วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สองเรากะเฉาก๊วย : ตอน เยือนสุพรรณ อากาศบริสุทธิ์ ท้องทุ่ง นาข้าว สองเรา และบึงฉวาก


แรกเริ่มเดิมที่ช่วงวันที่ 17-18 พย ที่ผ่านมาวางแผนไว้ว่าจะไปเที่ยวทุ่งดอกบัวตองเพราะบานสะพรั่งเต็มดอยแล้ว แต่มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแผนการเดินทาง

กอปรกับมีสถานที่นึงที่อยากไปไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ตั้งใจไว้ว่าจะไปพักผ่อน นั่งรับลมชิว ๆ ริมน้ำ นอนอ่านหนังสือ

และหวยก็มาออกที่นี่แหละครับ

บึงฉวาก ... สุพรรณบุรี

ไปกันเลยครับ เฉาก๊วยพร้อมแล้ว

ผมออกเดินทางจากแถวรัชดาใช้ทางหลวง 345 ออกไปบรรจบกับ 340 แล้วยิงยาวตาม GPS ไปเลย

แวะทานข้าวเที่ยงระหว่างทางและก็มาถึงจุดหมายแรกไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อเป็นศิริมงคลซะหน่อยครับ

แวะมากราบไว้หลวงพ่อโตณวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร

"กล่าวกันเสมอมาว่าถ้ามาเมืองสุพรรณแล้วไม่ได้แวะมากราบไหว้หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองสุพรรรณด้วยที่วัดป่าเลไลยก์เป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุพรรณเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นสถานที่หนึ่งในวรรณคดีเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน


ในช่วงวันหยุดจะมีผู้คนมากมายมากราบไหว้ขอพรและยิ่งเป็นวันหยุดยาวจะเป็นที่ที่คนนิยมมากเป็นอันดับต้นๆของจังหวัดสุพรรณ
ถ้าหากมีโอกาสมาเมืองสุพรรณสถานที่แรกที่ไม่ควรผ่านเลย... แวะชมความงดงามขอหลวงพ่อโตและกราบไหว้เพื่อเป็นศิริมงคล"

Credit : http://www.suphan.biz/Watpalalai.htm

ผู้คนยังไม่เยอะมากนะครับอาจจะเป็นเพราะยังเป็นช่วงเวลาใกล้เที่ยง

แปลกแต่จริงแดดแรงมากแต่กลับไม่ร้อนเท่าไหร่ สามารถเดินชมบริเวณวัดได้อย่างสบาย

เห็นเด็กๆสมัยนี้ยังใกล้ชิดศาสนาก็ชื่นใจครับ

ประวัติวัดป่าเลไลยก์

เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่ามีอายุราว 1200 ปีตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมนตำบลรั้วใหญ่อำเภอเมือง
อยู่ทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำสุพรรณห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 4 กิโลเมตร
ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าวัดป่าภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตปางป่าเลไลยก์
ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า ...พระเจ้ากาเตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ภายหลังปีพ.. 1724 เล็กน้อย  หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ศิลปะสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ (คือประทับนั่งห้อยพระบาท)  มีนักปราชญ์หลายท่านว่าเดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาสร้างไว้กลางแจ้งอย่างพระพนัญเชิงสมัยแรกต่อมาได้มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่และทำเป็นปางป่าเลไลยก์ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันภายในองค์พระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ 36 องค์ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย

Credit : http://www.suphan.biz/Watpalalai.htm

เดินชมภายในบริเวณนัดเหมือนจะมีคล้ายๆกับตลาดนัดเล็กๆ

"
กระจับ" มีใครไม่รู้จักบ้าง ^^

สมหวัง

ได้ของติดไม้ติดมือก่อนออกจากวัดละครับ

 

ข้าวเกรียบว่าว

(ข้าวเกรียบว่าวถุงนี้จะโผล่ออกมาผ่านหน้ากล้องเป็นระยะ ๆ โปรดติดตามชม :p)

นึกถึงปัญหาเชาว์สมัยยังเด็ก

 

