วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวียดนามเหนือ (ตอนจบ) มนต์หมอกเมืองซาปา


20.00 น. เสียงหวูดรถไฟขบวน VN Trains Express ดังลั่น เป็นสัญญาณสุดท้ายก่อนทิ้งฮานอยไว้เบื้องหลัง โบกี้รถไฟแบ่งเป็นห้องๆ อย่างมีระเบียบ ห้องละ 4 เตียงๆ ละ 1 คน (2 ชั้น) ปลายเตียงมีที่เก็บกระเป๋า ผู้ร่วมทางนอนกันเร็ว ผมต้องนอนตามไปด้วยเพราะการเปิดไฟอ่านหนังสือโดยมีผู้อื่นหลับใหลอยูในที่เดียวกันไม่ใช่มารยาทที่ดีนัก

เจ้างูเหล็กเลาะเลื้อยไปตามสันเขานานเท่าไรมิอาจทราบ เตียงด้านล่างเปิดม่านหน้าต่างจึงรู้ว่าฟ้าสาง ด้านนอกมองอะไรไม่ชัดถนัดตา เต็มไปด้วยม่านหมอก เข้าใจว่าอยู่บนไหล่เขาเพราะเจ้างูเหล็กเลาะเลื้อยส่ายไปมามิหยุดหย่อน

จากนั้นไม่นานมันชะลอตัวและหยุดนิ่ง นั่นหมายความว่ามาถึงสถานีลาวไก สถานีปลายทางของคนรักขุนเขา หากพลขับดื้อดึงหรือดั้นด้นไปต่อ...เส้นทางสายนี้ทอดยาวเข้าสู่ดินแดนมังกรจีน แต่เส้นทางสายนี้ไม่ได้ใช้แล้ว (ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเปิดเชื่อมกัน เพื่อการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ)

จากสถานีลาวไกเราใช้รถตู้เป็นพาหนะ ภายในรถอัดแน่นไปด้วยนักเดินทางต่างสีต่างพันธุ์มากันจากทั่วโลก รถลัดเลาะไปบนถนนคดโค้งและสูงชัน สูงขึ้นเป็นลำดับ บางช่วงบางตอนรถต้องชะลอตัวหรือหยุดเพื่อให้หมอกขุ่นขาวที่ปกคลุมถนนลอยตัวผ่านพ้น เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงรถตู้พาเราเข้าสู่เมืองในฝัน “ซาปา”

ริมหน้าต่างในห้องพักชั้น 5 ของโรงแรมมองเห็นม่านหมอกหนาลอยตัวปกคลุมเมือง ปกคลุมเทือกเขากว้างไกล อากาศภายนอกเย็นเยียบ ต้องสวมแจ็กเก็ตหนา ซาปาหนาวเย็นตลอดทั้งปี  โรงแรมที่พักในซาปามีทุกอย่างที่ควรมียกเว้นแอร์คอนดิชั่น หน้าหนาวๆ เหน็บเจ็บถึงกระดูก เย็นจนติดลบ บางปีหิมะตก หนาวเย็นแบบนี้ไม่ต้องมีแอร์ฯ แต่ต้องมีเครื่องปรับอุณภูมิ

9.00 น. หลังอาหารเช้า เจ้าหน้าทีโรงแรมจัดกลุ่มคนด้วยการแนะนำว่านักเดินทางคนใดอยู่กับใคร (กรณีซื้อทัวร์มาจากฮานอย) แล้วแนะนำสาวม้งหน้าอวบ (กะเตงลูกไว้ด้านหลัง) ให้เรารู้จัก เธอคือผู้นำทางในการพาเราไปชมหมู่บ้าน cat cat (อยู่ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร) ส่วนพรุ่งนี้เดินไกลราว 10 กิโลเมตรเพื่อไปหมู่บ้านต้าหวัน

ขณะเดินไปบนถนนลาดยางชื้นแฉะผ่านย่านร้านตลาดมีเพื่อนสาวชาวม้งมาร่วมทางอีกคนหนึ่ง
ที่ตลาดถือเป็นศูนย์กลางของเมือง มีโบสถ์คริสต์โดดเด่นเห็นแต่ไกล ร้านอาหารขนาดเล็กมีดีไซน์เรียงรายเต็มไปหมด
พร้อมกันนี้ยังมีร้านขายเสื้อผ้ากับวัสดุอุปกรณ์เดินป่าปีนเขา แสดงให้รู้ว่าดินแดนแถบนี้มีทริปเดินป่าหลายรูบแบบ อาทิ เดินป่าพิชิตเขาฟานสีปัน ที่สูงถึง 3,143 เมตรจากระดับน้ำทะเล

