วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิถีแห่งคลอง ปากคำลุงชัย ฅนบ้าเรือ


วิถีแห่งคลอง ปากคำลุงชัย ฅนบ้าเรือ

“ถนนจะเกิดขึ้นมาเท่าไหร่ ผมไม่สนใจ แต่วิถีคลองต้องอยู่”

  ปากคำ ของลุงชัย คนบ้าเรือ แห่งคลองลัดมะยม สะกิดต่อมความคิดความรู้สึกให้ต้องหันกลับและฉุกคิด หลังจากที่ผู้เขียนหลบร้อนแอบเดินลัดเลาะไปตามริมคลองสายหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่ละแวกนี้เรียกขานกันว่า “คลองลัดมะยม”


 

  ลุงชัย ฅนบ้าเรือ บอกผู้เขียนว่า คำว่า“คลองลัด”ก็มาจากการที่มีการขุดคลองลัดจากคลองหลักเพื่อให้ประหยัดเวลาในการเดินทางโดยทางเรือในสมัยก่อน คลองลัดมะยมเป็นคลองเล็กๆ แยกออกมาบริเวณคลองบางระมาดกับคลองบางพรหม ยาวประมาณ 3 กิโลเมตรตลอดระยะความยาวของคลองลัดมะยมจะมีคลองเล็กๆสู่คลองใหญ่ออกไปแม่น้ำเจ้าพระยาได้หลายสาย

 

 

  “ลัดมะยม” ชาวบ้านแถวละแวกบ้านปากคลองตลาด ตลาดบางแค ตลาดบางลำพู ตลาดหัวรถไฟ ต่างเป็นที่รู้จัก “คลองลัดมะยม” ตลอดไปจนจรดถึง จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม ต่างเดินทางไปมาหาสู่ค้าขายกันมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายแกว่างั้น

  ลุงชัย ฅนบ้าเรือ ชื่อจริงยี่ห้อแท้ของแก ตามบัตรประชาชนสำเนาถูกต้อง คือนายสุรชัย รุณบุญรอด อายุรุ่นราวคราว ๖๐ ปีเศษ ผมสีดอกเลา เป็นชาวบางกอกน้อย และค่อยๆร่นถอยมาอยู่คลองลัดมะยมได้ ๑๐ ขวบปีเศษ ชีวิตของแกก็หนีไม่พ้นสายน้ำ ลำคลอง ล่องเลเป็นชีวิตสืบมา

 

  ผู้เขียนสอบถามเหตุใด ลุงชัย ฅนบ้าเรือ ถึงรักเรือ รักคลอง ที่มาของการรักคลองแกบอกไม่ต้องถาม เพราะชีวิตเกิดมาก็มีคลอง และใช้คลองนี่เป็นเส้นทางในการสัญจร

 

 

  ติดต่อค้าขาย ขนส่งสินค้า ส่วนถนนหนทาง ทางบกมีบ้างแต่ก็เป็นเส้นทางเล็กๆแคบ ไม่เหมาะต่อการใช้สัญจร ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางเข้าสวน เข้านา เสียมากกว่า

 

  ส่วนการที่รักเรือนั้น  แกบอกผู้เขียนด้วยอาการตื้นตัน ลิงโลดใจ ผนวกด้วยอารมณ์ตัดพ้อเล็กๆ พองาม ค่อนแขวะสังคมในยุคสมัยนั้นในฐานะความเป็นอยู่ด้านสังคมว่า สมัยก่อนบ้านแกพ่อแม่ค่อนข้างอยู่ในฐานะที่ยากจน วัยเด็กตามประสา อยากได้ของเล่นสักชิ้นก็ไม่มีเงินซื้อ บิดาเลยนึกสงสารลูกชายเลยหาไม้มาประดิษฐ์เป็นเรือลำเล็กๆให้ลูกชายเล่น

 

 

