วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ข้าวอินทรีย์ วิถีคนไทย กับ กระทิงแดง


ข้าวอินทรีย์ วิถีคนไทย กับ กระทิงแดง

                ช่วงที่ผมกำลังว่างงานอยู่นี้ จู่ ๆ ผมก็นึกขึ้นได้ว่า เออ...จะต้องหางานอะไรที่เกี่ยวกับอาสาสมัครทำบ้าง เลยเข้าไปค้นดูว่า มีของกระทิงแดง ซึ่งเคยเห็นในโทรทัศน์ ก็ได้พบว่ากิจกรรมเกี่ยวข้าวที่จังหวัดน่าน ปิดรับสมัครไปแล้ว เสียดายมาก เพิ่งกลับมาจากน่าน กะได้ไปเกี่ยวข้าวที่บ้านของตนเอง แต่ก็ไม่เป็นไร เหลือบไปเห็นกิจกรรมถัดไป “ข้าวอินทรีย์ วิถีคนไทย ภาคอีสาน”  ก็เลยเข้าไปสมัครเป็นอาสา และได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน 80 คน

23 พฤศจิกายน 2555

                กำหนดออกเดินทาง โดยมีการรวมตัวกันที่ หน้าโรงเบียร์ฮอลแลนด์ เวลา 3 ทุ่ม แล้วก็ออกเดินทางราว 4 ทุ่ม หลับ ๆ ตื่น ๆ ไปบนรถ จนถึงเช้า เมื่อเราไปถึง ยโสธร เวลาราว 6 โมงเช้า ฝนตกลงมาอย่างหนัก และก็ตกมาตลอดทางแบบปรอย ๆ มาถึงอำเภอกุดชุม เราต้องเปลี่ยนจากรถบัส มาเป็นรถ 6 ล้อ เพื่อเดินทาไปยังบ้านโนนยาง ต.กำแมด ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกราว 15 กม.

 24 พฤศจิกายน 2555

               เมื่อมาถึงเราจึงได้เห็นทางทีมงานของ Redbull Spirit ได้เตรียมงานไว้รอรับเราแล้ว ฝนยังคงตกอยู่เล็กน้อย เราเก็บสัมภาระ แล้วก็ไปกินข้าวเช้า วันนี้อาหารเช้าของเราคือ ข้าวต้ม ต้มยำ ครับ

                หลังจากนั้นเราก็มานั่งกันในเต้นท์ที่มีเวที เพื่อเตรียมพิธีเปิด โดยพ่อบุญส่ง ซึ่งเป็นเกษตรกรในชุมนและเป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งทำเป็นไร่นาสวนผสม และมีโรงสีข้าวด้วย นอกจากนี้ยังมี พี่เก้ ผู้บริหารฝ่ายกิจกรรมของ RBS (Redbull Spirit) ซึ่งก็ได้กล่าวจุดประสงค์ในการทำกิจกรรมและได้เปิดพิธีอย่างเป็นทางการ

“พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ตำนานข้าวอินทรีย์”         

                เนื่องจากฝนยังคงตกอยู่ การจัดกิจกรรมต่าง ๆ จึงถูกเปลี่ยนแผนโดยทีมงาน เพื่อความเหมาะสม แต่ช่วงแรกนี้ อาสาฯ ทั้ง 80 คนได้ทำความรู้จักกัน และตั้งชื่อรุ่น จากการเสนอ และโหวตจากเพื่อนสมาชิก โดยได้ชื่อว่า RBS กล่องข้าวน้อย พร้อมทั้งมีท่าประกอบด้วย ซึ่งความหมายก็คือ เมืองยโสธร เป็นตำนานของ “กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่” นั่นเอง

                สาย ๆ ฝนเริ่มหยุด เรามีตารางในการเรียนรู้ การคัดพันธุ์ข้าว ซึ่งกลุ่มเกษตรกรแห่งตำบลกำแมดนี้ ได้รวมตัวกัน ในการศึกษา และคัดพันธุ์ข้าว อาสา ถูกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม เพื่อไปแปลงเรียนรู้การคัดเลือกพันธุ์จากแปลงเพาะพันธุ์ข้าวที่อยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตร เราต้องนั่งรถ “อีแต๊ก” ไป เนื่องจากเป็นทางที่แคบ และค่อนข้างขรุขระ กลุ่มผมได้ไปดูพันธุ์ “ข้าวก่ำใหญ่” เป็นพันธุ์ข้าวเหนียวดำ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ใช้เวลาปลูกราว 150 วัน ต้นสูง มีสีดำทั้งต้นทั้งรวง ใบ และเมล็ด ข้อดีคือ เป็นข้าวที่มีเมล็ดมากใน 1 รวง มีวิตามินเค และมีธาตุเหล็กสูง ข้อเสียคือ มันไม่แตกกอ ดังนั้น จึงต้องดำถี่ ๆ

