วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรียนอย่างไรให้เก่งอังกฤษ


 

วิธีการเรียนของฉันคือ
1. Forget the rule ลืมกฏซะ
2. Make mistake พูดผิดซะ
3. Don't translate อย่าแปลตรงตัว
4. Keep it simple ใช้ภาษาง่ายๆ
5. Could you please slow down กรุณาพูดช้าๆหน่อย

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เราจะต้องมี Passion หรือ ความรู้สึกที่ดีกับสิ่งนี้ หากคุณไม่ทราบว่าอะไรคือ Passion หรือ ความรู้สึกที่ดี คืออะไร ลองย้อนกลับไปมองสิ่งต่างๆ ที่คุณเคยอยากได้ อยากมีสิครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณอยากได้เสื้อผ้าดีๆ สวยๆ กระเป๋ายี่ห้อดังๆ หรือ แม้แต่ตอนที่คุณจีบแฟนคุณ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะคุณมี Passion ซึ่งทำให้คุณทุ่มเทพละกำลัง ความตั้งใจ ความพยายามให้ได้มันมา เพราะรู้ว่า มันมีค่ากับคุณแน่นอน ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน สิ่งแรกที่คุณต้องมีคือ Passion หรือ ความรู้สึกที่ดีต่อภาษาอังกฤษ ซึ่งเราต้องคิดต่อว่า แล้วเราจำเป็นต้องรู้ หรือ มีภาษาอังกฤษไว้ทำไม คำตอบคิอ ต้องมีครับ (Must have) เพราะในปัจจุบันนี้ทุกอย่างในชีวิตประจำวันเราคือ ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนและการ ทำงาน อันจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน

ในปัจจุบันนี้ การรู้ภาษาอังกฤษไม่ใช่เป็นเรื่องของความสามารถพิเศษแล้ว ลองจินตนาการการสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานของบริษัท เมื่อคุณตอบคำถามว่า คุณทราบภาษาอังกฤษ ผู้ที่สัมภาษณ์คุณไม่ได้มองว่าคุณมีความสามารถที่โดดเด่นไปจากคนอื่นเลย บางบริษัทที่มีชื่อเสียง ยังบังคับให้คุณไปสอบภาษาอังกฤษกับการสอบที่มาตรฐาน เช่น TOEIC, TOELF, IELS ตลอดจน CU-TEP, TU-GET แล้วนำคะแนนสอบที่ผ่านตามเกณฑ์มาร่วมพิจารณากับคุณสมบัติอื่นๆ ส่วนการสอบเข้าเรียนในระดับต่างๆ แทบไม่ต้องกล่าวถึง ต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษมาเป็นเกณฑ์ หรือ แทบจะเป็นตัววัดตัวสุดท้ายในการตัดสินในการเข้าศึกษา

ยิ่งกล่าวไปทำ ให้เครียด จนมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อภาษาอังกฤษ เราลองย้อนกลับมาพิจารณา แล้วจะทำอย่างไรให้เก่งภาษาอังกฤษ ฉันคิดว่าคงไม่มีกฎเกณฑ์ใดตายตัว หากแต่จะเป็นเรื่องของการแนะนำส่วนตัว แต่ท้ายที่สุดต้องขึ้นกับผู้ที่ศึกษาเองว่ามี Passion แล้วทุ่มเทกับภาษาอังกฤษ แค่ไหน ดังนั้นฉันขอแนะนำวิธีการเรียนรู้ที่สามารถนำเอาไปใช้ นะค่ะ

หากแยกประเภทการเรียนภาษาอังกฤษ ฉันขอแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก คือ

1. ไวยากรณ์ (Grammar)
2. ศัพท์ (Vocabulary)
3. การอ่าน (Reading)
4. การเขียน (Writing)
5. การฟัง (Listening)
6. การพูด (Speaking)

1. ไวยากรณ์ (Grammar)
ไวยากรณ์ หรือ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Grammar ถือว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนไทยเรามาเป็นเวลาหลายสิบปี การเรียนรู้ภาษาอังกฤษขึ้นต้นของผู้เรียน ก็เริ่มจากการเรียนไวยากรณ์ ซึ่งใช้เวลาเกือบสิบปี เรียนกันตั้งแต่เด็กไปถึงผู้ใหญ่ ก็ยังไม่จบ เลยทำให้มีคำถามตามมาว่า ทำไมต้องเรียน เรียนแล้วก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

จริง แล้วการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะทำให้ทราบถึงรูปแบบของภาษาในการเรียงถ้อยร้อยคำที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารให้เข้าใจระหว่างกัน การเรียนไวยากรณ์ต้องใช้ความอดทนในการทำความเข้าใจและจดจำ กฎ และข้อยกเว้นต่างๆ (ซึ่งข้อยกเว้นต่างๆ มักจะนำไปออกข้อสอบ) อีกทั้งต้องคอยสังเกตรูปแบบ

การเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แทบจะไม่มีอะไรมาก นอกเสียจากลองไปหาหนังสือไวยากรณ์ดีๆ สักเล่ม ลองเลือกเล่มที่ไม่ต้องหนามาก เอาขนาดกลางๆ ก็พอ แล้วค่อยๆ ศึกษา ทบทวน กอปรนึกถึงตอนเคยได้รับการเรียนรู้มาแล้ว จากนั้นทำแบบฝึกหัด หากคุณไม่สามารถบังคับตัวคุณให้ทำอย่างนี้ได้ ลองเดินไปเรียนพิเศษ หรือติวหลักไวยากรณ์ เพื่อจะได้เรียนรู้หลักการจำ การทำความเข้าใจภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจจะทำให้คุณเข้าใจไวยกรณ์ภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อเรียนจบแล้ว คุณต้องกลับมาทบทวน ทำความเข้าใจเรื่อยๆ นะค่ะ มิฉะนั้นแล้ว ทุกอย่างจะกลับไปคืนผู้สอนหมด ทำให้คุณเสียเงินและยังเสียเวลา แล้วไม่ได้อะไรอีก

2. ศัพท์ (Vocabulary)

บริบท    CONTEXT              การดำเนินการ    IMPLEMENTATION

ผลลัพธ์    OUTCOMES        ความสัมพันธ์และความสามารถ    Relationships and Capacity

คุณภาพและปริมาณ    Quality and Quantity

ขอบเขตการส่งผลกระทบ ความมีประสิทธิภาพ และความพึงพอใจ    Scope, Effectiveness and Satisfaction

ปัจจัยป้อนแนวทางทรัพยากร    Inputs Influences Resources

กิจกรรม   Activities   ผลผลิต    Outputs

ผลกระทบระยะสั้น    Short Term Impact

ผลกระทบระยะกลาง    Mid Term Impact

ผลลัพธ์    Outcomes         การประเมินผลระหว่างดำเนินโครงการ    FORMATIVE EVALUATION

การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ    SUMMATIVE EVALUATION    บันทึกความเข้าใจ   Memorandum of Understanding

สภานภาพของเราในแง่มุมใดที่เป็นตัวกำหนดความสามารถของเราในการทำในสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้
What aspects of our situation most shaped our ability to do the work we set out to do?

โครงการบรรลุเป้าหมายอะไรในกลุ่มคนทำงานบริการ
What did the project accomplish in the sexworker community?

การประเมินค่าของผลงานที่เกิดจากโครงการที่เราทำในกลุ่มคนทำงานบริการเป็นอย่างไร
What is our assessment of what resulted from our work in the sexworker community?

เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำโครงการประเภทนี้ในชุมชนของเรา
What have we learned about doing this kind of work among a community like ours?

แบบโครงสร้างทางยุทธวิธีด้านการประเมินผล
A Program Logic Model of Evaluation

การประเมินผล    Pra Mern Pon    Evaluation

เป็นทางการ   Pen Tang Kan    Formal

ไม่เป็นทางการ   Mai Pen Tang Kan   Informal

ระดับชาติ   Tua Pra Ted    National

ต่างประเทศ   Dan Pra Ted   International

ข้อตกลงในการอ้างอิง   Ang In    Terms of Reference

มีส่วนร่วม   Me Suan Ruam    Participate

สนับสนุน   Sanup Sanun    Advocate

กฏหมาย   Got Mai    Law

วีซ่า   Ve sa   Visa

ไม่ผิดกฏหมาย  Mai pid got mai    Decriminalised

จดทะเบียน   Jod ta bein    licensing

ผิดกฏหมาย   Pid got mai    Criminal

ส่วนตัว   Sau Tao   Private

จดทะเบียนการค้าทั่วไป   Jog ta bein karn ka    Register

เทศบาลท้องถิ่น   Ted sa barn   Local counsil

รัฐบาลจังหวัด   Jang wot   State government

ทั่วประเทศ    Tao pra ted    Commonwealth

3. การอ่าน (Reading)

ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ (Reading Skills)

การอ่านภาษาอังกฤษ มี 2 ลักษณะ คือ การอ่านออกเสียง (Reading aloud) และ การอ่านในใจ (Silent Reading ) การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านเพื่อฝึกความถูกต้อง (Accuracy) และความคล่องแคล่ว ( Fluency) ในการออกเสียง ส่วนการอ่านในใจเป็นการอ่านเพื่อรับรู้และทำความเข้าใจในสิ่งที่อ่านซึ่งเป็นการอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่นเดียวกับการฟัง ต่างกันที่ การฟังใช้การรับรู้จากเสียงที่ได้ยิน ในขณะที่การอ่านจะใช้การรับรู้จากตัวอักษรที่ผ่านสายตา ทักษะการอ่านภาษา อังกฤษเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญและมีความสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้ ด้วยเทคนิควิธีการโดยเฉพาะ ครูผู้สอนจึงควรมีความรู้และเทคนิคในการสอนทักษะการอ่านให้แก่ผู้เรียนเพื่อให้การอ่านแต่ละลักษณะประสบผลสำเร็จ

