วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลง รัก ลาว .. ย่ำเท้าเที่ยวเชียงราย (2)


 

............................................................................................... หลง รัก ลาว .. ย่ำเท้าเที่ยวเชียงราย (1)

 

 


 

 

............................................................................................................................ ต้นกล้า .. ไกลนา


.................................................................................................. ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ ของผู้ถูกเลือก

 

 

 

 

.............................................................................................................................. ชีวิต .. ไกลบ้าน


............................................................................................ ต่างเลือก ต่างแสวงหา ตามแต่นาๆ เหตุผล

 

 

 

 

................................................................................................................... ลมหายใจ .. บนทางไกล


....................................................................................... ไม่เคยมีถนนเส้นไหน ยาวไปกว่ารอยเท้ามนุษย์

 

 


 

 

..... การเดินทางในวันนี้เริ่มต้นขึ้น    โดยมีจุดหมายอยู่ที่ท่าเรือบั๊คใน อ.เชียงของ     ซึ่งอยู่ห่างออกไป ๓๐ ก.ม. บน

เส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาริมลำน้ำโขง ซึ่งถ้าเลือกที่จะนอนอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านพัก ก็คงจะพลาดบรรยากาศนี้

ไป ...............................................................................................................................................

 

 

..... นี่กระมังความหมายของคำว่า .. ‘เดินทางพันลี้ ดีกว่านอนกอดตำราหมื่นเล่ม’ ............................................

 

 

 

 

..... ‘อัญมณีประดับทาง’ .. เห็นแล้วนึกถึงหนังสือ Small is Beautiful  ของ  E.F. Schumacher  ที่ให้ความสำคัญกับ

การทำให้ทุกหน่วยเศรษฐกิจสามารถยืนได้ด้วยตนเอง ..    หากชาวสวนชาวนาที่กำลังทำงานอาบแดดต่างน้ำ ซึ่งเห็น

เรื่อยมาริมทางสัญจร     มีชีวิตที่สดชื่นสดใส เช่นเจ้าคอกหญ้ากลีบบางเบาที่เบ่งบานอยู่เต็มไหล่เขาเหล่านี้       การ

เปลี่ยนแปลงของชีวิตเล็กๆ หลายชีวิตจะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศนี้มากถึงเพียงใด ..................................

 

 

 

 

..... ‘ท่าเรือบั๊ค’ จุดผ่านแดนถาวรไทย-ลาว  ที่เห็นฝั่งตรงข้ามคือเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของ สปป.ลาว  เพราะ

ไม่ได้เตรียมพาสปอร์ตมา  จึงต้องฝากบัตรประจำตัวประชาชนให้กับคุณพี่สกายแลปขับไปทำใบขอผ่านทางที่ที่ว่าการ

อ.เชียงของมาให้    รอแค่ ๑๕ นาที เอกสารทุกอย่างก็เรียบร้อย จ่ายค่าเดินเรื่องให้กับประชาชนรับจ้างในงานราชการ

ไป ๑๐๐ บาท เท่านี้ก็เตรียมข้ามไปฝั่งลาวได้เลย .....................................................................................

 

 

 

 

..... เมื่อลงเรือหางยาว ที่คนแถวนี้บอกว่ามันคือ ‘สปีดโบ๊ต’ จากตรงนี้ใช้เวลา ๖ ชั่วโมง เครื่องยนต์ท้ายเรือก็จะพานัก

ท่องเที่ยวไปถึงหลวงพระบาง   หากมีโอกาสก็อยากจะลองนั่งเจ้าสปีดโบ๊ตหางยาวนี่ ไปเที่ยวดูสักที แต่วันนี้ขออาศัย

มาที่ฝั่งตรงข้ามก็พอ ........................................................................................................................

 

 

 



..... ฝั่งนี้รับเงินไทย แต่ก็อยากจะใช้เงินกีบ  เลยจัดการแลกไป ๕๐๐ บาท ได้เงินกีบมาสองแสนกว่าๆ แต่ก่อนที่จะสบ

โอกาสได้ใช้ ก็ต้องควักเงินบาทจ่ายไป ๓๐๐ เป็นค่ารถสองแถวเล็กพาชม และแวะเที่ยวรอบเวียง .........................

 

 

 

 

..... ตลาดเช้า-เย็น ที่มาเยือนเอาตอนเที่ยง ทำให้แทนที่จะเห็นผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อหาอาหาร   จึงกลายเป็นการมา

ชมศิลปะรำพัดสากล ที่เปิดแสดงอยู่ข้างๆ ตลาดเท่านั้นเอง ........................................................................

 

 

 

 

..... ไฮไลท์ของการมาตลาด จึงอยู่ที่พี่สาวชาวลาวบอกว่าคือ ‘ข้าวซอย’ ชามยักษ์ชามนี้แทน  ซึ่งรสชาติคงต้องบอก

ว่า .. มันคือก๋วยเตี๋ยวลาบหมูรสจัดจ้าน แม่นแท้ !! ....................................................................................

