วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวียดนามเหนือ (ตอนแรก) วิถีกับสถาปัตยกรรมฮานอย


เวียดนามเป็นประเทศที่เติบโตมากับรอยเลือดและคราบน้ำตา สงครามชีวิตยาวนานนับพันปีทำให้เวียดนามดูหมองหม่นในสายตาชาวโลก  กว่าเวียดนามจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากมันเป็นประวัติแห่งการต่อสู้ที่ต้องค้อมหัวยอมรับนับถือ มีคำถามมากมายว่าถึงวันนี้เวียดนามหลงเหลืออะไร ซึ่งในความเป็นจริงที่ปรากฏ เวียดนามหลงเหลือเศษซากอารยะธรรมของจีน ฝรั่งเศส และอเมริกา (ในบางส่วน) สถาปัตยกรรมจีน ฝรั่งเศส ผุดโผล่ให้เห็นเป็นลำดับ สถาปัตยกรรมดังกล่าวกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่เวียดนามเหนือลงสู่ภาคกลางไปสิ้นสุดที่ภาคใต้

การเดินทางครั้งนี้ผมเลือกเวียดนามเหนือ เลือกเมืองใหญ่หรือเมืองหลวงอย่างฮานอยกับเมืองซาปา ทั้งสองเมืองมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมืองหนึ่งอึกทึกครึกโครม เต็มไปด้วยเสียงแตรรถ ประกอบกับความแออัดของบ้านเรือน ส่วนซาปาเป็นเมืองในหุบเขาเป็นเมืองที่หนาวเย็นเต็มไปด้วยไอหมอกและความเงียบสงบ

นกเหล็กลูกผสมชื่อไทยแอร์เอเชียกางปีกบินออกจากน่านฟ้าไทยในวันฟ้าขุ่นขาว ผ่านหลุมอากาศเหนือน่านฟ้ากัมพูชา และร่อนลงจอดที่สนามบินฮานอยในช่วงสายของวัน จากสนามบินก้าวเท้าออกมานอกรั้ว เดินข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม เลือกใช้รถโดยสารปรับอากาศสาย 17 เพื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองเก่า  (Old Town) หรือที่เรียกกันว่าพื้นที่ Old Quarter

รถโดยสารแล่นเอื่อยเฉื่อย (ชิดขวา) ไม่ได้มุ่งตรงไปกลางเมืองแต่แล่นไปตามบนสายแคบ ผ่านทุ่งนาเขียวขจีกว้างใหญ่ งดงามคล้ายท้องนาอยุธยายังไงยังยังงั้น เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงแล่นข้ามแม่น้ำซ่งไห (แม่น้ำแดง) อันกว้างใหญ่ ถึงตอนนี้มองเห็นบ้านเรือนแห่งฮานอยผุดโผล่แน่นขนัดราวเมืองตุ๊กตา

บ้านเรือนกลางเมืองเก่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีลักษณะเป็นอาคารปูนหน้าแคบ สูงชะลูด สูงราว 3-5 ชั้น บ้านส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสที่เคยครอบครองเวียดนามอยู่นมนาน บ้านอัดแน่นเรียงรายไปตามถนนสายเล็กๆ ที่ผาดผ่านกันไปมา สีอาคารที่ใช้ส่วนใหญ่อยู่ในโทนเหลืองมัสตาร์ด
ชั้นล่างระหว่างอาคาร (ส่วนใหญ่) มีซอกหลืบเล็กๆ เป็นทางเดินเข้าไปสู่อาคารหรือบ้านที่ซุกซ่อนอยู่ด้านหลังอีกทีหนึ่ง

 

บนทางเท้าไม่ค่อยมีที่ให้เดินเพราะคนบ้านนี้เมืองนี้เขาเอาไว้จอดมอเตอร์ไซด์ เอาไว้วางแผงขายอาหาร เป็นอาหารจำพวกเปาะเปี๊ยะทอด เฝอ เต้าหูทอด น้ำอ้อย ฯลฯ เมื่อทางเท้าไม่มีที่เดิน ต้องลงมาเดินบนถนนอยู่เรื่อยๆ คราวนี้ก็เริ่มชำนาญการเดินบนถนนเป็นลำดับ (แม้ว่าจะหงุดหงิดใจอยู่บ้างก็ตามที)

เดินมาตามแผนที่ หลงบ้างถูกบ้างแต่สุดท้ายก็มาถึงเกสต์เฮ้าส์ชื่อ Memory Hanoi เป็นเกสต์เฮาส์ที่เหมาะกับ Backpacker โดยทั่วไป รวมถึงกระเหรี่ยงจากเมืองไทยเฉกผมด้วย