  เรือลำแรกในสมัยนั้น กับรถคันแรกสมัยนี้ คงไม่หนีความแตกต่างในรู้สึก ของลุงชัย ฅนบ้าเรือ ยิ่งได้มาจากฝีมือพ่อ ไม่ต้องรอให้รัฐช่วย ยิ่งมากด้วยความรู้สึกที่ประทับใจและทรงคุณค่ายิ่ง แกบอกหากเรือที่พ่อทำให้ยังอยู่ มันคือครูที่แกต้องนำมากราบไหว้ทุกวันนี้แน่นอน แต่น่าเสียดายที่เด็กชายสุรชัย ทำเรือพ่อหายไปด้วยวัยแห่งเด็ก

 

  จากวันนั้นมาวันนี้ จึงทำให้มีแรงบันดาลใจผลักดันให้จากเด็กชายสุรชัย กลายมาเป็นลุงชัย ฅนบ้าเรือในวันนี้ ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ลุงชัยแกเปิดโรงเรียนวิถีถิ่นขึ้น ที่”คลองลัดมะยม” และแกก็ประดิษฐ์เรือลำเล็กรูปแบบต่างๆที่เคยใช้กันในวิถีชีวิตชาวคลองไว้จำหน่ายสำหรับคนที่ชื่นชอบและรักความเป็นวิถีแห่งเรือ อยู่ในพื้นที่ ”ตลาดน้ำคลองลัดมะยม”ในปัจจุบันนี้

 

  โรงเรียนวิถีถิ่นของลุงชัย ฅนบ้าเรือ แก่บอกกับผู้เขียนว่า มันว่าด้วยเรื่อง “กิน ขี้ ปี๊ นอน” เรื่องของวิถีชาวคลอง เครื่องมือจับปลา อาหารพื้นบ้านแท้ๆไม่มีตะวันตก ตะวันอื่น มาปน และอนาคตก็จะเปิดโรงเรียนสอนพายเรือ มีโรงควาย มีคอกม้า ว่าด้วยเรื่องอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชน สู่การฟื้นฟูลำคลอง รวบรวมที่มาประวัติศาสตร์พื้นถิ่นซึ่งมีเรื่องราวอีกมากมายที่กำลังจะสูญหายไป ซึ่งมีคุณค่าต่อการเรียนรู้และศึกษาอย่างยิ่ง

 



ลุงชัย ฅนบ้าเรือ บอกว่าที่นี่เคยเป็นที่ผูกม้า ของ”หัวพันสุริยะ” ทหารในองค์พระยาตากสินมหาราช บางคนเรียกพลเอกสุริยะ บางคนเรียกพันเอก เพี้ยนกันไปเรื่อยๆปัจจุบันบริเวณที่ผูกม้าของ หัวพันสุริยะ คือบริเวณวัดจะเข้ ที่สร้างในสมัย
อยุธยาตอนปลาย ได้กลายเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านจัดสรรมหาดไทยไปเสียแล้ว ประวัติศาสตร์ชุมชนก็ถูกฝังกลบไปอย่างเสียคุณประโยชน์ เพราะฉะนั้นลุงจะต้องรีบรวบรวมและฟื้นประวัติศาสตร์ราษฎร์หรือชุมชนให้คงอยู่ให้ได้ก่อนที่จะหายไปกับปัจจุบัน

 

“อัตลักษณ์ของตลิ่งชัน คือ คลอง”

“ถนนจะเกิดขึ้นมาเท่าไหร่ ผมไม่สนใจ แต่วิถีคลองต้องอยู่”

                                                   (ลุงชัย ฅนบ้าเรือ)

 