เดินผ่านเมืองออกมาสู่ริมผา ถึงตอนนี้มองเห็นท้องนาขั้นบันไดลดหลั่นอยู่ตามไหล่เขากว้างไกลสุดตา
ผมกับเพื่อนร่วมทางต่างชาติ
(9 ชีวิต) เดินลงเนินเขา เดินลง...เดินลง...และลงมาเรื่อยๆ กระทั่งเข้าสู่อ้อมกอดขอ cat cat หมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา      ที่นี่มีน้ำตกเทียนซา มีพิพิธภัณฑ์หินแบบเรียบง่ายคือเป็นพิพิธภัรฑ์ชนบทสร้างด้วยดิน(อารมณ์บ้านดิน) แต่หินต่างๆ ที่นำมาแสดงน่าสนใจมากเพราะหินดังกล่าวมันหมายถึงพลอยต่างๆ ด้วย

น้ำตกเทียนซาขุ่นข้นเพราะสายฝนชะดินตะกอนลงมาจากนาข้าว อาจไม่สวยแต่ลีลาสายน้ำก็เร้าใจอยู่พอควร

ขากลับเราเดินข้ามสะพานแขวนไต่ความสูงชันขึ้นมา ไกด์แม่ลูกอ่อนพาเดินลัดตัดคันนากับป่าข้าวโพดไม่ได้เดินไปบนถนนเหมือนขามา ตอนกลับถึงเร็วกว่าตอนไป เหนื่อยกว่านิดหน่อยเพราะย้อนรอยขึ้นเขา เป็นอันเสร็จสิ้นภาระกิจทัวร์หมู่ในวันแรก

ช่วงเย็นมีเวลาเหลือพอให้ออกเดินสำรวจซาปาด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากตลาดและไปสิ้นสุดที่ทะเลสาบกว้างใหญ่ (ไม่ไกลครับ)

ทะเลสาบกลางเมืองเป็นที่พักผ่อนของคนซาปาและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงเย็นนั้นบรรยากศดีมาก ทัศนียภาพโดยรวมมีบ้านเรือนหลังใหญ่เรียงรายอยูฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งมีผับเล็กๆ เรียงตัวอยู่เคียงข้าง ส่วนร้านที่เห็นว่าบรรยากาศดีที่สุดคือร้านติดทะเลสาบ ร้านนี้ขายเบียร์ยี่ห้อซาปากับน้ำผลไม้ (น้ำผลไม้ปั่นอร่อยมากครับ)

นั่งชมทะเลสาบเพลิดเพลินกระทั่งแสงทองสุดท้ายหายไปจึงเดินผ่านความเหน็บหนาวเข้าสู่รวงรัง ก่อนถึงโรงแรมยังได้สนทนากับหนุ่มน้อยช่างแกะหินซึ่งมีฝีมือฉกาจพอตัว (หินแกะมีมากมายหลายรูปแบบ นับเป็นของที่ระลึกทรงคุณค่า ราคาไม่แพง)

เช้าวันใหม่ หมอกหนายังลอยอ้อยอิ่งที่ริมหน้าต่าง คล้านจะลุก...คล้านขยับตัว แต่ทำไม่ได้ ไกด์แม่ลูกอ่อนรออยู่ ถ้าลงไปสายอาจอายเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ ด้วย  วันนี้ต้องเดินเท้ายาวไกล 10 กิโลเมตร อาหารเช้าจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ตุนเอาไว้ให้มากเท่าที่เป็นไปได้

เดินผ่านเมือง เดินผ่านหมอก เดินออกมาสู่ความสงบเงียบ ถนนลาดยางแฉะชื้น  ต้นไม้สองข้างทางชรอุ่มชุ่มเขียว ด้านซ้ายเป็นเขาสูง ด้านขวาเป็นหุบเหว มองเห็นชาวนาตัวจิ๋วปลูกข้าวอยู่บนนาขั้นบันได ชาวนาคราดไถด้วยควายอ้วนพลี (นาทีนึกถึงเมืองในหุบเขาที่มีนาขั้นบันไดเฉกแม่ฮ่องสอน)

จากถนนลาดยาง เปลี่ยนมาเป็นทางเดินแคบเล็ก ผ่านป่าสน ผ่านป่าไผ่ ผ่านกลุ่มหมอกรำไรระเรี่ยยอดเขา เดินลงเนินมาเรื่อยๆ
ไม่ช้ามาถึงที่ราบริมผา เป็นที่ราบเล็กๆ ให้หยุดพัก...พักเพื่อเสพสัมผัสภาพท้องนากว้างใหญ่ มีสายน้ำใสรินไหลอยู่เคียงข้าง
งดงามราวภาพฝัน ใช่
! ที่นี่คือต้าหวัน หมู่บ้านที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเอเซียใต้