ที่ Memory Hanoi ได้พูดคุยกับชายหนุ่มหน้าใสวัยไม่เกิน25 ขวบ สื่อกันด้วยภาษาอังกฤษผสมภาษามือ ตกลงกันว่าผมจะพักค้างที่นี่ 1 คืน 2 วัน
ค่าเช่าวันละ 10 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ จากนั้นจะเดินทางด้วยรถไฟไปเมืองซาปาทางตอนเหนือสุดของประเทศด้วยรถไฟตู้นอน
ชายหนุ่มเจ้าของโรงแรมคิดค่าแพคเกจทัวร์ในราคา 80 เหรียญ ผมบอกให้เขาลดราคา ต่อกันไปต่อกันมาได้ราคาที่ลดหย่อนลงมาอีก3 เหรียญ เป็นอันลุล่วง (ไม่ถึงกับเจ็บตับเหมือนใครบางคน)

การเดินทางไปเมืองซาปาจะเริ่มในค่ำวันพรุ่งนี้ส่วนวันเวลาที่เหลืออยู่ในฮานอยมากพอจะเดินท่องเที่ยวไปตามถนนสายต่างๆ
ผมวางแผนเดินในเมืองฮานอยให้ได้ระยะทางมากที่สุดเท่าที่สภาพชายหนุ่มในเรือนร่างชายชราจะเอื้ออำนวย ซึ่งแบ่งเส้นทางหลักออกเป็นสองสายๆ ละหนึ่งวัน วันแรกเดินดูสถาปัตยกรรมรอบๆ ทะเลสาบหว่านเกวี๋ยน ส่วนรุ่งขึ้นเปลี่ยนไปเดินบริเวณทะเลสาบโฮไตซึ่งอยู่ไกลกันพอสมควร

วันแรก แกว่งเท้าจากที่พัก เดินออกจากถนนสายแคบเล็กออกไปหาสายใหญ่ ระหว่างทางได้พบเห็นสถาปัตยกรรมมากมายอยู่รายทาง ในรัศมีไม่ห่างจากทะเลสาบหว่านเกวี๋ยน เริ่มตั้งแต่ Ngoc Son Temple, National Bank, History Museum,Opera House, แวะกินไอศกรีมที่ถนน Trang
Tien
คนที่นี่ชอบกินไอติมสังเกตจากการเข้าคิวซื้อและยืนกินกันเป็นล่ำเป็นสัน คะเนได้ 100 กว่าคน (ณ ตอนนั้น)

จากนั้นเดินต่อมาที่ Tortoise Tower (เจดีย์กลางน้ำในทะเลสาบหว่านเกวี๋ยน) (ตอนนี้เริ่มงงๆกับถนนหนทางบ้างเล็กน้อย) บริเวณนี้เป็นที่นั่งเล่นรอบทะเลสาบในช่วงตอนเย็นมีคนมาใช้ประโยชน์กันมาก มีร้านกาแฟหรูริมทะเลสาบบริการด้วย จากนั้นออกมาที่ Central Church แล้วไปสิ้นสุดที่    ถนนHang Duong ซึ่งวันนี้มีตลาดนัด หนุ่มสาวจำนวนมากมาเดินกันที่นี่ แต่สินค้าตลาดนัดกับของที่ขายริมทางไม่ค่อยแตกต่างกัน

กลับมาถึงที่พักเกือบสามทุ่มถึงตอนนี้รถราเริ่มบางตา บริเวณทางเท้ายังมีผู้คนนั่งบริโภคอาหารกันเต็มไปหมด ส่วนบนทางเท้าหน้าที่พัก
กลุ่มชายหนุ่มเจ้าของเกสต์ เฮ้าส์ชักชวนดื่มเบียร์
(HanoiBeer) แกล้มกับ Dog Foot (ตีนหมาต้ม) ผมยินดีดื่มแต่ไม่ยินดีร่วมกินตีนหมา
แม้ว่าเขาจะกินกันอย่างเอร็ดอร่อยก็ตามที พอเวลาล่วงเลยไปถึงสี่ทุ่มกว่าๆ ถนนเงียบรถราหายไป ผู้คนเข้าบ้านกันหมด ตอนนี้เมืองฮานอยดูคล้ายเมืองร้างมากกว่าเมืองวุ่นวายที่ผ่านมาในช่วงวัน

รุ่งสางวันใหม่เดินไปที่สะพานข้ามแม่น้ำสายใหญ่ แม่น้ำสายนี้ชื่อ ซ่งไห่ หรือแม่น้ำแดง เท่าที่ทราบสะพานข้ามแม่น้ำมีสองแห่ง
แห่งแรกเป็นสะพานเก่าแก่ ใช้ประโยชน์ในการคมนาคมสำหรับรถไฟ ทางรถไฟอยู่ตรงกลาง สองข้างซ้ายขวาเป็นทางรถจักรยาน
จักรยานยนต์ และทางสำหรับคนเดิน อีกสะพานหนึ่งเป็นทางสำหรับรถยนต์ ผมเลือกมาที่สะพานเก่าเพราะอยู่ไม่ไกลและมีอะไรน่าสนใจมากกว่า

