วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บรรยากาศ นอนฟังเรื่องเล่า เคล้าเสียงเพลง บุปผาชน


อ้างอิง

 http://www.oknation.net/blog/kontummadha/2012/09/09/entry-2

ภาพบรรยากาศเปิดหนังสือ บุปผาชนคนสุดท้าย เจริญ คงสวัสดิ์

(เฮ้อๆๆ ..ภาพหายซะงั้น)

จากภาพบรรยากาศเปิดตัวหนังสือวันนั้น...สู่การเดินทางวันนี้

.

.

V

บรรยากาศ แค้มป์ปิ้ง

"นอนฟังเรื่องเล่า เคล้าเสียงเพลง บุปผาชน"
ส. 10 พ.ย. 2555
สวนเจริญใจ ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา
 

 

.

.

 

 

บุปผาชนคนสุดท้าย
***************

ยืนอยู่กลางดินกลางป่า เหมือนอยู่กลางวงล้อมความฝัน หากบรรยากาศนั้นอบอวลค

วามจริง… 

ใช่ เย็นนั้น ผมกำลังยืนอยู่กลางป่ายางผืนใหญ่ในพื้นที่ไร่เจริญใจ สนามชัยเขต ของฉะเชิงเทรา ปล่อยให้แดดปล่อยแสงอ่อนทแยงผ่านใบ ลำต้น ลงมากระทบใบหน้าใครบางคนจนเป็นสีเหลืองนวล 

ผมนิ่งหลับตา สูดอากาศสดสะอาดของป่า แล้วครุ่นคำนึงถึงคำบอกเล่าของเขา ก่อนหน้านั้น เมื่อราวยี่สิบกว่าปีก่อน ว่ากันว่า ผืนดินตรงนี้มีแต่ความแล้งแห้ง แล้งร้อนเหมือนทะเลทราย ปลูกต้นไม้อะไรก็ไม่ขึ้นไม่งอก มีเพียงหญ้าคาเท่านั้นที่แทรกร่างกรีดใบปลิวล้อแดดลมเหมือนอยากเยาะยั่วผู้คนสัญจรให้หวั่นๆ ไหวๆ 

แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคนหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งภายหลังมิตรสหายตั้งสมญานามเขาคือ “บุปผาชน” (ในหนังสือสารคดี ‘บุปผาชนคนสุดท้าย’ สุวิชานนท์ รัตนภิมล เขียนบันทึกเรื่องราวเขาเอาไว้) อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตเขาอยู่นอกกรอบ แหกฎกรงขังมาโดยตลอด เป็นนักศึกษาแต่ชอบแต่งตัวเหมือนคนบ้า กระทั่งพลัดหลุดออกมาจากดินแดนบ้านเกิดชายแดนใต้ ปัตตานี แสวงหา เผชิญ ระเหระหนไปหลายหนแห่ง ก่อนตัดสินใจเลือกวางชีวิตไว้บนผืนดินผืนนี้ 

บนความจริงและความแกร่งของชีวิต 

แน่ละ กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาบอกว่า เขาเลือกที่จะคิดและลงมือทำในสิ่งที่คนอื่นไม่แม้จะคิดฝัน จบปริญญาตรีแต่พาตัวเองไปทำงานออกแรงออกเหงื่อก่อสร้างตึกไม้อาคารอย่างแข็งขันและบ้าบิ่น จากเมืองใต้ เผลอผ่านปี เขาไปโผล่ยังเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก 

เขาบอกย้ำว่า คนเราต้องกล้าเดินออกไปนอกเส้นทางที่สังคมขีดเส้นไว้ 

ในขณะที่หลายคนหลายใครมุ่งไปเผชิญหวังในเมืองหลวง หากเขาบอกกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า คนเราคิดและลงมือทำอะไรให้สำเร็จ ก็ไม่จำเป็นต้องไปที่เมืองหลวง เขาจึงเลือกที่จะหลีกเร้นมาหลบอยู่ในเมืองเล็กๆ ห่างไกลผู้คน อยู่เงียบๆ สงัด ฟังเสียงของตัวเอง เขาเลือกจะปลูกต้นไม้ ปลูกต้นยางในผืนดินแล้งแห้ง ทีละเม็ด ทีละกล้า ทีละต้นๆ อย่างอดทนและเฝ้ารอ 