                ในแปลงพันธุ์ข้าวนี้ ยังมีข้าวอีกหลายสายพันธุ์ วันนี้แต่ละกลุ่มได้เรียนรู้กลุ่มละ 1 สายพันธุ์ เท่าที่จำได้คือ ข้าวหอมนิล ข้าวเขี้ยวงู ข้าวอีเตี้ย เป็นต้น หลังจากนั้นเราก็คัดรวงข้าวที่ลักษณะดีมาสรุปบรรยายกัน

“เกี่ยวข้าว”

                ช่วงบ่ายเราไปแปลงนาของพ่อเริ่ม เพื่อทำการเกี่ยวข้าวกันจริง ๆ แต่ผืนนาก็อยู่ไกลออกไปอีกราว 5 กิโลเมตรเห็นจะได้ พลขับ พาเรานำลิ่ว เพราะเป็นกลุ่ม 1 แต่ไปพลาดท่าเสียที เลี้ยวผิดซอย เลยต้องกลับรถ ไปถึงเป็นคันสุดท้าย ตลอด ๆ

                พอไปถึง พ่อเริ่มได้ทำพิธีขอขมาแม่โพสพ เพื่อทำการเกี่ยวข้าว บอกผีตาแฮก ที่เป็นผู้ดูแลผืนนาแห่งนี้ การทำพิธีแม้จะไม่ยาก แต่มันก็มีเรื่องจนได้ เพื่อพ่อเริ่มเป็นผู้กล่าวนำ แล้วให้เรากล่าวตาม กล่าวไปได้ช่วงหนึ่ง ก็มาถึงตอน “ยกเคียวขึ้น” ทุกคนก็พูดตาม “ยกเคียวขึ้น”  เปล่าหรอก เขาบอกให้ทำ ไม่ได้ให้พูด แต่ทุกคนนึกว่าเป็นคาถาพิธีกรรม ได้ฮากันไปละครับพี่น้อง  เสร็จแล้วเราก็ลงมือเกี่ยวข้าวกันตามกลุ่ม จนเสร็จ

                ในแต่ละครั้ง ที่มีการทำกิจกรรม เราก็จะได้ดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ ตลอด ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ชาเพียวริคุ เครื่องดื่มกระทิงแดง แมนซัม สปอนเซอร์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มาบริการให้เรา ชื่นใจจริง ๆ ครับ ต้องขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว

                เสร็จภารกิจเราก็เดินทางกลับ ในแต่ละครั้งที่เรามาแปลงนา จะเสียเวลาครั้งละ30 นาที ไปกลับรวม 1 ชั่วโมง เพราะค่อนข้างอยู่ไกล แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค์ของเราครับ เรากลับมาที่ค่าย แล้วก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ

                เรื่องของการอาบน้ำนี่เป็นเรื่องที่น่าประทับใจอีกอย่างหนึ่ง คือที่พักของเราไม่มีห้องน้ำเพียงพอสำหรับ 80 กว่าชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องไปขออาศัยอาบน้ำตามบ้านของ พ่อพี่เลี้ยง กลุ่มผมคือ พ่อเหมี่ยวครับ สมาชิกกลุ่ม 11 คน ไปอาบน้ำบ้านเดียวกันในเวลา 1 ชั่วโมง เห็นจะไม่ทันการณ์ มีผู้ชาย 4 คน และหญิง 5 คน เนื่องจาก 2 คนอาบในค่าย ผมก็เลยตัดสินใจ มองหาที่อาบน้ำ ก่อนมาทีมงานบอกแล้วว่าให้เตรียมผ้าขาวม้า หรืออาจจะมีการอาบน้ำกลางแจ้ง ผมเดินไปหลังบ้าน มีป่ากลัว และบ้านร้างที่มีก๊อกน้ำอยู่ เลยลองเปิดน้ำดูมีน้ำไหล จัดไปครับพี่น้องครับ อาบน้ำกลางแจ้งด้วยชุดชั้นในตัวเดียว วินาทีนี้ ขออาบน้ำก่อน เพราะนั่งรถมาทั้งคืน เหนื่อยทั้งวัน เจอน้ำเย็น ๆ สบาย ๆ ไม่สนละครับว่าใครจะมอง

โสเหล่ ข้าวอินทรีย์ วิถีคนไทย” 