"อะไรเอ่ย ยิ่งสูงยิ่งแพง"

เป้าหมายต่อไปคือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ระหว่างทางผ่านทุ่งนาสีเขียวแบบนี้ ใครเล่าจะอดใจไหว ^^

ถึงละครับ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี  ^^

ฟ้าฝนเป็นใจมาก

ที่นี่จะเป็นที่ตั้งของ "พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร" ด้วยนะครับ เสียดายที่ผมลืมเข้าไปชมข้างใน มัวแต่ถ่ายรูปอยู่ด้านนอก -*-

ฟ้าแบบนี้ ^^ สู้ขาดใจ

อากาศดีดี แบบนี้ ผู้ปกครองที่มาด้วยยิ้มแป้นเลย ^^

ฟ้าหน้าหนาวช่างเหมาะแก่การถ่ายรูปจริง ๆ

ออกจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองก็บ่ายแก่ ๆ แล้วล่ะครับ รีบมุ่งหน้าเข้าที่พักในค่ำคืนนี้ เจอฟ้าสวย ๆ ระหว่างทางก็เลยจับเฉาก๊วยถ่ายกะป้ายซะหน่อย

มาถึงที่พักจัดแจงเช็คอินเรียบร้อย

เดินชมบริเวณรอบ ๆ ก็อย่างที่เห็นนี่แหละครับ ^^ ใช่อย่างที่ต้องการเลย

บึงฉวากรีสอร์ท บ้านต้นไม้ หลังที่ 23

 

ป่ะ…ไปดูที่พักกันเถอะ

 

เริ่มจากบรรยากาศภายในห้องดีกว่า อิอิ ให้ลุ้น ๆ

มองออกมาจากระเบียง ฟ้าเคลียร์มากวันนี้ โชคดีจริง ๆ

ริมระเบียง

เฮ้อออออ อากาศดีจริง ๆ ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ

ชิลลลลลลแท้ ^^

ไม่รู้จะถ่ายตรงไหนดี สวยไปหมด

แม้แต่เมฆก็ดราม่ามาก ๆ

ชอบมาก ๆ ครับ ทั้งที่พักและวิวโดยรอบ

ระหว่างที่รอออาหารมื้อเย็นมาส่ง ก็เก็บภาพกันไปแบบไม่มียั้งมือ

^^ ใบนี้ผมชอบมากครับ

ผมเลือกที่พักแห่งนี้ก็เพราะผมเห็นภาพที่พักจากเพื่อนคนนึง 

 

แต่ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่อยู่ตรงนี้จะสวยกว่าที่เจอหรือได้ยินมา ^^

ผ่านค่ำคืนอันผ่อนคลายและสบายสุด ๆ

 

มาเริ่มนับหนึ่งใหม่กับเช้าวันใหม่กันครับ

 

อ่ะ กล้องพร้อม ... เสบียงพร้อม !!!

 

เราออกจากที่พักตรงขึ้นมาผ่านสวนสัตว์และอควอเรียม ตรงขึ้นมาเรื่อย ๆ กินลมชมวิวไปตามประสา รอพระเอกตื่นจากการงัวเงีย

 

แน่ะ เค้ากำลังมาละครับ

ห็นดวงอาทิตย์ขึ้นหลังเมฆ ผมคิดในใจแล้วล่ะว่าคงจะอดเห็นไข่แดงแน่ ๆ

T_T

แต่ผมว่า... ถึงไม่มีไข่แดง ภาพเบื้องหน้ามันก็ทำให้ผมลืมไข่แดงไปเลยล่ะครับ ^^ เป็นเช้าที่สดใสและสดชื่นมาก ๆ

หรือเพื่อน ๆ คิดว่าไง :)

ขอบคุณพระเอกของงานนี้ "เจ้าเฉาก๊วย" ที่ไม่งอแงแม้แต่น้อย

ผมไม่แน่ใจว่าสำหรับชีวิตที่แสนจะวุ่นวายอย่างทุกวันนี้ ภาพเหล่านี้จะช่วยอะไรให้เพื่อน ๆ ได้ผ่อนคลายบ้างหรือไม่