หมู่บ้านบนที่ราบในหุบเขา มีท้องนาขั้นบันไดแผ่ตัวเป็นวงกว้าง มีขุนเขาโอบกอดรอบด้าน มีธารน้ำใสรินไหลแทรกอยู่กับท้องนา
สุดท้ายมีสายหมอกเคลียคลอขุนเขา นี่คือภาพงามที่ลงตัวสมบูรณ์แบบ...แบบงามไม่มีที่ติ
(อะไรประมาณนั้น)

ส่วนก้อนหินระเกระกะหลายขนาดในธารน้ำเป็นก้อนหินกลมเกลี้ยง ยามเมื่อสายน้ำชำแรกหิน...ก้อนเล็กกลิ้งไปตามกระแส ก้อนใหญ่ยังทนแรงเสียดทาน เสียงน้ำซอนเซาะธารหินเกิดเสียงเสนาะไพเราะจับใจ ทำให้หลงใหลและหลงรักตั้งแต่นาทีแรก

เราเดินข้ามธารน้ำใสชื่อ Yellow Flower เดินไปที่บ้านไม้ริมธาร เป็นบ้านที่เปิดเป็นร้านอาหารสำหรับคนรักการแบกเป้ ภายในร้านมีนักเดินทางสองกลุ่ม กลุ่มแรกฝรั่ง กลุ่มหลังญี่ปุ่น ส่วนกลุ่มหลังสุด (เรา) รวมกันหลายชาติหลายภาษา อาหารมื้อกลางวันประกอบด้วยขนมปังบาแกสต์ เนย เบคอน ไข่เจียว ผลไม้ อาหารประเภทนี้ปกติไม่ค่อยถูกปาก แต่มื้อนี้อร่อยเป็นพิเศษ (คงเหนื่อยจากการเดิน)

ท้องอิ่มยิ้มออก...ออกเดิน...เดินไปสัมผัสหมู่บ้านต้าหวันแบบใกล้ชิด ขณะเดินสายฝนโปรยปรายลงมา...ลงมาบางๆ เสริมเพิ่มความงามให้งามซึ้งขึ้นไปอีก ที่ต้าหวันมี Home Stay ไม้สองชั้นไว้บริการนักท่องเที่ยว สัญญากับตัวเองว่าครั้งหน้าถ้ามีโอกาสมาซาปาอีกรอบรับรองไม่พลาด ต้องมานอนที่นี่เท่านั้น (อยากไปเดินป่าเขาฟานสีปันด้วย)

ขากลับจากต้าหวันไม่ต้องเดินแล้ว เขามีรถบัสมารับ (รวมอยู่ในราคาทัวร์) ขณะรถบัสเคลื่อนตัวผ่านม่านหมอกผมคิดสรุปว่าหมู่บ้านต้าหวันเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตเรียบง่ายที่เกษตรกรพึงทำและพึงมี ไม่มีอะไรเลิศหรู นอกจากความงามอันเป็นนิรันดร์ที่โอบกอดอยู่ทุกอณู ภาพสายหมอกหยอกเย้าเคล้ากาย ภาพธารารินไหลให้ความอุดม...คือความงดงาม...งามเกินบทบรรยายใดๆ จะนำเสนอได้
ที่สำคัญมันคือม่านหมอกแห่งมนต์เมืองที่ผู้มาเยือนมิอาจลืมเลือน สุดท้ายมันกลายเป็นเสน่ห์สูงสุดของเมืองงามนาม“ซาปา”

สิ่งหนึ่งในซาปาที่เก็บมาเป็นข้อคิดคือเขาใช้ชาวเขาเป็นไกด์ นำชนเผ่าเข้ามามีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว ไม่ต้องแต่งตัวใหม่ชุดประจำกายที่ใช้คือชุดที่นักท่องเที่ยวพึงใจ ส่วนภาษาอังกฤษที่ไกด์ใช้ได้มาจากการเรียนที่โบสถ์คริสต์ (อยากให้ไกด์วัง ไกด์วัดพระแก้วของเราแต่งชุดไทยบ้าง) การดึงชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวเกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น รักษ์ถิ่น ดูแลธรรมชาติ มีรายได้ ฯลฯ ประโยชน์ดังกล่าวได้รับทั้งภาครัฐและภาคครัวเรือนครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและเข้ามาเยี่ยมเยือน ไว้มีโอกาสจะกลับมาเล่าเรื่องเวียดนามใต้ให้ฟังครับ...พรายทะเล

 

 

โดย พรายทะเล

 

กลับไปที่ www.oknation.net