้ามจังหวัดเพื่อให้สามารถจัดการทรัพยากรประมงที่เชื่อมโยงกัน เช่น ทะเลสาบ, อ่าวพังงา โดยให้มีอำนาจกำหนดการประมงในพื้นที่ของตนได้ ยกเว้นกรณีที่คณะกรรมการระดับชาติกำหนดไว้เป็นการทั่วไปแล้ว
ประการที่สาม เสนอว่า ต่อไปนี้ ชุมชนชายฝั่ง ชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ให้มีอำนาจในการจัดการทรัพยากรประมงในเขตชุมชนของตน ได้ ไม่ใช่มีสิทธิแค่เสนออย่างเดียว ต้องมีส่วนในการตัดสินใจด้วย มาถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามตามมาว่าแล้วจะทำอย่างไร? คำตอบคือ ร่างกฎหมายฉบับชาวบ้านนี้ เสนอว่า ให้ใช้วิธีการเปิดโอกาสให้ชุมชนที่มีความพร้อม จัดตั้งเป็น “องค์กรประมงชุมชน” แล้วบริหารในรูปคณะกรรมการ ให้มีอำนาจหน้าที่ กำหนดระเบียบ กติกา เงื่อนไขการทำประมง อนุรักษ์ฟื้นฟู ร่วมจับกุม ฟ้องคดี ทำแผนการพัฒนาและร่วมปฏิบัติหน้าที่กับจังหวัดหรือระหว่างจังหวัดได้

  

      “องค์กรประมงชุมชน” จะทำหน้าที่ดูแล “เขตประมงชุมชน” และอนุญาตให้ทุกคนเข้าจับปลา ทำการประมงในเขตได้ แต่สามารถกำหนดว่า ใครก็ตามที่ทำการทำประมงในเขตชุมชนนั้นๆ ต้องยึกถือกติกา ข้อห้าม ของชุมชนอย่างเคร่งครัด อย่างไรบ้าง ถ้าใครไม่ฟัง ถือว่าผิดกฎหมาย
ประการที่สี่ ในร่างกฎหมายประมงฉบับชาวบ้าน เสนอว่า ให้ “กำหนดเขตการประมง” ให้ชัดเจน แยกระหว่าง เขตประมงชายฝั่ง กับ เขตประมงนอกชายฝั่ง (ประมงพาณิชย์) ออกจากกัน โดยเสนอ ให้เขตประมงชายฝั่ง มีระยะตั้งแต่ขอบน้ำชายฝั่ง ถึง 5 ไมล์ทะเล (หรือประมาณ 9 กิโลเมตร) เป็นอย่างน้อย และให้เขตนอกชายฝั่ง มีระยะ ตั้งแต่ 5 ไมล์ทะเล เลยไปจนถึงเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล เมื่อกำหนดเขตได้แล้ว และกฎหมายมีผลบังคับออกมาแล้ว ก็ให้คณะกรรมการจังหวัดนั้นๆ กำหนดกันเอาเอว่า เครื่องมือประมงอะไรบ้าง จัดเป็นเครื่องมือประมงในชายฝั่ง และเครื่องมือประมงอะไรบ้างเป็นเครื่องมือประมงพาณิชย์นอกชายฝั่ง กำหนดกันเอง จับกันเอง
ประการที่ห้า เรื่อง “บทลงโทษ” เสนอให้ยึดหลักว่า ชาวประมงที่ดีต้องเคารพกฎหมาย เคารพข้อหวงห้าม ใครละเมิดข้อห้าม ถือเป็นชาวประมงไม่ดี และต้องลงโทษให้เข็ดหลาบ เพื่อไม่ให้กลับมากระทำผิดซ้ำอีก ในบทกำหนดโทษตามกฎหมายเดิมนั้นไม่สามารถทำให้ผู้ทำผิดเกรงกลัวหรือ เข็ดหลาบได้ เนื่องจาก โทษปรับอัตราต่ำ “คุ้ม” ต่อการทำผิดซ้ำ ร่างกฎหมายประมงฉบับชาวบ้าน จึงเสนอให้ เพิ่มบทลงโทษปรับในอัตราสูงกว่าเดิม และ กำหนดให้มีโทษริบเรือ/ เครื่องมือที่ใช้ประกอบความผิดด้วย
      นอกจากนี้ ยังมีประเด็น อื่นๆ ที่ยังถกเถียงกันอยู่ เช่น มีข้อเสนอว่า น่าจะมี “กองทุนจัดการทรัพยากรประมง” เพื่อสนับสนุนองค์กรประมงชุมชน สนับสนุนการศึกษาวิจัย พัฒนาการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน” โดยใช้ภาษีส่งออกสัตว์น้ำจากการประมง ร้อยละ 1 มาตั้งเป็นกองทุน หรือเรื่อง “การจดทะเบียนเรือประมง” ก็ควรรวมอยู่หน่วยงานเดียวกับ “การออกอาชญาบัตรเครื่องมือทำการประมง” เพราะปัจจุบัน แยกออกจากกัน ชาวประมงเขาสับสน

  

 

       จากหลักการใหญ่ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น พอจะทำให้หลายคนเข้าใจว่าเหตุใดชาวประมงพื้นบ้านจึงต้องรณรงค์หารายชื่อเพื่อที่จะเสนอกฎหมาย ทำไมต้องเดินงานเป็นพันๆ กิโลเพื่อมามอบรายชื่อแก่รัฐสภา ก็เพื่ออย่างน้อยก็ให้คนที่เกี่ยวข้องกับทะเล อยู่กินกับทะเล ได้สามารถออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และทรัพยากรที่ตนได้ใช้กันอยู่ทั้งชีวิต นี่ไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อคนทุกคน เพื่อทรัพยากรที่สมบูรณ์ขึ้น

 

 

 

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net