                ตอนเย็นเราก็มารับประทานอาหาร และฟังเสวนาเรื่อง “ข้าวอินทรีย์ วิถีคนไทย” โดยคุณอุบล พ่อเริ่ม เราก็ได้รับฟังสาระและความจำเป็นแห่งเกษตรอินทรีย์ เพราะเราไม่มีทางมั่นใจได้หรอกว่า “อาหาร” ที่เรากินเข้าไปนั้น ปลอดสารเคมี จึงทำให้เราต่างก็เป็นโรคร้ายจากสิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบอาหาร และนำสู่ร่างกายเรา เราจะปลอดภัยได้ก็ต่อเมื่อเราผลิตอาหารกินเอง ปลูกพืชผักกินเอง และเราจะปลอดภัยได้ก็ต่อเมื่อ เรารู้แหล่งผลิตของอาหารที่ปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่เราไม่เคยตรวจสอบ

                หลังจากนั้นเราก็ได้ชมการแสดงของเด็กอนุบาลโรงเรียนบ้านโนนยาง มาในชุด ทุ่งลุยลาย ตามด้วยเซิ้งกระติบข้าว และ การแสดง “สารพัน” ขับร้องประสานเสียง สุดท้ายจบลงด้วยละครของ “พ่อ” ที่เล่าตำนานข้าว แต่ก่อนเม็ดใหญ่เท่าลูกมะพร้าว แต่ด้วยวันหนึ่ง มีขโมยมาเอามีดไป จึงไม่มีอะไรหั่นข้าวกิน แม่หม้ายคนนั้นจึงอธิฐาน ว่าขอให้ทุบข้าวให้เล็กแตกละเอียด และขอให้เป็นเม็ดเล็กเช่นนี้ตลอดไป เธอก็ทุบเม็ดข้าวด้วยไม้คานแหลกละเอียด ซึ่งก่อนหน้านี้เอาอะไรทุบก็ไม่แตก ข้าวจึงเม็ดเล็กจนถึงทุกวันนี้  จบแล้วเราก็แยกย้ายกันเข้านอน พรุ่งนี้ยังมีกิจกรรมรออยู่แต่เช้า 

                กลางคืนเรากางเต้นท์นอนตรงลาน ทีมงานเตรียมเต้นท์และผ้าห่มให้ อากาศร้อนนิดหน่อย ดีที่ไม่มียุง จึงเปิดเต้นท์นอนได้สบาย ๆ หลับไปด้วยความเพลีย

 

25 พฤศจิกายน 2555 เวลา 6.45 รับประทานอาหารเช้า

                ผมตื่นแต่เช้าครับ ตี 5 กว่า ๆ เพราะได้ยินเสียงโรงสีดังขึ้น ไม่รู้ใครมาสีข้าวกันยามนี้ ผมก็เลยไปอาบน้ำตั้งแต่ยังไม่ค่อยมีคน อากาศเย็นสบาย ๆ เสร็จแล้วเราก็เก็บเต้นท์ และไปรับประทานอาหารเช้า อาหารที่ปรุงนี้ แม่ครัวเป็นทีมงานของกระทิงแดงครับ และรสชาติของอาหาร อร่อยขึ้นทุกวัน ๆ

แปรรูปข้าว “ไอศครีมจากข้าวพื้นบ้าน”

            หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เราก็ลุยกิจกรรมกันต่อเลย อะไรจะใส่เนื้อหาสาระกันมาแบบแน่น ๆ อย่างนี้ กิจกรรมช่วงเช้าอันแรกคือ การแปรรูปอาหาร แบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มหุงข้าว 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มทำไอศครีมจากข้าว และกลุ่มทำข้าวหลาม ซึ่งไม่มีใครได้เลือก แต่จับสลากเอา กลุ่มผมได้อันสุดท้ายเลยครับ โหดสุด ๆ ก็ตรงการก่อไฟนี่แหละครับ ร้อนมาก ควันก็เยอะ สนุกกันไปครับ และเสร็จทีหลังด้วย เราก็เลยเผาข้าวหลามทิ้งไว้ แล้วไปทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อ

 

