วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เห่เรือ : ประเพณีประดิษฐ์ใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

 

ในหนังสือเรือพระราชพิธี และเห่เรือมาจากไหน? ของสุจิตต์ วงษ์เทศ (พิมพ์ พ.ศ. 2554) อธิบายถึงประเพณีการเห่เรือไว้ว่า

เห่เรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นประเพณีที่เพิ่งสร้างใหม่ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์

น่าเชื่อว่าเริ่มมีในละครและเพลงดนตรีที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เพราะถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานตรงว่ายุคกรุงศรีอยุธยามีเห่เรือแบบเดียวกับที่มีทุกวันนี้ แต่มีผู้พบว่าแรกมีในรัชกาลที่ 4 แล้ว

สุจิตต์กล่าวว่าการเห่เรือไม่น่าจะมีรากเหง้าที่เนิ่นนานถึงสมัยอยุธยา เพราะไม่พบประเพณีนี้ในกฎมณเฑียรบาล

จะมีก็แต่การละเล่นในขบวนพยุหยาตรา ที่ระบุไว้ให้มีเรือสำคัญสองลำขนาบซ้ายขวา ซึ่งระบุไว้ว่า ซ้ายดนตรี ขวามโหรี

หมายถึงเรือลำซ้ายเป็นเรือที่มีวงดนตรี เล่นเพลงศักดิ์สิทธิ์ยอพระเกียรติ ส่วนเรือลำขวามีวงมโหรี  ประโคมบรรเลงเพลงสนุกสนานเห่โห่โต้ตอบคร่ำครวญเชิงสังวาสไปตลอดทางเสด็จ

ไม่พบข้อความที่ระบุถึงการเห่เรือแบบในปัจจุบัน

ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงสมัยอยุธยาที่เรายังคงไม่มีเครื่องขยายเสียงใช้งาน ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่การเห่เรือด้วยเจ้าพนักงานจะได้ยินไปทั่วคุ้งน้ำที่ใหญ่โตกว้างขวาง

นอกจากนั้นการที่บางคนอ้างกลับไปถึงพระนิพนธ์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) ก็เป็นการอ้างอย่างลากเข้าความ เพราะคำว่าเห่นั้นมีความหมายรวมๆ หมายถึง “ทำนองขับลำนำเพื่อวิงวอนร้องขอ หรือทำให้เพลินใจแล้วเคลิบเคลิ้มถึงหลับไปก็ได้”

ดังนั้นบทกวีที่ว่าด้วยการ “เห่” ของเจ้าฟ้ากุ้งจึงมีมากและหลากหลาย ทั้งเห่เรือ เห่สังวาส เห่ครวญ กระทั่งเรื่องกากี ท่านก็ยังนับเป็น บท “เห่” เรื่องกากี

พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้งจึงไม่ใช่หลักฐานยืนยันถึงพิธีเห่เรือในอยุธยา ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง

ถ้าพูดด้วยภาษาแบบที่นักวิชาการมักใช้กัน ผมคิดว่าพิธีเห่เรือนี้คงจัดอยู่ในประเภทที่เรียกว่า “ประเพณีประดิษฐ์

เท่าที่ผมเข้าใจ ประเพณีแบบนี้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการย่างเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และมีที่มาเชื่อมโยงกับการธำรงรักษาอดีตกาลของชาติ ในยุโรป เกิดประเพณีประดิษฐ์ขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงราว พ.ศ. 2410 - 2460

ประเพณีประดิษฐ์จึงแยกไม่ออกจากความเป็นรัฐชาติแบบสมัยใหม่

หัวใจของประเพณีเหล่านี้จึงไม่ใช่ “อดีต” ที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เป็นการสืบทอด ส่งผ่านไปยัง “อนาคต” เพื่อความมั่นใจในการดำรงอยู่ของรัฐชาติ

ประเพณีประดิษฐ์มีตัวอย่างเช่นชุดประจำชาติ (ที่ไม่เคยมีอยู่จริง) นาฏศิลป์ที่ถูกจัดระเบียบใหม่ (หรือกระทั่งสร้างขึ้นใหม่) โดยรัฐหรือชนชั้นนำ

หรือเพลงไทย (เดิม) ที่ถูกยกขึ้นเป็นสมบัติของชาติไทยทั้งชาติ ทั้งๆ ที่เพลงไทยที่เรารู้จักกันทุกวันนี้เป็นเพียงการละเล่นของคนจำนวนน้อยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเท่านั้น

หรือที่ชัดๆ กว่านั้นก็คือประเพณีรำวง ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงครามนี่เอง

ผมเข้าใจว่าประเพณีประดิษฐ์ ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องวาทกรรมต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐหรือชนชั้นนำ เช่นที่คนไทยมักถูกทำให้เชื่อว่า ความเป็นคนไทยนั้นหมายถึงการเป็นคนรักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด (ซึ่งคงจะหมายถึงรบกันเอง ฆ่ากันเองมากกว่าจะไปรบไปฆ่ากับคนอื่น)

หรืออย่างความเชื่อที่ว่าเกิดเป็นคนไทยต้องกินเผ็ด เป็นต้น

ประเพณีประดิษฐ์มีทั้งคุณและโทษ ในส่วนของคุณนั้นก็คือการตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลงของความเป็นสมัยใหม่ การสร้างความสามัคคีขึ้นในบางสถานการณ์ นอกจากนั้น ในบางกรณียังเป็นการนำเสนอความหลากหลายทางวัฒนธรรม ให้ปรากฏบทบาทขึ้นมาในรัฐชาติด้วย 

เช่น ประเพณีการกินเจ ที่อาจแสดงภาพของชาวจีนซึ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคนไทยได้เป็นอย่างดี

แต่ความเชื่อหรือประเพณีประดิษฐ์หลายๆ อย่าง ก็อาจนำผู้คนไปสู่ความคิดที่ล้าหลัง ไม่เป็นประชาธิปไตย และคลั่งชาติแบบขาดสติ ซึ่งผมออกจะสงสัยอยู่เหมือนกันว่า “การปฏิวัติรัฐประหาร” นั้นถือเป็นประเพณีหรือไม่ สำหรับบ้านนี้เมืองนี้

แต่ดูเหมือนโชคยังเข้าข้างเรา ที่ในปัจจุบันทหารดีๆ จำนวนมาก ดูเหมือนจะรู้เท่าทันความเป็นไปของโลก และมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อความ (สิ้น) คิดนี้อย่างค่อนข้างชัดเจน

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net