วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Belgium: Bruges เป็นเพียงทางผ่าน


 

         Belgium ประเทศเล็กของยุโรปตะวันตก ที่เป็นสนามประลองกำลังก่อศึกของชาติในยุโรปมาตลอดจนถึงการรบในสงครามโลกทั้งสองครั้ง มีบุคลิกไม่เหมือนใครเมื่อคนในชาติแบ่งแยกภาษาพูดขาดจากกัน ความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรมส่งผลให้พื้นที่ขนาดจิ๋วของเบลเยี่ยมถูกขีดแบ่งเป็นสอง กระทบกระทั่งกันเรื่องชนชั้น การปกครอง และการเมืองเรื่อยมาจนปัจจุบัน

         ย้อนสู่ประวัติศาสตร์ก่อนเกิดเป็นชาติ เบลเยี่ยมรับอิทธิพลหลากหลายจากใครต่อใครที่ผ่านเข้ามา มีร่องรอยที่ชัดเจนจากสเปน ฝรั่งเศส ดัทช์ และเยอรมนี

         ในสมัยก่อน จนไล่เรื่อยมาสู่ศตวรรษที่ 20 ฝรั่งเศสถูกนับเป็นภาษาชั้นสูงของยุโรปที่ใช้ในการทูต มีความละเมียดละไมในสำเนียงสนทนา ต่างกับภาษาห้าว ออกเสียงรุนแรงที่เรียกว่า Guttural language ประเภทดัทช์ และเยอรมัน ในอดีตพื้นที่ส่วนใหญ่ของเบลเยี่ยมถูกครอบครองโดยสเปน ออสเตรีย จนเปลี่ยนมาถึงมือฝรั่งเศส

         เมื่อภาษาฝรั่งเศสข้ามเขตมา ก็ถูกนับเป็นภาษาของคนชั้นสูง ข้าราชการ และวงการเมือง

         ทั้งที่คนในพื้นที่ตรงนั้น มีทั้งฝรั่งเศสและดัทช์

         เข้าสู่กลางศตวรรษที่ 19 เบลเยี่ยมซึ่งอยู่บนทำเลที่เป็นกันชนกั้นกลางระหว่างฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ ประกาศตนเป็น Kingdom of Belgium มีอิสระจากเนเธอร์แลนด์ แล้วกำหนดให้ฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการของชาติ ก็ยิ่งกระพือให้ข้อเบาะแว้งและวิวาทระหว่างประชาชนทั้งฝรั่งเศสและดัทช์ที่แบ่งแยกทางภาษาไม่เคยยุติ

         แม้เดี๋ยวนี้ ภาษาทางการของชาติคือ ฝรั่งเศส ดัทช์ จนรวมไปถึงเยอรมันแล้ว ความขัดแย้งก็ยังอยู่ การเลือกตั้งล่าสุด พรรคที่ชนะถล่มทลายในพื้นที่ภาษาพูดของตนเอง ต่างอยู่คนละขั้วการเมือง ส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลให้ใช้เวลาถึง 541 วัน

         คนต่างภาษาพูดของเบลเยี่ยม แบ่งกันอยู่คนละครึ่งส่วนชัดเจน  ครึ่งบนของชาติใช้ภาษา Dutch เรียกว่า Flanders ครึ่งล่างคือ Wallonia พูดฝรั่งเศส เมืองหลวง Brussels เป็นหัวใจก้อนเล็กกลางชาติอยู่ในปลายเขตของดัทช์ ที่ทั้งสองภาษาถูกกำหนดให้ใช้อย่างเท่าเทียม

         บนความเท่าเทียมของสองภาษาที่กรุงบรัสเซลส์ สิ่งที่หายไปคือเอกลักษณ์อันกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวของชาติ ความจริงแท้ที่เกิดกับทุกชาติที่พื้นฐานก่อร่างสร้างอยู่บนความขัดแย้ง

 

