วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คติการทำลายสังขารในศาสนาพุทธกับการประท้วง


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

การทำลายสังขารด้วยไฟจนถึงแก่มรณภาพของพระภิกษุเวียดนาม ติช ควง ดุค (Thich Quang Duc) ในปี 1963 หรือ พ.ศ. 2506 นั้นเป็นไปเพื่อการประท้วงรัฐบาลของนายโง ดินห์ เดียม

เพราะนายโง ดินห์ เดียมเป็นคาธอลิค รัฐบาลของนายโงที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการจึงเอื้อประโยชน์ให้แก่โบสถ์คริสต์จำนวนมาก และพยายามที่จะกดดันให้วัดพุทธหลายแห่งต้องปิดตัวลงหรือประสบความยากลำบากในการดำเนินกิจการ ด้วยวิธีไล่ที่หรือวิธีอื่นๆ เช่นทำลายศาสนสถาน เป็นต้น

พระติช ควง ดุค จงใจเผาร่างกายของตนเองบริเวณใกล้กับสถานทูตกัมพูชา ซึ่งเป็นประหนึ่งการเรียกร้องความเป็นธรรมจากกัมพูชาซึ่งเป็นเมืองพุทธ โดยทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง กล่าววิงวอนต่อนายโง ให้ใส่ใจต่อความเสมอภาคทางศาสนาของประชาชนในชาติ และเรียกร้องให้พุทธศาสนิกชนร่วมกันปกป้องพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด

ภาพที่นาย Malcolm Brown นักข่าวสำนัก AP ชาวอเมริกันถ่ายไว้ได้ กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับการกระทำอัตวินิบาตกรรมที่พิสดารและหาญกล้าเช่นนี้มาก่อน

ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา (ในสมัยจอห์น เอฟ เคเนดี) ต้องส่งสัญญาณเตือนมายังนายโง ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็ถูกทำรัฐประหาร และถูกสังหารในระหว่างการควบคุมตัว

ภาพของพระติช ควง ดุคนี้ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงด้วยพลังของสื่อสมัยใหม่ และส่งผลให้เกิดการกระทำเลียนแบบจำนวนมาก โดยมีรายงานว่าในช่วงแปดปีหลังจากนั้น มีการเลียนแบบเผาตัวเพื่อประท้วงสงครามเวียดนามเกือบร้อยครั้ง

และเมื่อสิบปีที่แล้ว ภาพนี้ยังถูกใช้เป็นปกอัลบั้มของวงดนตรีร็อคชื่อดัง Rage Against the Machine โดยเนื้อเพลงของวงดนตรีวงนี้มีเนื้อหาสนับสนุนฝ่ายซ้าย และมีจุดยืนต่อต้านอำนาจกระแสหลักอย่างชัดเจน

เท่าที่ผมทราบ การทำลายสังขารตนเองมีมานานแล้วในศาสนาพุทธ-พราหมณ์ ดังปรากฏชาดกเรื่องสสบัณฑิต เล่าถึงสมัยที่พระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นกระต่าย

นิทานเล่าว่ากระต่ายต้องการทำบุญให้อาหารพราหมณ์ จึงรวบรวมอาหารกับเพื่อนๆ มีลูกนาก หมาจิ้งจอก และลิง สัตว์ทั้งสามตัวนั้นหาอาหาร (แบบที่ตนกิน) มาได้ เป็น ปลา เนื้อ และผลมะม่วง เป็นต้น

ขณะที่กระต่ายหาอาหารได้แต่สิ่งที่ตนกิน ก็คือหญ้าแพรก ซึ่งพราหมณ์ไม่อาจรับประทาน ดังนั้น เมื่อถึงเวลาเช้า กระต่ายจึงบอกให้พราหมณ์ (ที่เป็นพระอินทร์แปลงกายมา) ก่อไฟ แล้วจึงกระโดดเข้ากองเพลิง หวังจะให้ร่างกายตนเป็นอาหารของพราหมณ์

