วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คุยกับหลวงพี่


คุยกับหลวงพี่

โดย

ศ. กาญจนา

 

    หลวงพี่ของผมเป็นนักเรียนรุ่นพี่จากจังหวัดๆเดียวกันกับผม เมื่อท่านจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนประจำจังหวัดแล้ว ก็ได้เข้ากรุงเทพฯเพื่อศีกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ จากนั้นก็เรียนต่อที่คณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ ปีที่ท่านเรียนจบเป็นปีที่ผมเพิ่งสอบเข้าคณะสถาปัตย์ได้ เรียกว่าสวนกันจนไม่มีโอกาสพบกันในจุฬาฯเลย ทราบข่าวภายหลังว่าท่านได้ไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศส เมื่อจบกลับมาก็ได้ทำงานในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ทำงานก้าวหน้าจนได้เป็นใหญ่เป็นโตถึงเป็นผู้ว่าการฯ พวกเราชาวจังหวัดตากรุ่นน้องต่างก็ภาคภูมิใจในพี่คนนี้

 

          เมื่อทราบว่าท่านได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสวพัสตร์ หลังจากที่ท่านเกษียณอายุจากตำแหน่ง “ผู้ว่าการสื่อสารแห่งประเทศไทย” ได้ไม่กี่ปี พวกเรารุ่นน้องได้ข่าวก็อนุโมทนาสาธุกันทุกคน พวกเพื่อนสมัยเด็กรุ่นเดียวกับท่าน ก็มาร่วมงานบวชกันหลายคน คนหนึ่งจบด็อกเตอร์ทางฟิสิกซ์จากสหรัฐฯ อีกคนหนึ่งเป็นวิศวกรไฟฟ้าจากเยอรมัน และอีกคนเป็นอาจารย์ทางศิลปกรรมที่เรียนจบจากอังกฤษ ทำไมหนอนักเรียนต่างจังหวัดรุ่นนั้นถึงเรียนหนังสือกันเก่งๆเหลือเกิน ทั้งๆที่ตัวโรงเรียนเองก็อยู่ไกลปืนเที่ยงชนิดที่เอ่ยชื่อแล้วแทบไม่มีใครรู้จัก

                      

           งานบวชครั้งนั้นเป็นไปอย่างเงียบที่สุดที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร พวกลูกน้องเก่าที่การสื่อสารฯต่างมาร่วมงานบวชเกือบถ้วนหน้า ทุกคนรวมทั้งเพื่อนชาวตากต่างนึกเหมือนกันว่า สักพักท่านคงลาสิกขากลับมาอยู่กับพวกเราอีกแน่ๆ แต่เชื่อไหมครับ นับจากวันนั้นถึงวันนี้ท่านบวชนานเกิน 12 ปีเข้าไปแล้ว ไม่มีทีท่าที่จะสึกหาลาเพศเลย ท่านเป็นพระป่าที่เคร่งครัด ชอบอยู่ในเสนาสนะที่สงัด เก็บตัวเงียบบนป่าเขา เจริญธรรมด้วยจิตศรัทธาที่มั่นคง ผมขอไม่เปิดเผยชื่อหลวงพี่ของผมและชื่อวัดที่ท่านบวชนะครับ เกรงท่านและวัดจะถูกรบกวนมากเกินไป จะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมของท่านเปล่าๆ

           ท่านจะออกจากวัดก็ต่อเมื่อมางานศพของบรรดาญาติโยม หรือไม่ก็เป็นงานศพของเพื่อนๆโดยเฉพาะนักเรียนร่วมรุ่นชาวตาก ที่หลวงพี่จะมาร่วมงานเสมอไม่เคยขาด

           ผมได้พบหลวงพี่โดยบังเอิญเมื่อครั้งผมกลับตากไปทำบุญกับครอบครัว ทราบว่าปีนั้นท่านได้รับนิมนต์จากญาติโยมให้มาจำพรรษาอยู่ที่ “วัดสีตลาราม” ซึ่งเป็นว้ดอยู่ในตัวเมืองไม่ห่างจากบ้านญาติโยมพี่ๆน้องๆนัก ผมรีบไปหาท่านด้วยความเคารพและคิดถึง หลังจากหลวงพี่ถามไถ่ทุกข์สุขตามสมควรแล้ว ท่านได้เล่าว่า ไหนๆท่านก็ได้กลับมาจำพรรษาที่บ้านเกิดแล้ว จึงถือโอกาสก่อตั้งห้องสมุดให้วัด และได้จัดระบบของห้องสมุดให้ง่ายต่อการบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่วัด และสะดวกต่อพระเณรและผู้สนใจที่จะทำการศึกษาค้นคว้า ตอนนี้ก็ได้จัดระบบใกล้จะสำเร็จเรียบร้อย เสร็จเมื่อใดท่านก็จะกลับไปสกลนครทันที เพราะต้องไปปรนนิบัตรอุปัชฌาย์ของท่านที่อยู่ที่นั่น