  การจะเกิดถนนขึ้นมาสักกี่ร้อยกี่พันสายลุงชัย ฅนบ้าเรือ ไม่สนใจ แต่วิถีแห่งคลองต้องดำรงอยู่คู่ชาวคลอง เพราะเมื่อสมัยปู่ย่าตายายก็มีลำคลองนี่แหล่ะที่ใช้ในการสัญจรดำรงชีวิต ตั้งแต่เกิด  แก่ เจ็บ ตาย ก็ใช้คลองทั้งนั้น ทุกบ้านมีเรือใช้ก็เพราะมีคลองที่ธรรมชาติสร้าง และที่มนุษย์ขุดขึ้นอย่าง ลัดมะยมแห่งนี้สมัยสงครามยามศึกก็ใช้คลองนี่แหล่ะเป็นการเคลื่อนทัพจับศึก ขนยุทโธปกรณ์ต่างๆ ปลูกผัก หาปลา ไปหาหมอ ไปตลาด ก็คลองทั้งนั้น

 

  พื้นที่ตลิ่งชัน เป็นพื้นที่ทางการเกษตรกรรมมาช้านานและในปัจจุบันยังคงเป็นพื้นที่อนุรักษ์เพื่อการเกษตรและหากย้อนไปในช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๐ พื้นที่แถบนี้ยังคงปลูกข้าวควบคู่กับการปลูกผลไม้ สลับพืชผักสวนครัวไว้กินกันเอง

 

  ต่อมาเมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป การปลูกพืชเพื่อกินเองในบ้าน ก็หันมาปลูกเพื่อขาย จากนั้นเกิดวิกฤติชาวนาราคาข้าวตกต่ำ พืชสวนจึงขยายตัวแทนที่นาข้าว พืชที่ปลูกข้าวก็เริ่มหาย และที่นาถูกยกคันดินไปเพื่อปลูกพืชสวนในที่สุด

 

 

ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของพื้นที่แถบนี้ เช่น กะท้อนทับทิม  กะท้อนปุยฝ้าย กะท้อนอีหล้า มะม่วงพราหมณ์ นั้นมีรสชาติดีกว่าที่อื่น เนื่องจากดินที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์สูง รวมทั้งเป็นต้นพันธุ์ที่ดี นอกจากนั้นยังมีผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอื่นที่นำมาปลูกและมีรสชาติดี เช่น ส้มบางมด เงาะเมืองตราด ซึ่งปัจจุบันพืชพื้นเมืองเหล่านี้ ส่วนใหญ่ได้

 

  สูญหายไปจากการตายในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๘,พ.ศ.๒๕๒๖ และจากน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ มีผลพวงไปจนทำให้พืชประเภท ขิง ข่า มะกรูด ยืนต้นตายสิ้นและเริ่มหายาก ราคาแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดชาวบ้านจึงหันมาปลูก ข่า ตะไคร้ โหระพา กะเพรา กุ๊ยช่าย เตยหอม แทนและนำไปขายแถว ปากคลองตลาด ตลาดบางแค ตลาดบางลำพู ตลาดหัวรถไฟ(ใกล้โรงพยาบาลศิริราช)ทุกกระบวนชีวิตก็ยังพึ่งพาคลองไม่เคยเสื่อมคลาย

 

 

“ลืมวิถีคลอง”

ลุงชัย ฅนบ้าคลอง

  ต่อมาเมื่อมีการตัดถนนที่เริ่มตั้งแต่ถนนเพชรเกษม ถนนพุทธมณฑลสาย ๑ (ซึ่งเดิมเป็นเพียงถนนซอยเล็กๆเพื่อใช้เข้าไปทำสวน ก่อนที่จะถูกขยายเป็นเส้นทางหลักในปัจจุบัน) ถนนปิ่นเกล้า นครชัยศรี จนมาถึงถนนบรมราชชนนี ซึ่งทำให้พื้นที่แถบตลิ่งชันถูกรายล้อมไปด้วยถนนสายหลักขนาดใหญ่ ซ้อนทับลงบนเครือข่ายคลอง ซึ่งบางส่วนทำให้ไม่สามารถพายเรือลอดใต้ถนนได้

 