4. การเขียน (Writing)

 ย่อหน้าที่ดี ต้องมีเอกภาพ มีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่อง (coherence) เชื่อมโยงเนื้อหา (cohesion) โดยมีการลำดับความ เช่น ตามความสำคัญ มากสู่น้อย หรือน้อยสู่มาก เรียงตามเวลา สถานที่  ใช้คำเชื่อมโยงความ (transitions)

1. โครงสร้างของย่อหน้า
2. 
การเขียน topic sentence
3. 
การเชื่อมโยงความคิดในย่อหน้า และระหว่างย่อหน้า 

             3.1 Signaling words ที่ใช้ในการเชื่อมโยงข้อมูล/ประโยคต่าง ๆ                                      

             3.2 การเชื่อมความโดยการเชื่อมโยงความคิด (cohesion)

4. การปรับแก้ย่อหน้า  
5. 
การเขียนย่อหน้าประเภทต่าง ๆ 
6. 
การเขียนบทความทางวิชาการแบบโต้แย้ง

5. การฟัง (Listening)

ทักษะการฟัง มี ประการ คือ 
1.1 สถานการณ์ในการฟัง สถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการฟังภาษาอังกฤษได้นั้น ควรเป็นสถานการณ์ของการฟังที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง สถานการณ์จริง หรือ สถานการณ์จำลองในห้องเรียน ซึ่งอาจเป็น การฟังคำสั่งครู การฟังเพื่อนสนทนา การฟังบทสนทนาจากบทเรียน วีดิทัศน์ ฯลฯ 
1.2 กิจกรรมในการสอนฟัง ซึ่งแบ่งเป็น กิจกรรม คือ กิจกรรมนำเข้าสู่การฟัง ( Pre-listening)กิจกรรมระหว่างการฟัง หรือ ขณะที่สอนฟัง ( While-listening) กิจกรรมหลังการฟัง (Post-listening)

แต่ละกิจกรรมอาจใช้เทคนิค ดังนี้

1) กิจกรรมนำเข้าสู่การฟัง ( Pre-listening) การที่ผู้เรียนจะฟังสารได้อย่างเข้าใจ ควรต้องมีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสารที่ได้รับฟัง โดยครูผู้สอนอาจใช้กิจกรรมนำให้ผู้เรียนได้มีข้อมูลบางส่วนเพื่อช่วยสร้างความเข้าใจในบริบท ก่อนการรับฟังสารที่กำหนดให้ เช่น การใช้รูปภาพ อาจให้ผู้เรียนดูรูปภาพที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะได้ฟัง สนทนา หรือ อภิปราย หรือ หาคำตอบเกี่ยวกับภาพนั้น ๆการเขียนรายการคำศัพท์ อาจให้ผู้เรียนจัดทำรายการคำศัพท์เดิมที่รู้จัก โดยใช้วิธีการเขียนบันทึกคำศัพท์ที่ได้ยินขณะรับฟังสาร หรือการขีดเส้นใต้ หรือวงกลมล้อมรอบคำศัพท์ในสารที่อ่านและรับฟังไปพร้อมๆกันการอ่านคำถาม

 2) กิจกรรมระหว่างการฟัง หรือ กิจกรรมขณะที่สอนฟัง ( While-listening) เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติในขณะที่รับฟังสารนั้น กิจกรรมนี้มิใช่การทดสอบการฟัง แต่เป็นการ ฝึกทักษะการฟังเพื่อความเข้าใจ” กิจกรรมระหว่างการฟังนี้ ไม่ควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติทักษะอื่นๆ เช่น อ่าน หรือ เขียน หรือ พูด มากนัก

3) กิจกรรมหลังการฟัง (Post-listening) เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาภายหลังที่ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมระหว่างการฟังแล้ว เช่น อาจฝึกทักษะการเขียน สำหรับผู้เรียนระดับต้น โดยให้เขียนตามคำบอก (Dictation) ประโยคที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นการตรวจสอบความรู้ ความถูกต้องของการเขียนคำศัพท์ สำนวน โครงสร้างไวยากรณ์ ของประโยคนั้น หรือฝึกทักษะการพูด สำหรับผู้เรียนระดับสูง โดยการให้อภิปรายเกี่ยวกับสารที่ได้ฟัง หรืออภิปรายเกี่ยวกับอารมณ์หรือเจตคติของผู้พูด เป็นต้น น่ะค่ะ

 

 

โดย Bumeja

 

กลับไปที่ www.oknation.net