วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ พร้อมคณะยำใหญ่ นพ.มนัส กนกศิลป์ บั้งไฟพญานาคแค่ลำแสงกระสุนส่องวิถี


ขอเชิญผู้สนในเข้าร่วมฟังการเสวนา
บั้งไฟพญานาค เป็นกระสุนส่องวิถี หรือเป็นปรกกฏการณ์ธรรมชาติ
โดย ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์, นพ.มนัส กนกศิลป์

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 เวลา 13.00 - 16.30 น. ณ ห้องประชุม 1-2 ชั้น 6 อาคาร 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่

ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ และสมภพ ขำสวัสดิ์พร้อมคณะยำใหญ่ นพ.มนัส กนกศิลป์ บั้งไฟพญานาคแค่ลำแสงกระสุนส่องวิถี


"เรื่องเก่าเล่าใหม่ ปริศนาบั้งไฟพญานาค" บทความจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

"เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ" คือบทส่งท้ายภาพยนตร์15 ค่ำเดือน 11และอาจเป็นบทนำสำหรับภารกิจในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค

วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี มีผู้คนจากทั่วทุกภาคเกือบ 3 แสนคน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดหนองคายเพื่อจับจองที่นั่งริมฝั่งแม่น้ำโขง เฝ้ารอดูปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” ลูกไฟสีแดงอมชมพู พวยพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขง

หลายคนเชื่อว่าปรากฏการณ์นี้ คือ “อิทธิฤทธิ์ของพญานาค” ที่สิงสถิตอยู่ในแม่น้ำโขง บ้างเชื่อว่าเป็น “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ” อันแสนมหัศจรรย์ที่ปีหนึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่บางกลุ่มคนเชื่อว่าไม่มีสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ไม่ใช่ปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ แต่คือสิ่งที่ “มนุษย์กระทำ” ขึ้นแทบทั้งสิ้น

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ

เดิม “บั้งไฟพญานาค” มีชื่อว่า “บั้งไฟผี” แต่มาถูกเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2529 โดยคำนิยามส่วนใหญ่ของบั้งไฟพญานาค คือ ลูกไฟสีแดงอมชมพูมีขนาดเท่าไข่ไก่พุ่งขึ้นมาจากใต้แม่น้ำโขง แล้วหายเข้าไปในบรรยากาศเหนือลำน้ำโดยไม่โค้งกลับลงมาช่วงต้นจะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่จะเห็นชัดเจนเมื่อลูกไฟพุ่งขึ้นมาเหนือระดับน้ำ 20-30 เมตรลูกไฟไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีควัน ไม่มีเขม่า ลูกขนาดเท่าเดิมในช่วงขณะที่อยู่ในอากาศแล้วหายวับไปเฉยๆ การไต่ระดับความสูงจะใช้เวลาประมาณ 5-30 วินาทีต่อ 50-150 เมตร

หากถามว่าสิ่งที่ปรากฏ คืออิทธิฤทธิ์ของพญานาคใช่หรือไม่ คงไม่มีใครตอบได้แน่ชัด แต่ท่ามกลางข้อกังขาว่า บั้งไฟพญานาค เกิดขึ้นได้อย่างไร มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่พยายามเก็บข้อมูลเพื่อค้นหาคำตอบ และหนึ่งในนั้นคือ นายแพทย์มนัส กนกศิลป์ ที่ได้รวบรวมข้อมูลเมื่อครั้งเป็นกุมารแพทย์ ประจำโรงพยาบาลหนองคาย โดยตั้งสมมติฐานว่า บั้งไฟพญานาค เกิดจากก๊าซร้อนที่มีก๊าซมีเทนและก๊าซไนโตรเจนเป็นส่วนผสมสำคัญ ซึ่งก๊าซร้อนนี้ระเบิดจากหล่มอินทรียวัตถุใต้ท้องน้ำหรือในดินที่เปียก โดยมีแบคทีเรียกลุ่มมีเทนฟอร์มเมอร์ ณ ความลึกของแม่น้ำโขง เป็นตัวช่วยผลิตปฏิกิริยาทางเคมีของก๊าซมีเทน ที่ระเบิดจากหลุมอินทรียวัตถุขนาดเล็กที่สะสมทับถมกันอยู่ในแอ่งแม่น้ำโขง หลังจากได้ก๊าชในปริมาณมากจะเกิดความดันก๊าชในผิวทราย 1.45 เท่า ของบรรยากาศ