           หลวงพี่ได้เล่าเรื่อง "พี่ชื่น" หรืออาจารย์ชื่นที่เคยเป็นอาจารย์โรงเรียนประจำจังหวัด และเป็นนักเรียนมัธยมรุ่นเดียวกับท่าน ข้อสำคัญพี่ชื่นสนิทกับนักเรียนรุ่นผมเป็นอย่างมากเสียด้วย วันหนึ่ง พี่ชื่นได้มาขอคำปรึกษาแนะนำจากหลวงพี่ ในการเตรียมตัวเตรียมใจก่อนตาย ด้วยพี่ชื่นเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย หลวงพี่ได้ให้กำลังใจและสอนพี่ชื่นให้ตั้งสติอย่างมั่นคง ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว พึงอโหสิแก่ทุกสรรพสิ่ง รำลึกถึงพุทธคุณอยู่เสมอ   เมื่อจะถึงเวลาตายจากจริงๆ ตอนนี้สำคัญยิ่ง ให้ตั้งสติรำลึกถึงพุทธคุณและบุญกุศลที่ได้ทำมา อย่าให้จิตใจหมกมุ่นกับสิ่งที่มัวหมอง ผลบุญจะนำไปอยู่ภพใหม่ที่สูงขึ้น ครับใช่แล้วครับ ผมเชื่อของผมว่า ขณะนี้พี่ชื่นคงกำลังอยู่ในสรวงสวรรค์ อาจจะกำลังรอหลวงพี่กับเพื่อนๆที่คงทยอยตามมาอยู่ที่บนโน้น

 

          เมื่อต้นปีนี้ คุณแม่ของเพื่อนผมคนหนึ่งที่เคยอยู่เมืองตากได้เสียชีวิตที่กรุงเทพฯ พี่ชายของเพื่อนคนนั้นเป็นนักเรียนรุ่นเดียวกันกับหลวงพี่ หลวงพี่เดินทางมาจากสกลฯทันที เพื่อมาร่วมงานศพคุณแม่เพื่อนที่วัดโสมนัสฯ โดยท่านทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ ผมช่วยปรนนิบัติท่านในงานสวดเสมือนเป็นลูกศิษย์วัดที่ติดตามมาจากสกลนคร ทั้งนี้ด้วยความที่เป็นนักเรียนต่างจังหวัดจากโรงเรียนเดียวกัน และยังได้มาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันกับท่านที่กรุงเทพฯอีก

          เมื่อมีจังหวะสนทนากัน หลวงพี่ได้เล่าเรื่องต่อจากเรื่องพี่ชื่น ที่ท่านเคยเล่าให้ฟังเมื่อหลายปีก่อน หลวงพี่ของผมยังเป็นคนที่มีความจำเป็นเลิศเหมือนเดิม คุยกับใคร เรื่องอะไร และเมื่อไร จำได้ไม่ผิดพลาด มิน่าล่ะ ตอนเรียนหนังสือ ท่านถึงอยู่ในระดับแนวหน้ามาตั้งแต่เด็กจนโต ท่านเล่าถึงเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนหนึ่ง ที่เสียชีวิตโดยไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวเตรียมใจเช่นพี่ชื่น  "พี่รำพัน"คือเพื่อนคนนั้น ได้มาหาท่านในนิมิตกลางดึก ขณะที่ท่านกลับจากตากมาจำวัดที่สกลนครแล้ว พี่รำพันได้พยายามขอร้องให้หลวงพี่ช่วยดูแลเรื่องที่ตนเองกังวลอยู่ ในนิมิตนั้นพี่รำพันพูดจาได้ไม่ชัดเจน คำพูดไม่ปะติดปะต่อกัน พูดวกวนเสมือนหนึ่งใจคอกำลังล่องลอย ฟังจับใจความไม่รู้เรื่อง ได้ยินคำว่าโฉนดๆปนอยู่หลายครั้ง แล้วภาพของพี่รำพันก็ค่อยๆเลือนจางหาย ท่านแผ่เมตตาให้พี่รำพันแล้วคิดถึงเรื่องที่เพื่อนพยายามฝากให้เป็นธุระ แต่มันเป็นธุระอะไรก็ไม่รู้ได้ หลวงพี่ถึงกับรำพึงว่า เพื่อนเอ๋ย ก่อนตายก็ไม่รู้จักมาปรึกษาหารือ จะได้ไปดีไม่มีห่วงเหมือนอย่างเจ้าชื่น