         Wallonia ในครึ่งล่างของประเทศเป็นภูมิภาคของคนพูดฝรั่งเศส มีบทบาทบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นสนามศึกสุดท้ายของ Napoleon Bonaparte นักรบที่สถาปนาตนเองขึ้นเป็นเจ้า Napoleon I, Emperor of the French ใหม่เสียเอง ทั้งที่ตอน French Revolution ลุกฮือไปโค่นราชวงศ์ทิ้ง

         Napoleon พ่ายแพ้การรบ The Battle of Waterloo ที่นำทัพโดย Duke of Wellington และถูกจับไปขังคุกจนเสียชีวิต ที่ Saint Helena

 

         เมื่อยุโรปบนเกาะอย่าง Great Britain เกิด Industrial Revolution เป็นแห่งแรกของโลก Wallonia ก็ตามมาเป็นที่แรกของทวีปยุโรปบนภาคพื้น ส่งผลให้เกิดความมั่งคั่งมากมาย ตรงกันข้ามกับทางตอนเหนือ

 

         Flemish Region ส่วนบนของเบลเยี่ยมเรียกอย่างท้องถิ่นว่า Flanders แบ่งออกเป็น 5 มณฑล ส่วนใกล้ที่สุดสำหรับการข้ามจากเกาะ Great Britain สู่เบลเยี่ยม ไม่ว่าจะเพื่อการไปมาสู่กัน หรือการส่งความช่วยเหลือในยามสงคราม คือ West Flanders ซึ่งมี Bruges เป็นเมืองหลวง

 

 

 

Bruges มีเรื่องน่าสนใจมากมาย...แม้จะไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

 

 

 

 

         ในยุคกลาง Middle Ages ช่วงศตวรรษที่ 5 ถึง15 ของยุโรป บรู้จและอีกหลายเมืองบริเวณนั้นเป็นไทแก่ตนเองจาก Holy Roman emperors (ที่ไม่เกี่ยวกับโรม) แต่การไม่เป็นเมืองขึ้นกับใคร ก็ทำให้ตัวเปล่าเปลือยไร้ความช่วยเหลือปกป้องคุ้มครองด้านอาวุธและกำลังคน ดึงดูดทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษให้เข้ามาพัวพันในพื้นที่

         ฝรั่งเศสนั้นใกล้และใจร้อน บุกยึดพื้นที่ไว้ก่อน

         บรู้จอึดอัดภายใต้การครอบครองของฝรั่งเศส แต่พึ่งพาการค้ากับอังกฤษ ช่างฝีมือจำนวนมากจึงอพยพสู่อังกฤษกลายเป็นผู้ค้าขนแกะ ผ้าทอของบรู้จมีคุณค่า ราคาดี จนทุกวันนี้บรู้จยังขึ้นชื่อเรื่องการทอลูกไม้

         ตอนนั้นบรู้จได้สิทธ์ขาดในขนแกะจากอังกฤษแต่ผู้เดียว และก็ยังพึ่งขนแกะจากอังกฤษเป็นหลัก

         เมื่อ Edward I เริ่มความคิดจะค้าขายโดยตรงกับบรู้จ ก็ทำเอาพวก Bourgeoisie บูจวาซี พ่อค้าชนชั้นกลาง ฝรั่งเศสเดือดร้อน เพราะทำตัวเป็นคนกลางอยู่ เลยไปขอกำลังจากขุนนางที่ตนสวามิภักดิ์มาบุกยึด Bruges

 

 

 

         พอชาวบรู้จกลับมากู้เมืองคืน ก็แยกแยะฝรั่งเศสผู้บุกรุกกับชาวบ้าน ด้วยการให้พูดคำดัชท์ที่คนฝรั่งเศสออกเสียงไม่ค่อยได้ มีคนพูดได้เนียนรอดตายเหลือกลับไปได้แค่หยิบมือ

 

 

 