ภาพผ่านเหล่านี้ ทำให้ผมมองเห็นเขาเป็นเหมือนเมล็ดป่าเมล็ดหนึ่งที่ปล่อยให้กระแสลมอิสระพัดพามาจากดินแดนอันไกลโพ้น เพื่อมาอยู่ร่วมสัมผัส ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้หยั่งราก ผลิใบ แล้วเติบโตในอีกดินแดนหนึ่ง

ไม่รู้สิ เขาทำให้ผมรู้ว่า ณ ดินแดนบางแห่ง สถานที่บางอย่าง คนเราไม่จำเป็นต้องดิ้นรนขวนขวาย ใช้เทคโนโลยี หรือความสะดวกสบายอะไรให้มากเกิน เพียงอยู่ร่วมกันด้วยความรักและการเอาใจใส่ มีเมล็ดพันธุ์ ทุ่งโล่ง บ่อน้ำ สายลม แสงแดด มีแรงคน แรงใจ คอยบ่มเพาะ 

ชีวิตก็เป็นชีวิต และใบไม้ก็มีชีวิต

หลายคนมาเห็น จึงต่างออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่า แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ครั้งหนึ่งนั้น ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นทุ่งหญ้าคาแล้งแห้งสุดลูกหูลูกตา ผ่านไปไม่กี่สิบปี กลายเป็นดงไม้ใหญ่ป่ายางผืนมหึมาอยู่ร่วมหยัดร่างหยัดยืน

ใครคนหนึ่งเอ่ยออกมาเบาๆ ว่า “เขามาจากเมล็ดพันธุ์อิสระ” 

ผมจำภาพวันนั้นได้ เขากำลังยิ้มเบิกบานเริงร่า โอบกอดต้อนรับมิตรสหายจากแดนไกล ทุกคนมาร่วมงานแคมป์ปิ้ง นอนฟังเรื่องเล่าเคล้าเสียงเพลงบุปผาชน หลายคนกำลังช่วยกันกางเต็นท์ แม่ครัวเตรียมจัดอาหาร นักดนตรีลองทดสอบเสียงสีและเพลง แต่ผมเลือกเดินไปชมรอบไร่ยางของเขา 

ภาพบางมุมนั้น ผมมองเห็นราวภาพวาด กลางป่านั้น มีกระท่อม เรือนพักหลังเล็กๆ กระจัดกระจายไปอย่างอิสระ แดดยามเย็นกำลังต้อนคนจูงวัวมาไว้ในคอก คนเลี้ยงวัวมีกระท่อมนอนอยู่ในคอกวัว ควันไฟโชยกรุ่น คนงานก้มเก็บแผ่นยางวางซ้อนหลังตากแดดมาตลอดวัน ปลาฮุบเหยื่อในบ่อน้ำ เด็กว่ายน้ำในสระหน้าบ้าน เลิกงานคนงานเล่นฟุตบอลกลางป่ายาง แหละนั่น แสงแดดกำลังหยอกล้อกับต้นยาง 

ในค่ำคืนนั้น ทุกท่วงทำนอง ผมนั่ง ผมยืน ผมนอนในเต็นท์ ฟังเสียงที่มีชีวิต มีจิตวิญญาณ ทุกถ้อยคำ ทุกคำพูด ความรู้สึก ทุกเสียงเพลงที่ทุกคนขับขานออกมาจากป่ายาง ล้วนอวลด้วยมิตรภาพ อิสรภาพ เสรีภาพและเท่าเทียม ผมจึงเป็นสุข อิ่มใจและเต็มใจในการเดินทางไกลไปค้นหา ตามรอยบุปผาชนคนสุดท้ายครั้งนี้
 


ผมไปอ่านบทกวีให้ต้นไม้ฟัง. 
 