 

 

 

 

เรียบร้อยจากมื้อกลางวัน ก็ได้เวลาเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของห้วยทราย

 

 

 

 

..... วัดพระธาตุตากผ้าคำ  หรือวัดพระธาตุตากผ้าทอง  ตามคำของไทย วัดเก่าแก่คู่เมืองห้วยทราย    ที่คุณอาคนขับ

สองแถวเล็กบอกว่ามีอายุกว่า ๙๗๐ ปี ...................................................................................................

 

 

 

 

..... องค์พระธาตุตากผ้าคำ ..    ซึ่งคุณอาท่านเดิมเล่าประวัติความเป็นมาอย่างยืดยาว       จนใจที่ตนเองเป็นคนฟัง

สำเนียงเสียงภาษาลาวไม่ค่อยจะได้ความมาตั้งแต่ไหนแต่ไร   จึงจับใจความได้แต่เพียงว่า เมื่อครั้งยังไม่ได้สร้างองค์

พระธาตุ    บุคคลสำคัญท่านหนึ่งเดินทางมาถึงตรงจุดนี้   และได้ถอดเสื้อผ้าลงไปอาบน้ำ    เมื่อกลับขึ้นมาปรากฎว่า

เสื้อผ้าของตนเองกลายเป็นทองคำ จึงได้สร้างพระธาตุขึ้นไว้ และเมื่อบุคคลสำคัญท่านนั้นเสียชีวิตก็ได้นำอัฐิมาบรรจุ

ไว้ในองค์พระธาตุด้วย ......................................................................................................................

 

 

 

 

องค์พระธาตุตากผ้าคำนี้ .. คนลาวล่ำลือกันว่า

ทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ จะมีแสงส่องประกายออกมาจากองค์พระธาตุ

(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

 

 

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี


ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐินที่วัดนี้เมื่อปีที่แล้ว

 



 

 

วนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

ถือโอกาสเข้าไปกราบสักการะวัดจอมแก้วมณีรัตน์ ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาหน้าท่าเรือ ก่อนเดินทางกลับ

 

 

 


วัดได้รับการบูรณะโดยพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี


เมื่อครั้งเสด็จมาเยือนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗

 

 

 


พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบไทยใหญ่ สร้างด้วยไม้สัก

 

 

 


บนเพดานและผนัง มีภาพสีน้ำมัน

แสดงสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาต่างๆ ในประเทศลาว

 

 

 


งานไม้แกะสลักบนประตูอุโบสถ

 

 

 


..... อาจจะเพราะห้วยทรายเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวเพียงแวะค้างคืนเพื่อรอเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว

อื่นๆ ของลาว ทำให้บรรยากาศในตัวเวียงดูไม่วุ่นวาย ความเจริญจากการท่องเที่ยวจึงดูผสมผสานกับวิถีชีวิตของคนที่

นี่อย่างไม่รู้สึกขัดหูขัดตา     วัดวาอารามทั้งสองแห่งที่ได้ไปสักการะ   ไม่เห็นตู้ทำบุญสำหรับนักท่องเที่ยวออกมาวาง

ระเกะระกะ แสดงถึงวิถีทางวัฒนธรรมของคนที่นี่กับพุทธศาสนา ที่ยังยึดโยงกันไว้อย่างเหนียวแน่น จนการท่องเที่ยวมิ

อาจนำผลประโยชน์สอดแทรกเข้ามาได้ .. .............................................................................................

 

 

 


ได้เวลาลงเรือกลับแผ่นดินอันเป็นที่รักแล้ว

แผ่นดินที่ใครหลายคนภูมิใจในความเจริญของตนเองนักหนา

 

 

 


ชวนให้คิดต่อไปว่า .. แล้วคนที่อยู่อีกฟากหนึ่งล่ะ

เขาจะมองความเจริญที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์รายล้อมรอบตัวแบบของเรา

ด้วยความรู้สึกอย่างไร ???

 

 

 

 

บ่าย ๓ แล้ว แต่แดดยังแรงมาก จากที่คิดเอาไว้ว่าจะกลับมาเดินเล่นที่เชียงของ

จึงต้องเปลี่ยนแผนหันมาหาที่หลบนั่งพักแทน .. ที่ครัวริมน้ำ

 

 

 


ได้นั่งพักรับลมเย็นๆ จากแม่น้ำ ค่อยเรียกความสดชื่นกลับมาได้บ้าง

มีผู้แนะนำให้ลองมาชิมอาหารของที่นี่ดู

 

 

 


แกงส้มปลาคัง พล่าปลาคัง และส้มตำ .. การนั่งเล่นๆ แต่กินจริงๆ

แกงส้มที่นี่ใส่กระชายด้วย แปลกลิ้น แต่ก็อร่อยดี

รสชาติสมราคาคุยของผู้แนะนำ .. ในราคาที่ถือว่าไม่แพง

 

 

 


เวลา .. สายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับ มนุษย์จึงทำได้แค่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ประสบการณ์ดีๆ ใน สปป.ลาว วันนี้ .. ถูกเก็บไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว

 

 

 