         Jan Breydel ผู้นำการกู้เมืองบรู้จ มีอาชีพปกติเป็นพ่อค้าเนื้อ ได้ Pieter de Coninck เป็นสหายร่วมต่อสู้ ชาวเมืองชื่นชมวีรกรรมความกล้าหาญของทั้งคู่ และสร้างรูปปั้นเป็นการยกย่องไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2430

 

 

 

         การค้าผ้าและความร่ำรวยของ Bruges ส่วนหนึ่งมาจากความช่วยเหลือของธรรมชาติ

         ต้นศตวรรษที่ 12 เกิดพายุใหญ่กระหน่ำ ช่วยลอกคลองตื้นเขินที่ขุดไว้สมัยแรกสร้างเมืองให้สามารถใช้การได้อีกครั้ง เปิดทางเลาะออกสู่ทะเลให้บรู้จได้มีโอกาสค้าขาย และยังปะติดปะต่อกับ Genoa ของอิตาลีได้เหมาะเจาะ

         พ.ศ. 1820 เรือลำแรกจาก Genoa ก็มาถึงบรู้จแล้ว  

         ความสัมพันธ์ทางการค้าผ่านนักเดินเรือ Genoese ที่เริ่มจากเครื่องเทศ แพรพรรณ ขยายออกไปอีกหลายมิติให้บรู้จกลายเป็นจุดเชื่อมต่อตลาดใน  Mediterranean วิทยาการทั้งสิ่งทอ การเงิน และการค้ารูปแบบใหม่หลั่งไหลเข้าสู่บรู้จ จนอาจนับให้บรู้จเป็น Stock market แห่งแรกของโลกที่ค้าขายแลกเปลี่ยนผลิตผล

         ณ ช่วงเวลาหนึ่ง กล่าวกันว่าสิ่งทอของบรู้จดีที่สุดในโลก

         หลักฐานยืนยันความรุ่งเรืองของบรู้จเวลานั้น คือ The Belfry of Bruges

 

 

 

         The Belfry of Bruges สร้างในศตวรรษที่ 13 สมัยนั้นใช้เป็นที่เก็บรักษาและจัดแสดง Flemish Cloth ผ้าเฟลมมิช อันเป็นที่ต้องการของตลาด สินค้าอื่น และเป็นที่เก็บสมบัติมีค่าและบันทึกของเมือง

 

 

 

Belfry คือ หอระฆัง ตามหน้าที่เป็นหอคอยสังเกตการณ์เหตุร้าย อัคคีภัย หรือข้าศึกศัตรู

มีบทบาทแฝงเป็นเครื่องบ่งบอกความเจริญมั่งคั่งของบ้านเมืองในยุคกลาง

ปรากฏอยู่มากบริเวณ Flanders, ตอนเหนือของฝรั่งเศส และบางส่วนของ Wallonia

 

 

 

 

ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 UNESCO ขึ้นทะเบียน Belfry 33 แห่งของ Flanders และ Wallonia

และอีก 23 แห่งทางตอนเหนือของฝรั่งเศสเป็นมรดกโลก

 

 

 

 

         The Belfry of Bruges สร้างราว พ.ศ. 1783 มีปลายยอดแหลมทำจากไม้ เจอทั้งไฟไหม้และฟ้าผ่ามาสามครั้ง การบูรณะหลังเพลิงไหม้ครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2284 จึงละเว้นการต่อเติมไม้ส่วนยอดที่เสี่ยงต่อเพลิงไฟ แม้จะทำให้ The Belfry of Bruges สูงน้อยลง แต่ความสง่าอย่างมั่นคงตามยุคสมัยของการก่อสร้างยังคงอยู่ครบถ้วน

 

 

 

 

เมื่อเกิดความมั่งคั่ง ก็เกิดการศึกษา เกิดความกระหายในศิลปะ ที่งอกเงยเกินจากชีวิตพื้นฐาน

 

 

 

 

 