บนสะพานมองเห็นเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนแม่น้ำกว้างใหญ่ มองเห็นแปลงผักกับไร่ข้าวโพดเจริญเติบโตอยู่บนสันดอนกลางแม่น้ำ มองเห็นบ้านเมืองเนืองแน่นผุดโผล่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง

ยามเช้าเช่นนี้บนสะพานมีคนวิ่งออกกำลังกาย มีคนนำผักมาขายหรือแลกเปลี่ยนกัน เช่น เอาผักมาแลกกับข้าวโพด เป็นต้น พอสายขึ้นมาอีกหน่อยมีจักรยานและมอเตอร์ไซค์จำนวนมากแล่นมาบนสะพาน มุ่งสู่ชุมชนเมือง เป็นภาพที่นึกไม่ออกหากไม่มาเห็น มอเตอร์ไซค์จำนวนมากไม่รู้มากจากไหนแน่นขนัดไปทั้งสะพาน แต่พอจะเดาได้ว่าคนจากชานเมืองใช้เส้นทางสายนี้เข้ามาทำงาน

จากสะพานรถไฟกลับมาหาของกินที่ตลาดสด
(ปลายถนนฮังดาว) ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเก่าแก่มีมาแต่ยุคฝรั่งเศสครองเมือง
เป็นตลาดที่มีบันไดเลื่อนเป็นแห่งแรก ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเพราะเกิดไฟไหม้
ปัจจุบันยังใช้ประโยชน์อยู่ โดยเป็นตลาดสดขายอาหาร ค้าส่งเสื้อผ้า
อย่าแปลกใจหากทราบว่าไวน์จากฝรั่งเศสพร้อมไข่ปลาคาเวียร์แถวๆ นี้ราคาถูกมาก และเป็นของจริงครับ

ท้องอิ่ม เท้าก้าวเดิน...เดินไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ นั่นคือเดินไปสัมผัสสถาปัตยกรรมทางฝั่ง West Lake หรือทะเลสาบโฮโต จากจุดเริ่มต้นเลยเรื่อยมาตามถนนได้พบกลุ่มที่ทำการและบ้านสถานทูตจากนานาประเทศ
รวมถึงประเทศไทยด้วย จุดต่อมาคือ
Fine Art Museum, Ho Chi Minh Museum, วัดเสาเดียว, President Palace, Quoc Pagodaในทะเลสาบโฮโต, โบสถ์คริสต์เก่าแก่, Flag Tower และ Amy Museum สถาปัตยกรรมที่เห็นส่วนมากเป็นสถาปัตยกรรมที่มีขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญอันเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น ส่วนสถาปัตยกรรมอื่นๆ นอกจากนี้มีบ้านเรือนหน้าตาคล้ายๆ กันเรียงรายอยู่ทุกซอกถนน

ตลอดระยะเวลาที่เดินเที่ยวในฮานอยสังเกตว่าคนเมืองนี้ใช้รถกันมาก โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ แต่น่าประหลาดใจที่ไม่ยักกะชนกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีระเบียบในการขับขี่เลยสักนิด ส่วนสิ่งที่น่าชื่นชมคือคนขี่มอเตอร์ไซค์ทุกคนสวมหมวกกันน็อค เป็นหมวกกันน็อคที่มีดีไซน์น่ารักน่าสวมใส่ด้วย

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องบริโภค บนทางเท้าเต็มไปด้วยร้านขายอาหารเล็กๆ เห็นเขากินกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แต่พอเลยสี่ทุ่มไปแล้วถนนเงียบไม่มีรถวิ่งเลยสักคัน ภาพเมืองฮานอยยามดึกทำให้นึกถึงเมืองไทย เมืองที่เอกอุดม มีของกินตลอด 24 ชั่วโมง เมืองไทยเป็นเมืองเด่นเมืองหนึ่งในโลก เมืองที่ไม่ยอมหลับใหล ใครใคร่กินๆ ใครใคร่ดื่มๆ ใครใคร่เที่ยวๆ สยามประเทศสนุกกว่าเยอะครับ

การเดินทางในเวียดนามเหนือในบทเริ่มต้นสนุกสนานและได้ความรู้พอประมาณ สนุกที่ได้บันทึกภาพสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลตามอย่างฝรั่งเศส มีทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่ เก่ามาก และใหม่ แต่ทั้งเก่าและใหม่ก่อร่างสร้างขึ้นกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว นับเป็นเมืองที่วุ่นวายแต่น่าสนใจอยู่ในที ครั้งหน้าผมเดินทางด้วยรถไฟไปเมืองซาปา เมืองงามกลางหุบเขาที่ Backpacker ทั่วโลกไปรวมตัวกันที่นั่น เอาไว้พบกันใหม่ สวัสดีครับ

 

โดย พรายทะเล

 

กลับไปที่ www.oknation.net