วิถีเกษตรอินทรีย์ วิถีไทยการทำเกษตรผสมผสาน เป็นรากฐานของชีวิต

                เช้านี้ ลำดับต่อมา เรามีกำหนดที่จะต้องไปดู เกษตรแบบผสมผสาน  ซึ่งก็อยู่ห่างออกไปพอสมควร เราก็ต้องใช้รถประจำตำแหน่งครับ ที่ใช้กันทั้งสองวัน กลุ่มใครกลุ่มมัน กลุ่มละคัน เดินทางไปยังไร่นาสวนผสมของ พ่อทวี พอไปถึงเราก็รู้สึกว่า มี “อาหารสะอาด” ให้เราได้ลิ้มลอง อันดับแรกเลยคือ ไปเก็บมะเฟืองมากินกันหน้าตาเฉย มีการประชุมก่อนเล็กน้อย แล้วก็เดินดูสวน เดินไปเดินมา เก็บสะเดาได้ 1 กำครับ อร่อยด้วย ที่ให้เดินดู ก็จะได้เห็นว่า การปลูกพืชผสมผสานเป็นอย่างไร มีพืชชนิดไหนบ้าง สรุปแล้ว สวนนี้มีเกือบทุกชนิดละครับ หลังจากนั้น เราก็มาปลูกพืชกัน โดยได้ขุดแปลง เตรียมเดิน รดน้ำ ปูฟาง ปลูกผักบุ้ง หอม กระเทียม คะน้า สมาชิกในกลุ่มก็ชวยกันปลูก ช่วยกันทำครับ โดยมีพี่เลี้ยงคนเดิม คือ พ่อเมี่ยว สำหรับกลุ่ม 1 ของเรา

                พ่อทวี เป็นเจ้าของสวนนี้ และได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดยโสธรด้วย ท่านว่า ทำอะไรไม่ต้องเครียด สบาย ๆ ทำ ๆ กันไป ปลูกพืชเราก็ปลแบบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่มันคงไม่ตายไปหมดหรอก มันต้องเหลือไว้ให้เราได้กินกันบ้างแหละ

                หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับค่ายฯ เพื่อรับประทานอาหารเที่ยง และกลับมาดูข้าวหลามของเรา ก็พอกินได้ครับพี่น้องครับ ไอ้ที่ดิบก็มี อร่อยเหมือนกัน  แต่อาหารเที่ยงอร่อยกว่า มีน้ำพริกปลาทูและผักสด แซ่บเว่อร์ครับ แถมยังมีก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นด้วย

 “นวดข้าว” 

            ยังไม่หมดครับ กิจกรรมช่วงบ่าย เราจะต้องไปขนข้าวในนามากองไว้ การขนข้าวมากองรวมกัน แต่เดิม เขาใช้ไม้หาบ เรียกว่า “หลาว” ผมเคยหาบมาแล้วครับ สมัยเป็นหนุ่ม ๆ หนักเหมือนกันครับข้าว แล้วเราก็ต้องนวดข้าวด้วย ก่อนที่จะมีการนวดข้าว ก็ต้องมีการทำพิธีอีกเช่นเคยครับ พ่อเริ่มจะเป็นคนทำพิธี หลังจากนั้นเราก็ทำการลงมือ ตีข้าว นวดข้าวกันไปแบบอลม่านเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าสนุกสนานครับ เสร็จแล้วเราแยกย้ายกันไปอาบน้ำครับ เหมือนเดิม

บายศรีสู่ขวัญ

                ยังคงดำเนินกิจกรรมกันต่อครับ เมื่ออาบน้ำเสร็จ ก็มีพิธีปิด และบายศรีสู่ขวัญจากชาวบ้าน และพ่อพี่เลี้ยงทั้งหลาย ก่อนที่จะรับประทานอาหารเย็น และเดินทางกลับ มาถึงรังสิต ราวตี 3 กว่า ๆ ได้นอนต่ออีก 3 ชั่วโมง

                ถือว่าโชคดีครับ ที่ฝนหยุดตกตั้งแต่สาย ๆ ของวันแรก และเราสามารถทำกิจกรรมได้อย่างราบรื่นด้วยดี ขอขอบคุณกระทิงแดงที่มีกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ ขอบคุณทีมงานทุก ๆ ท่าน ขอบคุณพ่อพี่เลี้ยงและแม่บ้าน ชาวบ้าน ทุก ๆ ท่าน ขอบคุณเพื่อน ๆ อาสาฯ ที่ตั้งอกตั้งใจ ทุ่มเทเสียสละในการเข้าร่วมกิจกรรม และทำงานอย่างไม่ย่อท้อครับ

                ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมอาสาฯ ในครั้งนี้ครับ

 

 

ปล. ภาพทั้งหมดนี้ ถ่ายจากมือถือ จึงไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ กล้องใหญ่เจ๊งไปแล้วครับ 

 

แวะชมเวปไซด์อาสา Redbull Spirit ได้ที่นี่ครับ (คลิกที่ภาพ)

 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net