แต่สำหรับผมแล้ว มันวิเศษมาก ๆ ทำให้ย้อนนึกกลับไปตอนที่ยังเด็ก ๆ วิ่งเล่นตามทุ่งนา ยิงนกตกปลาตามประสาเด็กบ้านนอกคนนึง

จะมองว่า ชุ่มชื้นหรือแห้งแล้งดีล่ะครับแบบนี้

โน่นนนนน คุณแฟนกำลังหาเห็ดหาหนอนอยู่ไกล ๆ โน่นเลยครับ ดีใจมากที่เธอชอบบรรยากาศแบบนี้

ขอเท่ ๆ กะเค้าซักใบ

เหอะ ๆ ระบบเกียร์อัตโนมือ

 

จะไหวมั้ย

สบายมากค่ะพี่ นู๋ขับได้ ^^

ฟ้าสว่างโร่ละ

ขอกล่าวคำว่า อรุณสวัสดิ์อย่างเป็นทางการ

อาวุธครบมือ

กล้อง เลนส์ และข้าวเกรียบว่าว ^^

อร๊ายยยยย นิ้วออก 

เชื่อผมเถอะครับ

 

ออกมาเที่ยวเมืองไทยกัน สวยกว่าที่คุณคิดเยอะ

ในหลาย ๆ ที่ เราแค่พาตัวเองไปยืนอยู่ตรงนั้น มันก็สวยมากแล้ว แทบไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเลย

เฉาก๊วย

จิ๋วแต่แจ๋วนะคร้าบบบบ ^^'

เราสองคนใช้เวลากับท้องทุ่งและอากาศบริสุทธิ์อยู่นานมากทีเดียวก่อนที่จะตัดสินใจกลับที่พักเพื่อทานอาหารเช้าที่รีสอร์ทจัดเตรียมไว้ให้

ตอนกลับเข้าที่พัก โชเฟอร์ขอแสดงฝีมือ Tokyo Drift บ้าง

อ่ะจัดให้

เช้าวันอาทิตย์ ฟ้าฝนก็ยังคงเป็นใจ

คลานต่ำดอกนี้ เล่นเอาคันยุบยิบเลย

ลมเย็น ๆ พัดมาตีหน้าเป็นระยะ สลับกับแดดอุ่น ๆ ยามเช้า ริมน้ำ

^^ ชื่นใจ

ชอบมากกกกกกกกก บ้านต้นไม้  Highly recommend เลยครับ

สำหรับบ้านต้นไม้ บึงฉวากรีสอร์ท ที่บักสุดเก๋ริมบึงฉวาก มีทั้งบ้านเป็นหลัง ๆ บ้านแฝด หรือเป็นอาคารชุด เลือกจับจองกันได้ตามความต้องการเลยครับ

ส่วนเรื่องบรรยากาศและความสวยงามนั้น ผมได้เล่าไปแล้ว แค่ 10% ที่เหลือต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง :)

ได้เวลาออกเดินทางต่อละครับ กะว่าจะแวะตลาดร้อยปีสามชุกก่อนกลับกรุงเทพ

ขับรถย้อนกลับออกมาจากบึงฉวากผ่านทุ่งนา มีนกกินปลามากมายหลายชนิด เจอฝูงนี้ดูน่าสนใจก็เลยแอบย่องเข้าไปสอยมาได้ใบสองใบ

มันจะกินยังไงหว่า

และก็คงต้องลากันด้วยภาพสุดท้ายแล้วล่ะครับ

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม

และหากท่านใดอยากทราบข้อมูลจุดท่องเที่ยวที่เราได้ไปมา ถามได้นะครับ ตอบไม่ได้ผมก็จะช่วยหาข้อมูลให้

 

จนกว่าจะพบกันใหม่  

"สองเรากะเฉาก๊วย" ^^.V,,

โดย เฉาก๊วยหลังเลนส์

 

กลับไปที่ www.oknation.net