เมื่อความดันอากาศไปเจอความกดดันของน้ำในตอนพลบค่ำ หล่มทรายก็จะไม่สามารถรับแรงดันได้ ก๊าซจะหลุดออกมาและพุ่งขึ้นเมื่อโผล่พ้นน้ำ แกนในของก๊าซซึ่งลอยตัวขึ้นสูง ไปกระทบกับอนุภาคออกซิเจนพลังงานสูง เกิดการสันดาปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นดวงไฟหลายสี แต่ 95% จะเป็นดวงไฟสีแดงอำพัน พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วก็หายไป ซึ่งลูกไฟสีแดงอมชมพูนี้ ไม่จำเพาะต้องเกิดที่แม่น้ำโขง แต่เกิดได้ในพื้นที่อื่น ดังที่ชาวบ้านหลายคนอ้างว่า เห็นบั้งไฟพญานาคขึ้นตามทุ่งนา ห้วยหนองคลองบึง ในเวลาใกล้เคียงกับที่พบกลางแม่น้ำโขงด้วย

นอกจากนี้ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้พยายามศึกษาหาความจริงและเชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นกัน โดยในปี พ.ศ. 2546 มีข้อสรุปออกมาว่าน่าจะเกิดจากก๊าซมีเทนที่ติดไฟได้ง่าย เป็นเชื้อเพลิงหลักร่วมกับก๊าซฟอสฟีน (phosphine) ที่ติดไฟได้เองเมื่อสัมผัสกับก๊าซออกซิเจนในอากาศ

หากแต่ว่าในช่วงเวลานั้นก็มีนักวิชาการหลายท่านไม่เห็นด้วยต่อสมมุติฐานดังกล่าว อาทิเช่น รศ.ดร.มนตรี บุญเสนอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้ออกมาโต้แย้งว่า ด้วยข้อมูลทางธรณีวิทยาของสภาพดินใต้แม่น้ำโขง ที่พบว่าเป็นหินดินดานหรือหินโคลน โอกาสที่จะเกิดก๊าซมีเทนจึงเป็นไปได้น้อยมาก อีกทั้งน้ำที่ลุ่มน้ำโขงไม่ใช่น้ำนิ่ง เป็นน้ำไหลค่อนข้างเชี่ยว ช่วงเวลาน้ำขึ้นสูงสุด การไหลของแม่น้ำโขง บริเวณเกิดบั้งไฟพญานาคเป็นการไหลแบบวุ่นวาย ด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ยประมาณ 1.75 เมตรต่อวินาที แสดงให้เห็นถึงลักษณะของท้องน้ำที่ไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นโอกาสที่จะมีซากพืชซากสัตว์ทับถมหมักหมมยาวนานจนกลายเป็นก๊าซนั้นเป็นเรื่องยาก และที่สำคัญการที่ก๊าซจะติดไฟได้ต้องมีความร้อนพอสมควร ไม่มีทางที่ลูกไฟจะติดไฟได้เอง

ทั้งหมดนั้นคือ ข้อมูลเก่าที่เคยถูกนำเสนอถึงปริศนาบั้งไฟพญานาค ซึ่งล่าสุดในเวทีเสวนาวิชาการ “หนังเก่าเล่า(แบบ)ใหม่ เรื่องบั้งไฟพญานาค” จัดโดยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า บั้งไฟพญานาค อาจไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติตามสมมติฐานที่เคยกล่าวไว้

ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ โดยเหตุผลเพิ่มเติมจาก รศ.ดร.มนตรี บุญเสนอ คือ ทำไมบั้งไฟพญานาคต้องเกิดเฉพาะในช่วงวันออกพรรษาเท่านั้น ซึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติไม่น่ามีความจำเพาะขนาดนั้น และที่น่าสนใจคือ ถ้าเมื่อใดที่วันออกพรรษาของประเทศไทยและวันออกพรรษาของประเทศลาวไม่ตรงกัน มักจะปรากฏว่ามีลูกไฟขึ้นเยอะในวันออกพรรษาลาวไม่ใช่วันออกพรรษาไทย ซึ่งเราก็ไม่เคยมานั่งดูข้อมูลให้แน่ชัดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และที่สำคัญมากๆ คือตามความรู้หลักการวิทยาศาสตร์ทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องก๊าซก็เป็นไปไม่ได้

“ถ้าบั้งไฟพญานาคเกิดจากก๊าซจริง เมื่อติดไฟแล้วก็ไม่น่าที่จะลอยขึ้นไปเป็นลูกไฟกลางอากาศสูงหลายเมตรได้อย่างที่เห็น เนื่องจากคุณสมบัติทางกายภาพของก๊าซ เมื่อติดไฟก็จะกระจายตัวออก ไม่เกาะกันเป็นก้อนกลมแล้วลอยขึ้นบนอากาศ ยกเว้นว่ามีถ้ามีภาชนะห่อหุ้ม เช่น โคมลอย ที่มีกระดาษหุ้มอยู่ภายนอก ถึงจะเห็นเป็นลูกไฟอยู่ นอกจากนั้น ถ้าเป็นก๊าซมีเทนผสมก๊าซฟอสฟีนที่ติดไฟจริง ก็ควรจะให้ลูกไฟเป็นแสงสีฟ้าอมเหลือง หรือเขียว ไม่ใช่แสงสีแดงอมชมพูอย่างที่เห็นกัน"

มนุษย์กระทำ

เมื่อไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ หลายเสียงต่างพุ่งเป้าไปว่า บั้งไฟพญานาคที่เห็นนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากน้ำมือมนุษย์เอง

ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ กล่าวว่า ในข้อโต้แย้งของ รศ.ดร.มนตรี บุญเสนอ นั้น ท่านก็เคยเชื่อว่า บั้งไฟพญานาค แท้จริงแล้วอาจเป็นบั้งไฟลูกหนูที่คนทำขึ้นเอง และในปี พ.ศ. 2545 รายการ “ถอดรหัส”ของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ได้นำเสนอคำอธิบายใหม่ของบั้งไฟพญานาค ว่าไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เป็นผลจากประชาชนชาวลาวที่อยู่ในหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามกับประเทศไทย ได้ใช้ปืนอาก้ายิงกระสุนส่องวิถี (tracer round) ขึ้นบนท้องฟ้าเพื่อเฉลิมฉลองการไหลเรือไฟในวันออกพรรษาลาว ซึ่งทำกันมานานมากแล้ว โดยใช้ปืนคาร์บินในสมัยก่อน

ตรงกับคำกล่าวอ้างในฝั่งไทยว่ามีผู้เฒ่าผู้แก่เห็นบั้งไฟพญานาคนี้มาตั้งแต่ยังเด็ก และลักษณะของกระสุนส่องวิถีที่ถูกยิงขึ้นฟ้านั้นยังมีความคล้ายคลึงเป็นอย่างมากกับลูกไฟสีชมพูอมแดงที่พุ่งขึ้นไปบนฟ้าได้เป็นสิบๆ เมตร แต่ด้วยครั้งนั้นด้วยทางรายการขาดภาพบั้งไฟที่ถ่ายจากฝั่งไทยมาเทียบ เนื่องจากฝนตกหนัก รวมทั้งยังมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย และกล่าวหาว่าภาพทั้งหมดในรายการเป็นการจัดฉากและมีผู้ว่าจ้างให้ทำ

"บั้งไฟพญานาค เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ จริงหรือ ...หรือ เราตั้งคำถามผิด" ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ เอ่ยถึงคำถามที่คาใจเขากว่า 20 ปี ในการค้นหาความจริงในเชิงวิทยาศาสตร์เพื่ออธิบายว่า บั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร

“น่าประหลาดใจว่า ถึงแม้จะมีผู้ที่ไปเยี่ยมชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเป็นหลักล้านคนแล้ว แต่กลับไม่มีหลักฐานภาพถ่ายหรือคลิปวีดิโอใดๆ เลยที่จะช่วยพิสูจน์ได้ว่า บั้งไฟพญานาคที่เห็นเกือบห้าร้อยลูกในแต่ละปีนั้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากก๊าซผุดขึ้นกลางลำน้ำโขงจริง หรือว่าเป็นกระสุนส่องวิถียิงขึ้นจากฝั่งตรงข้าม แล้วความมืดรวมทั้งเงาสะท้อนของลำน้ำได้หลอกตาผู้ชมว่า เหมือนมันผุดขึ้นจากน้ำ”

กระทั่งในปี พ.ศ. 2554 สมภพ ขำสวัสดิ์ หรือนามแฝง “สมภพ เจ้าเก่า” สมาชิกคนดังจาก “ห้องวิทยาศาสตร์หว้ากอ เว็บบอร์ดพันทิป” ได้เสนอแนวคิดและสาธิตให้ดูถึงวิธีการง่ายๆ ในการพิสูจน์ว่าบั้งไฟพญานาคนั้นขึ้นจากลำน้ำโขงหรือจากฝั่งตรงข้ามกันแน่ ด้วยการตั้งกล้องถ่ายรูปแบบเปิดหน้ากล้องนานๆ 15-30 วินาที เพื่อให้สามารถบันทึกเส้นทางการเคลื่อนที่ของลูกไฟได้อย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนแสงเลเซอร์ยิงขึ้นฟ้า

ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ กล่าวว่า การถ่ายภาพด้วยการตั้งกล้องถ่ายรูปแบบเปิดหน้ากล้องนานๆ จะได้ภาพที่ทำให้เราเห็นจุดกำเนิดของแสงตั้งต้นจนถึงสุดการเคลื่อนที่ของลูกไฟ ภาพที่เห็นจะคลายแสงเลเซอร์เป็นเส้นยาวๆ ซึ่งการถ่ายภาพด้วยการตั้งกล้องถ่ายรูปแบบเปิดหน้ากล้องนานๆ ที่เราเห็นกันบ่อยๆ เช่น การถ่ายภาพเขียนตัวหนังสือด้วยหลอดไฟ หรือภาพถ่ายรถยนต์บนถนน ที่จะเห็นเป็นเส้นไฟวิ่งเต็มไปหมด

“ภาพบั้งไฟพญานาคที่ คุณสมภพ ขำสวัสดิ์ บันทึกด้วยการถ่ายรูปแบบเปิดหน้ากล้องนานๆ นั้น สร้างความตกตะลึงและตามมาด้วยคำถกเถียงมากมาย คือภาพบั้งไฟพญานาคทุกภาพที่ถ่ายได้จากบ้านท่าม่วง ในวันออกพรรษาปีที่แล้วนั้น ปรากฏว่าพุ่งขึ้นจากฝั่งลาว ไม่ได้ขึ้นจากลำน้ำ”

ดังนั้นเพื่อตามล่าหาความจริง ในวันออกพรรษาที่ผ่านมา สมภพ ขำสวัสดิ์ ได้รวมตัวกับทีมงานจากห้องหว้ากออีกครั้ง เพื่อไปถ่ายภาพบั้งไฟพญานาค โดยครั้งนี้มีการแบ่งทีมงานออกเป็น 3 ทีม โดย 2 ทีมแรก ได้ไปตั้งกล้องถ่ายภาพที่บริเวณบ้านน้ำเปและบ้านตาลชุม และอีก 1 ทีม ถ่ายภาพจากฝั่งลาวที่อยู่ตรงข้ามฝั่งไทย

สมภพ ขำสวัสดิ์ กล่าวว่า "ถ้าเรามองด้วยตาเปล่าผมและทีมงานต่างก็เห็นลูกไฟสีแดงอมชมพูมีลักษณะเหมือนลอยขึ้นมาจากน้ำ แต่เมื่อดูจากภาพถ่ายกลับพบว่า ภาพลูกไฟที่ถ่ายได้จากการเปิดหน้ากล้องนานๆ ซึ่งเราจะเห็นจุดเริ่มต้นแสงลากยาวจนถึงจุดที่แสงสิ้นสุด ลูกไฟจะมีลักษณะเหมือนแสงเลเซอร์สีแดงยาวๆ ซึ่งทุกภาพที่บันทึกได้จะเห็นว่าลูกไฟพุ่งขึ้นมาจากฝั่งลาว ไม่พบภาพใดเลยที่เห็นว่าลูกไฟพุ่งขึ้นมาจากน้ำเลย ยกเว้นรูปพลุที่ยิงจากกระทงเท่านั้น"

