วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เกี่ยวข้าว แปลงนา งานมหากฐิน ร้อยเอ็ด : มัคคุเทศน์น้อย ที่ "กู่กาสิงห์"


 

มัคคุเทศน์น้อย ณ กู่กาสิงห์

ตามหลังมัคคุเทศน์น้อย ออกจากกู่โพนระฆัง มุ่งไปตามถนนหมู่บ้าน จนมาถึงวัดบูรพากู่กาสิงห์ อันเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสถาปัตยกรรมแบบเขมรอีกแห่งหนึ่ง มีขนาดค่อนข้างใหญ่และยังอยู่ในสภาพดีพอควร ที่เราเคยมากันครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อบุญบั้งไฟ หรือประมาณเดือน พฤษภาคม ของปีนี้

เกวียนโบราณที่ถูกเก็บไว้ที่วัดบูรพากู่กาสิงห์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงวิถีความเป็นอยู่เดิม

ทันทีที่ไปถึงเหล่ามัคคุเทศน์ตัวน้อย ก็ทำหน้าที่ของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องรอให้อาจารย์อำคาให้อานัฐสัญญาณใด ๆ ทั้งสามคนมายืนเรียงหน้ากระดาน ผายมือเชิดหน้าอธิบายเกี่ยวกับโบราณสถานอันเป็นที่ชื่นชมและภาคภูมิใจของชาวบ้านกู่กาสิงห์ในทันที

 

กู่กาสิงห์

ซุ้มประตู โคปุระด้านหน้า

กู่กาสิงห์ เป็นหมู่ปราสาทใหญ่ ประกอบด้วย ปรางค์ 3 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน มีวิหารหรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียกว่าบรรณาลัย อยู่ทางด้านหน้าทั้งสองข้าง ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ

มุมกว้าง

ทับหลังบนซุ้มประตู

ถัดออกไปเป็นคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ปรางค์ประธานหรืออาคารหลักที่มี 3 องค์นั้น ตั้งเรียงอยู่บนฐานเดียวกันในแนวเหนือ-ใต้ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าอีก 2 องค์ที่ขนาบข้าง และมีมุขยื่นทางด้านหน้าเป็นห้องยาว

บานหน้าต่างที่ยังคงเหลืออยู่

มุมที่สวยที่สุดของกู่กาสิงห์ เพราะมุมนี้สามารถมองเห็นทับหลังทั้งสี่ได้อย่างเต็มที่

มีประตูทางเข้า 3 ทาง คือด้านหน้าและด้านข้างของห้องยาวทั้งสอง ส่วนฐานขององค์ปรางค์ก่อด้วยศิลาทรายยังคงปรากฏลวดลายสลักเป็นชั้นเป็นแนว เช่น ลายกลีบบัวและลายกนก ผนังก่ออิฐ ที่ห้องในสุดหรือส่วนครรภคฤหะได้ค้นพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพสูงสุด (พระอิศวร) และความอุดมสมบูรณ์ตามลัทธิความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย

โคปุระที่เหลืออยู่ และรูปปั้นโค อันเป็นสัญญาลักษณ์ของพระอีศวร

ทับหลังพระอินทร์ทรงช้างและช่อดอกไม้

หน้ากาลคายช่อดอกไม้ หรือ ช่อมาลัย

นอกจากนี้ยังพบทับหลังอีกหลายชิ้น ชิ้นหนึ่งสลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณในซุ้มเรือนแก้ว โดยยืนอยู่เหนือหน้ากาล ซึ่งมีมือยึดจับท่อนพวงมาลัยอีกทีหนึ่ง และยังได้พบซุ้มหน้าบันสลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณท่ามกลางลายก้านขดอีกด้วย ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ที่ขนาบนั้น มีขนาดและลักษณะเดียวกัน

ฐานก่อด้วยศิลาทราย ผนังก่ออิฐมีประตูเพียงด้านหน้า ภายในมีแท่นรูปเคารพวางอยู่จากลวดลายของศิลปกรรม แบบแผนผังและโบราณวัตถุที่พบแสดงให้ทราบว่า กู่กาสิงห์สร้างขึ้นในแบบศิลปะเขมรที่เรียกว่า "แบบบาปวน" อายุราว พ.ศ. 1560-1630 เพื่อเป็นเทวสถานอุทิศถวายแด่พระอิศวร เทพเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์

ลวดลายต่าง ๆ รวมถึงปีกกาของปราสาท

กู่กาสิงห์เปลียนไปมากจากวันที่เราเคยไปเยือนในครั้งแรก ดูสะอาด เรียบร้อย และเป็นระเบียบมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะไม่ได้มีคนมากมายมาชมเช่นเทศกาลบั้งไฟ และได้รับการดูแลอย่างดีจากชุมชนย่านนั้น (ดูเรื่องราวของกู่กาสิงห์ ในช่วงงานเทศกาลบั้งไฟได้ที่ เส้นทางปราสาทหิน ถิ่นบั้งไฟ กู่กาสิงห์ : อโรคยาศาลา กู่โพนระฆัง กู่กาสิงห์ )

อาจารย์อำคาปล่อยให้มัคคุเทศน์น้อยแสดงฝีมือเต็มที่ ซึ่งเด็ก ๆ ก็ไม่ได้ทำให้อาจารย์และพวกเราผิดหวังแต่อย่างใด ทั้งสามคนพูดจา ถามตอบได้ฉะฉาน ทำให้การเที่ยวชมของเราสนุกสนานมากขึ้น เพราะได้คุยกระเซ้าเย้าแหย่กันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะบอกลา ปราสาทขอมโบราณอย่างกู่กาสิงห์เอาไว้ข้างหลังของวันนี้

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net