  การขนส่งทางเรือจึงถูกบังคับให้ลดบาทความสำคัญลงไปพร้อมวิถีแห่งคลองและสัมพันธไมตรีชุมชนเริ่มขาดสะบั้นลงตั้งแต่ที่ถนนเริ่มรุกคืบเข้าและฆ่าวิถีคลองไปทีละชุมชน และทำให้เรือดั้งเดิม เริ่มสูญหายไปจากพื้นที่ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น





   จนในที่สุด”คลอง” พระแม่คงคา ก็กลายเป็นสถานที่ ที่ทิ้งขยะสิ่งปฎิกูล จนสายน้ำ มัจฉา สูญหายและขาดใจตายไปกับการมาของถนน วิถีชุมชน ที่คนพัฒนาไม่คาดคิดและคำนึงถึง

 

  วันนี้ลุงชัย ฅนบ้าเรือ บอกผู้เขียนว่า ยังคงมีเรือจำหน่ายสินค้าที่ล่องมาตามลำน้ำสายต่างๆจากจังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นำสินค้า โอ่ง อ่าง เตาถ่าน ดินปลูกต้นไม้ พันธุ์พืช ผลไม้  น้ำตาลโตนด เกลือ แรมรอนมาขายกันครั้งละเป็นเดือนอย่างเงียบๆผ่านวิถีคลองที่หลายคนอาจลืมมันไปแล้ว..ลืมคลอง...

 

  และผู้เขียนขอแนะนำท่านที่ต้องการสัมผัสวิถีแห่งคลอง วิถีชาวคลอง วิถีเรือ และอยากเห็นการล่องเรือขายสินค้าวิถีชีวิตที่ยังพอหลงเหลือไปกันได้ครับที่ “ตลาดน้ำคลองลัดมะยม”ครับ

         

  ตลาดน้ำคลองลัดมะยมตั้งอยู่บนถนนบางระมาดเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างถนนกาญจนาภิเษก ถนนวัดอินทราวาส (วัดประตู่)มาทะลุถนนราชพฤกษ์การเดินทางไปยังตลาดน้ำคลองลัดมะยมสามารถเดินทางได้ทั้งจากถนนกาญจนาภิเษกที่เรียกว่าวงแหวนตะวันตก และถนนราชพฤกษ์แต่ถ้าใช้เส้นทางถนนกาญจนาภิเษกจะถึงตลาดน้ำคลองลัดมะยมได้ง่ายกว่าเพราะตลาดค่อนไปทางนั้น

 

  ถ้าเราใช้ถนนบรมราชชนนีจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้านครปฐมถึงถนนกาญจนาภิเษกให้เลี้ยวซ้ายทีนี้ให้สังเกตุฝั่งซ้ายมือของเราจะมีปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ตรงไปอีกจะมีปั๊มปตท. Jiffy (เดิมคือปั๊ม Jet) ไปอีกนิดจะเห็นปั๊มเอสโซ่ ที่ 2 เลี้ยวซ้ายซอยข้างปั๊ม (มีป้ายทางลัดสู่จรัญสนิทวงศ์ 35) ขับตามถนนเข้าไปจะเห็นตลาดน้ำคลองลัดมะยมอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวาเลือกลานจอดรถได้ตามใจชอบแต่จะให้ดีขับข้ามสะพานข้ามคลองลัดมะยมแล้วค่อยหาที่จอดจะเดินเข้าตลาดได้ง่ายกว่า

  สำหรับผู้ที่มาจากบางใหญ่ ก็สังเกตุทางยกระดับบรมราชชนนี พอถึงแล้วให้ออกช่องคู่ขนานเตรียมตัวมองหาปั๊มสำหรับผู้ที่มาจากพระราม 2  ก็ขับเลยทางยกระดับบรมราชชนนีไปหน่อยแล้วกลับรถ

 

 

หัวพัน : น. ตําแหน่งข้าราชการโบราณรองจากนายเวรลงมา, หัวหน้าควบคุมทหารจํานวนพันหนึ่ง; (โบ) นายทหารผู้ช่วยกองเสนาหลวงในสมัยโบราณ.

 

โดย ฅนป่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net