ขณะที่ทีมถ่ายภาพจากฝั่งลาว นอกจากจะไม่พบภาพถ่ายลูกไฟที่วิ่งเป็นเส้นขึ้นมาจากน้ำแล้ว ยังพบภาพลูกไฟที่มีทิศทางมาจากบนฝั่งลาวเอง และยังถ่ายภาพลูกไฟที่ถูกพุ่งออกมาจากป่าละเมาะริมน้ำโขงของฝั่งลาว และภาพลูกไฟที่พุ่งออกมาจากเรือไฟของลาวที่แล่นผ่านไปแล้วด้วย นอกจากนี้ทีมงานฝั่งลาวยังมีการถ่ายคลิปวีดิโอบนฝั่งลาวด้วย ซึ่งในคลิปได้ยินเสียงยิงปืนดังมากจำนวนหลายนัด และหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้ยินเสียงเฮดังมาจากทางฝั่งไทยในอีก 2-3 วินาที ตามระยะการเดินทางของเสียงข้ามน้ำประมาณ 1 ก.ม.

ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ กล่าวเสริมว่า เชื่อกันว่ากระสุนที่ใช้ยิงนั้นคือ กระสุนส่องวิถี เป็นกระสุนที่ผลิตจากกระสุนฐานกลวง ที่มีสารเคมีที่ก่อให้เกิดประกายไฟอัดอยู่แน่น เช่น ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ทำให้เกิดประกายไฟและให้ความสว่างมากพอ เอาไว้ช่วยผู้ยิงในการเล็งเป้า ซึ่งจากค้นคว้ารวบรวมข้อมูลก็พบคลิปวีดิโอบันทึกภาพการใช้กระสุนส่องวิถียิงขึ้นฟ้าในรูปแบบต่างๆ พบว่ามีลักษณะเป็นลูกไฟพุ่งขึ้นฟ้าคล้ายๆ กับบั้งไฟพญานาคที่เราเห็น

“หลักฐานอันแน่นหนาที่ได้จากศึกษาของ“สมภพ ขำสวัสดิ์และคณะ” ประกอบกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ทำให้เชื่อได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ ลูกไฟสีแดงอมชมพูที่ประชาชนจำนวนมากเห็นนั้น ส่วนใหญ่แล้วหรือแทบทั้งหมดนั้น น่าจะไม่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือของมนุษย์เป็นผู้กระทำขึ้น ด้วยการใช้กระสุนส่องวิถียิงขึ้นฟ้า ส่วนใครยิงและยิงด้วยสาเหตุใด เป็นประเด็นที่อยู่นอกความสนใจของทีมงาน"

ปริศนาลำดับต่อไปของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า แล้วบั้งไฟพญานาค “ของจริง” นั้น ยังมีอยู่อีกหรือไม่ ตามที่ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งอ้างว่า “เคยเห็นผุดขึ้นจากน้ำกับตา เห็นมาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว” รวมถึงคำกล่าวอ้างถึงสถานที่อื่นๆ บริเวณอื่นๆ ที่บอกว่ามีบั้งไฟพญานาคขึ้นมาเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังคงรอการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการบทสรุปเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคจะเป็นเช่นไร นั่นก็มิได้หมายความว่าการค้นหาความจริงนี้จะลบล้างตำนานความเชื่อเกี่ยวกับพญานครซึ่งคนลุ่มน้ำโขงเชื่อถือมานาน

 ขอบคุณข้อมูลจาก==> ข่าวท้องถิ่นจังหวัดหนองคาย

 

 

 

 

 
 
 

โดย หนอนกระทู้

 

กลับไปที่ www.oknation.net