          หลวงพี่ตัดสินใจเดินทางออกจากสกลฯไปจังหวัดตากทันที ไปหาญาติๆของพี่รำพันที่บ้าน เมื่อพี่น้องลูกหลานของพี่รำพันมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา หลวงพี่ได้เล่าเรื่องในนิมิตให้ฟัง แล้วถามว่ามีใครทราบเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับโฉนดๆบ้างหรือเปล่า หรือมีเรื่องทรัพย์สมบัติอะไรที่ยังเป็นปัญหาจนพี่รำพันเขาห่วงกังวล ญาติพี่น้องทุกคนยกมือไหว้ท่วมหัว แล้วตอบหลวงพี่ทันทีว่า ไม่มีเลยขอรับ พี่รำพันจัดการไว้เรียบร้อยก่อนตาย พี่เขาคงอยากแวะมาหาเพื่อนที่อยู่ในสมณะเพศละมั้ง เพราะพี่รำพันเคยพูดถึงหลวงพี่อยู่บ่อยๆด้วยความนิยมชมชื่น หลังจากสนทนากันตามควรแล้ว หลวงพี่ก็ขอเวลาเพ่งสมาธิจิตสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลาครอบครัวของพี่รำพันกลับวัดป่าที่สกลฯ

          สองเดือนต่อมา หลวงพี่ได้ข่าวจากญาติของเจ้ารำพันเพื่อนรัก ที่อุตส่าห์โทรทางไกลจากเมืองตากว่า เจอแล้วครับเจ้าโฉนดที่ว่านั่น เรื่องมันแปลกจริงๆ ที่อยู่ๆเพื่อนเก่าคนหนึ่งของพี่รำพันได้โทรมาหาพี่เขาด้วยความคิดถึง เลยได้ทราบว่าพี่รำพันตายแล้ว แกตกใจใหญ่เพราะเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก คบกันมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ เคยทำงานที่ธนาคารกรุงเทพฯด้วยกัน ครั้งหนึ่งแกได้เคยชวนพี่รำพันไปซื้อที่ดินในต่างจังหวัด เมื่อได้ดูที่จนพอใจและตัดสินใจซื้อแน่ๆแล้ว ถึงตอนจะโอนกรรมสิทธิ์กันพี่รำพันเกิดไม่ว่าง เลยต้องขอให้เขาโอนที่ดินแปลงที่เป็นของพี่รำพันให้เป็นชื่อเพื่อนคนนั้นไปก่อน ว่างเมื่อไรค่อยไปจัดการโอนกันอีกที เมื่อกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ก็ยังไม่มีการโอนที่คืนให้พี่รำพันสักที มัวแต่รีๆรอๆมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แล้วเดี๋ยวนี้พี่รำพันเกิดมาตายจากเสียอีก เพื่อนรักของพี่รำพันคนนี้เป็นคนแสนประเสริฐ เมื่อแกสร่างจากความโศกเศร้าที่เพื่อนรักตายแล้ว แกก็ได้รีบจัดการโอนที่ดินผืนนี้ให้ลูกๆของพี่รำพันจนเป็นที่เรียบร้อย มิหนำซ้ำยังทำท่าจะแย่งออกภาษีโอนให้เจ้าหลานๆอีกด้วย

 

          วันหนึ่ง ที่วัดของหลวงพี่ที่สกลนคร หลวงพี่หน้าตาผ่องใสนั่งท่ามกลางญาติโยมคนท้องที่ที่นั่น  ผมกับเพื่อนเมืองตากสองสามคนมากราบนมัสการท่าน เมื่อได้จังหวะ ผมพูดสัพยอกหลวงพี่ในใจไม่ให้ใครได้ยินว่า “สงสัยตอนนี้หลวงพี่กำลังอิ่มบุญ จนจะบรรลุเป็นอรหันต์แล้วล่ะมั้งเนี่ย” ไม่ทราบว่าหลวงพี่ได้ยินหรือเปล่า แต่หลวงพี่หันขวับมาในทันทีและจ้องตาผมเขม็ง จนผมเย็นสันหลังวาบ แล้วหลวงพี่พูดเสียงดังว่า ". เองก็เถอะ  อย่าทำปากดีนัก บอกให้มาคุยกับหลวงพี่เสียแต่เนิ่นๆก็ไม่ยอมมา เดี๋ยวก็จะไม่ทันเหมือนเจ้ารำพันอีกคน"

 

           ผมก้มลงกราบลาตอบหลวงพี่ดังๆปากคอสั่นว่า “ปล่อยให้พี่ชื่นกับพี่รำพันแอบมาคุยกับหลวงพี่แต่เพียงคนเดียวเถอะ ผมไม่ขอร่วมด้วยหรอกขอรับ ........ผมเผ่นละครับหลวงพี่


 

โดย sorkanchana

 

กลับไปที่ www.oknation.net