ภู เชียงดาว

http://www.facebook.com/phuchiangdao

 


**********************************************
ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์คนคือการเดินทาง เสาร์สวัสดี 
นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 24 พ.ย.2555
 
 
.
.
 
ชมภาพบรรยากาศ แค้มป์ปิ้ง "นอนฟังเรื่องเล่า เคล้าเสียงเพลง บุปผาชน"
ส. 10 พ.ย. 2555
สวนเจริญใจ ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา
 
.
.
V
 
 
 
เส้นทางแยกจากกรอกสมบูรณ์-สวนเจริญใจ ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา (กำลังสู่ถนนฝุ่นแดง)
 
 
 
 
ทางเข้าสวนเจริญใจ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ช่วงก่อน 4 โมงเย็น เป็นการเจรียมงานหลายๆอย่าง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
16.00 น.เริ่มารแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมเจ้าภาพ กับทีมบุปผาชน(เสื้อสีฟ้า)
 
 
 
กองเชียร์
 
 
 
 
 
เริ่มบรรยากาศภาคกลางคืน ด้วยเรื่องเล่าจากคนเขียนเรื่อง พี่นนท์-สุวิชานนท์ พร้อมบทเพลง (ในเบรคแรก)
 
 
 
 
 
ภู เชียงดาว อ่านบทกวี (ในช่วงสุวิชานนท์ - เรื่องเล่าจากคนต้นเรื่องและคนเขียนเรื่องในเบรค 2)
 
 
จบเรื่องเล่าจากคนต้นเรื่อง ก็จัดบทเพลงจากคนต้นเรื่อง(น้าเจริญ) และ The old man southern band (รอบแรก)
 
 
 
คั่นจังหวะวงน้าเจริญ ด้วย พี่แกละ ใต้ดิน และแฟมิลี่ (ด้วย 4 ทุ่มกว่าแล้ว เด็กๆง่วงนอน)
 
 
 
น้าเจริญ และ The old man southern band (รอบสอง)
 
 
 
มุมหนึ่งจากผู้ชม
 
 
 
 
ตามด้วยวงเพื่อนเพ
 
 
มีการจับสลากมอบรางวัลกันทุกช่วง
 
 
วงสายน้ำและคนเดินทาง
 
 
 
 
ประคอง สายน้ำและคนเดินทาง
http://www.facebook.com/kong.siykeaw?fref=ts
 
 
 
 
 
วงหยาดน้ำค้าง (มาไกลจากหาดใหญ่-จ.สงขลา)
 
 
 
 
 
พี่หนุ่ย หยาดน้ำค้าง..จัดสามช่ารอบดึก
 
 
 
 
 
 
 
เช้าวันใหม่ (อา.11 พ.ย.55) ถ่ายรูปร่วมกันก่อนแยกย้ายกันกลับ
 
 
 
 
 
 
น้าเจริญ (คนต้นเรื่อง)พาเดินทัวร์ในป่ายาง
 
 
 
 
 
 
สภาพบ้านหลังเ่ก่า ที่ถูกไฟไหม้
 
 
 
สภาพรากต้นไม้ที่ไม่สามารถแทรกเข้าไปในพื้นดินดาน (ต้นนี้ปลูกมา 15 ปี ถูกลมแรงพัดล้ม)
 
 
 
 
 
กลับกันไปหมดแล้ว
 
 
 
ลมแรง ฝนจะตก เด็กๆวิ่งไล่จับใบไม้ร่วง
 
 
 
 
ระหว่างเดินทางกลับ ฝนตกอย่างแรง
 
.
.
 
.......................จบ/แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อๆไป.............................
 
ขอขอบคุณ
 
- บทความจากคุณ ภู  เชียงดาว
- ภาพจาก น้องแก้ว Zer Dai Jai , ภู เชียงดาว,ลุงเหน่ง นิ ,ความทรงจำเก่าๆ ฯลฯ
 
 
 
 
 
 

โดย ความทรงจำเก่าๆ

 

กลับไปที่ www.oknation.net