หรืออย่างกรณีของชาดกเรื่องช้างหัสติง ที่กล่าวถึงสมัยพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นช้าง ก็ปรารถนาจะช่วยเหลือพ่อค้าที่เดินทางไกลมาอย่างหิวโหยไม่ให้อดตาย และอุทิศร่างกายตนเองด้วยการโดดลงในหุบเหว ให้พ่อค้าเหล่านั้นได้มีอาหารกิน

การอุทิศร่างกายให้เป็นทาน จึงเป็นแนวคิดที่มีมาเนิ่นนานแล้วในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา

การ ‘ละทิ้งสังขาร’ นี้ยังปรากฏอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ของจีนจำนวนมาก มีการอ้างถึงพระไภสัชยคุรุ (จากสัทธรรมปุณฑริกสูตร) ที่เผาท่อนแขนของตนเป็นเวลา 72,000 ปี และส่งผลให้คนจำนวนมากบรรลุมรรคผลนิพพาน

แต่นักวิชาการบางคนก็กล่าวว่า การละทิ้งสังขารนี้อาจไม่ใช่วิถีของพุทธเพียงอย่างเดียว เพราะมีการกระทำแบบนี้เช่นกันในศาสนาเต๋า (เช่นเดียวกับการทรมานกายของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในอินเดีย)

ในสยามมีกรณีเผาตัวเช่นกัน ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ คือเรื่องของนายนกนายเรือง ที่ปรากฏในศิลาจารึกกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2333 

ในจารึกกล่าวถึงนายนกและนายเรืองว่าเผาตัวเพราะมุ่งสัมมาสัมโพธิญาณ โดยกรณีของนายเรืองนั้น เกิดจากการเสี่ยงทำนายกับเพื่อน ว่าใครจะสำเร็จพระโพธิญาณ โดยใช้ดอกบัวตูมถวายพระเป็นสัญลักษณ์ ดอกบัวของนายเรืองบาน ขณะที่ของเพื่อนไม่บาน นายเรืองจึงเผาตัวตาย โดยในบันทึกกล่าวว่ามีคนมาดูการเผาตัวครั้งนี้จำนวนห้าร้อยหกร้อยคน และขณะที่นายเรืองเผาตัว ปลาในท้องนายังกระโดดเข้ามาเผาตัวในกองไฟด้วยสิบเอ็ดสิบสองตัว

กรณีของนายนกนายเรืองไม่เหมือนเรื่องในชาดก เพราะการทำลายชีวิตตนเองของนายนกนายเรืองไม่ได้ส่งผลดีอะไรกับใคร (เช่นที่พระมหาสัตว์อุทิศร่างกายเป็นอาหารให้ผู้อื่น) การทำลายชีวิตตนเองแบบนี้ไม่ส่งผลอะไรกับใครเลย และดูเหมือนจะทำไปด้วยศรัทธาที่เข้มข้น

แต่ก็มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า กรณีนายนกนายเรืองนั้น อาจเป็นเรื่องการประท้วงทางการเมืองก็ได้ ซึ่งผมคิดดูแล้วก็มีความน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย เพราะในเวลาใกล้เคียงกันนั้นมีการชำระความพระภิกษุสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่จนถึงขั้นจับสึกอยู่หลายครั้ง ดังปรากฏกรณีโคลงบัตรสนเท่ห์ว่าหม่อมไกรสรให้เห็นเป็นตัวอย่าง

จึงเป็นไปได้ที่นายนกนายเรืองอาจเป็นศิษย์หาของพระชั้นสูงบางรูปที่ต้องอธิกรณ์ในขณะนั้น จึงเผาตัวเองเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ต้องนับว่าเป็นการประท้วงอย่างสงบ สันติ ไม่เดือดร้อนใคร

ผมจึงอยากเสนอแนะให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์การที่อ้างว่าอยากแช่แข็งประเทศไทยดูกรณีนายนกนายเรืองเป็นตัวอย่าง

ถ้าทำตามได้ด้วยก็ยิ่งดี

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net