         ช่วงต้นศตวรรษที่ 15 บรู้จรุ่งเรืองเต็มที่ เป็นศูนย์กลางทั้งเศรษฐกิจและการเมือง มีงานฝีมือประณีต ผลิตข้าวของเครื่องใช้หรูหรา มีเงินทองเอื้ออำนวยให้ศิลปะวิทยาการเฟื่องฟู เป็นที่ชุมนุมของนักคิด นักวาด ภาพเขียนเป็นที่ต้องการของพ่อค้าและเศรษฐีอิตาเลี่ยนและเยอรมัน เกิดการว่าจ้างให้ Artists นักเขียนภาพ สร้างงานตามความต้องการ และเกิด Court Artists ที่ได้เงินเลี้ยงดูหรือการอุปถัมภ์จากราชสำนักหรือขุนนางเพื่อเขียนภาพ

 

 

 

 

 

         ความเจริญของศิลปะแบบ Flemish เกิดขึ้นในเวลาที่สอดคล้องกับ Italian Renaissance  ช่องทางเดินเรือที่เริ่มไว้กับคนเจโนอีซ ทำให้การมุ่งหน้าสู่อิตาลีเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนเฟลมมิช เกิดการไหลเวียนแลกเปลี่ยนทางศิลปะที่ปรากฏมากทางภาพเขียน ขณะที่อาคารและการก่อสร้างที่บรู้จยังคงแบบ Gothic ตามลักษณะเฉพาะของศิลปะยุคกลาง

 

 

Jan van Eyck นักวาดภาพคนสำคัญของ Flemish Painting ที่พำนักอยู่ที่บรู้จ มีผลงานภาพเขียนไปปรากฏอยู่ที่ Genoa อิตาลี

 

 

         ยุคถัดมา Anthony Van Dyck ซึ่งมาจากครอบครัวค้าผ้าไหมได้รับการอุปถัมภ์ให้ไปวาดภาพครอบครัว Balbi of Genova พ่อค้าผ้าอีกเป็นเวลานาน

 

         จนวันหนึ่งธรรมชาติก็ย้อนมาเปลี่ยนชีวิตให้บรู้จอีกครั้ง เมื่อทางน้ำออกสู่ทะเลเกิดการตื้นเขินผ่านกาลเวลา ยังผลให้ความเจริญเริ่มช้าลงกว่าเมืองอื่นจนถึงขั้นถดถอย

 

 

 

         บรู้จเริ่มเงียบงัน สถาปัตยกรรมอาคาร Gothic ที่ยืนสง่าตั้งแต่ยุคกลางสงบนิ่ง

         ถึงต้นศตวรรษที่ 20 คนมีสตังค์ทั้งบริทิชและฝรั่งเศสเริ่มมองเห็นบรู้จเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวพักผ่อน

 

 

 

         แต่ไม่ทันไร The Great War หรือสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็ประทุ บรู้จต้องสงบใจคอยจนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเริ่มกลับเข้าสู่จุดสนใจของนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

 

 

 

 

         ความสงบเงียบ และลายละเอียดบนตึกเก่าช่วยให้คนปัจจุบันสร้างจินตนาการย้อนสู่ความรุ่งเรืองสมัยเริ่มก่อสร้างเมื่อหลายร้อยปีก่อนได้ไม่ยาก

 

 

 

นับเป็นโชคดีที่บรู้จไม่บอบช้ำจากมหาสงครามทั้งสองครั้ง

หรืออาจเป็นเพราะ Bruges เป็นเพียงแค่ทางผ่าน...

 

 

* * * * * * * * *

คราวหน้า - มุ่งสู่จุดหมายที่ West Flanders

 

 

 

Reference:

เพลง On Ragland Road มาจากบทกวีของ Patrick Kavanagh นักประพันธ์ไอริช ถูกนำมาทำเป็นเพลงขับร้องกันหลายคน เนื้อหารำพึงรำพันถึงความรักของชายคนหนึ่งขณะเดินอยู่บนถนนเงียบเหงา เข้ากันกับบรรยากาศเมือง Bruges (in autumn) มากพอที่ In Bruges จะนำมาเป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์

Uploaded by kellyoneill on Nov 19, 2006

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net