ได้เวลายลโฉมห้องพักหลังใหม่สำหรับคืนนี้

บนเส้นทางทอดยาวกลางนาข้าว

 

 


แสงแดดอ่อนๆ สายลมเบาๆ ท่ามกลางต้นข้าวเขียวขจี

บรรยากาศเช่นนี้ ทำให้รู้สึกไม่ต่างกับกำลังเดินเล่นเลย

 

 

 


จากตรงนี้ต้องเดินขึ้นเนินเขาที่ค่อนข้างชันอีก ๑๐๐ เมตร

นึกขอบคุณพนักงานในไร่ ที่ช่วยขนสัมภาระไปเก็บไว้ให้แล้ว

 

 

 


ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งห่างเหินจากการออกกำลังกาย

ผลคือ .. เดินขึ้นมาเพียง ๕๐ เมตร ก็ต้องหยุดพักซะแล้ว

 

 

 


กำลังใจเล็กๆ จากดอกไม้เล็กๆ .. ริมทาง

 

 

 


..... บ้านเดือนแจ่ม ๒ ..    ที่พักกาย พักใจในคืนนี้ .. นึกอยากจะเดินไปเก็บบรรยากาศตามที่พักหลังอื่นๆ ดูอยู่เหมือน

กัน แต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะในเมื่อเราเองยังต้องการความสงบ ความเป็นส่วนตัว ผู้มาเยือนท่านอื่นๆ ก็คงต้องการสิ่งนั้น

ด้วยเช่นกัน .. .................................................................................................................................................................

 

 

 


ยังคงมีความสุขอยู่แต่เพียงในที่ของเรา .. ก็น่าจะพอแล้ว

 

 

 

 

ความสุขในกระท่อมน้อยเชิงเขา

 

 

 

 

 

ที่มีระเบียงให้ชมดาว

 

 

 


มีเตียงไม้ให้นอนห่มแสงจันทร์

 

 

 


และเมื่อแสงสุดท้ายที่ปลายฟ้าถูกราตรีเข้าบดบัง

 

 

 


ก็ถึงเวลาอาหารเย็นบนระเบียง ที่ทางไร่เสิร์ฟมาให้ในปิ่นโต (เพราะไม่อยากเดินขึ้นลงอีกแล้ว)

น้ำพริกหนุ่มผักลวก ผัดดอกกว้างตุ้ง ปลาสลิดทอดส้มตำ ข้าวผัดธัญพืช .. อั้มมมม

 

 

 


เป็นอีกค่ำคืนหนึ่ง .. ที่เข้านอนพร้อมกับความสุข

 

 

 


..... เพราะธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถจะเข้าถึงได้      ธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งเพื่อเปิดโอกาสให้คน

เมืองได้เข้าไปเสพรับสัมผัสกับความสวยงาม  จึงพากันผุดมาอย่างมากมาย     ป่าถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นสวนดอกไม้

ธรรมชาติของส่วนรวมถูกเบียดบังเอามาเป็นของส่วนตนเพื่อแสวงหาประโยชน์       กลายเป็นธรรมชาติถูกเบียดเบียน

มากกว่าที่จะรักษาไว้ให้คงอยู่ดังเดิม......................................................................................................

 

 

 


..... ขัอเรียกร้องต่างๆ นาๆ ถูกตั้งขึ้นมาอย่างไม่รู้จบ ด้วยสายตาที่มองเห็นธรรมชาติเป็นเช่นทาสของมนุษย์ สิ่งต่างๆ

เหล่านี้ทำให้มนุษย์เริ่มกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมของธรรมชาติมากขึ้นไปทุกที .................................................

 

 

 


..... แต่ในสถานที่แห่งนี้ ..  พื้นที่ถูกเจียดมา ๓๐% เพื่อปลูกสร้างที่พักจำนวน ๑๔ หลัง และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ อีกเล็ก

น้อย สำหรับต้อนรับชาวเมืองที่ต้องการซ่องเสพกับความสงบร่มรื่นของธรรมชาติ  พื้นที่ในส่วนที่เหลือยังคงได้รับการ

ดูแลสืบทอดตามวิถีดั่งเดิมของการทำเกษตรกรรม ...................................................................................

 

 

 


การอยู่กับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัย .. ไม่เบียดเบียนเกินกว่าความต้องการ

 

 

 


คือสเน่ห์ของ ‘ไร่แสงอรุณ’ ที่ทำให้ผู้มาเยือนต่างหลงรัก และบอกต่อๆ กันมา

 

 

 


ขอบคุณ .. ทุกชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ในที่นี้แต่เดิม ที่อนุญาติให้เราเขามาร่วมอาศัยพักพิงด้วยช่วงหนึ่ง


ขอบคุณ .. ไร่แสงอรุณ ที่ทำให้ประสบการณ์ .. หลง รัก ลาว .. ครั้งนี้    จบลงอย่างน่าประทับใจ

 

 

 

พรายพิลาศ

 

 

  

One Love : Playing For Change

 

 

 

 

 

โดย พรายพิลาศ

 

กลับไปที่ www.oknation.net