วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทักษิณคิด-เต็ง เส่งทำ (แต่ต้องมีเงินทุนจริงๆ)


 

การลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ว่าด้วยการขยายความร่วมมือเพื่อการส่งเสริม

การพัฒนาอย่างยั่งยืนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์หรือพม่า

ซึ่งเป็นการลงนามร่วมกันระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย กับพล..เต็ง เส่ง

ประธานาธิบดีพม่า เมื่อครั้งที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือน

กรกฎาคม 2012 นั้นถือเป็นความคืบหน้าครั้งแรกของความพยายามของฝ่ายไทยในอันที่จะเชื่อม

โยงเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในพม่าเข้ากับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบังในทะเล

ตะวันออกของไทย หลังจากที่โครงการนี้มีอันต้องเงียบหายไปนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา เพราะ

พิษภัยทางการเมืองในไทยเป็นต้นเหตุ

 

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการที่ว่านี้ยังได้รับการแต่งเติมให้มีสีสันมากขึ้นไปอีก เมื่อปรากฏว่ารัฐบาล

ไทยภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์นั้นได้ร่วมกับ ยัน ทุน รองประธานาธิบดีพม่า ในการเป็น

สักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารว่าด้วยการจัดตั้งกลไกคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่าง

ไทยกับพม่าเพื่อให้รับผิดชอบโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและโครงการที่เกี่ยวข้อง

ดังกล่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2012

 

นอกจากนี้ เนื่องจากว่าการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญดังกล่าวยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่

อดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง ทักษิณ ชินวัตร จะพบปะเจรจาร่วมกับพล..เต็ง เส่ง ที่กรุงเนย์ปิดอว์

เพียงวันเดียวเท่านั้นด้วยแล้ว จึงทำให้ดูเหมือนว่าทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าได้มีสัญญาร่วม

กันอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะเดินหน้าโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและโครง

การที่เกี่ยวข้องในพม่าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งอย่างแน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในเวลานี้ก็คือว่ารัฐบาลไทยจะนำเงินทุนมาจากแหล่งใด เพราะการที่จะ

ดำเนินการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและโครงการที่เกี่ยวข้องในพม่านั้น จะต้องใช้เงินทุน

ขั้นต้นไม่น้อยกว่า 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือมากกว่า 1.7 ล้านล้านบาทสำหรับใช้ในการ

พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่นโรงไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึก และ ถนนเชื่อมต่อจากทวายมา

ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น

 

ซึ่งถ้าหากว่าการปฏิบัติที่เป็นจริงในระยะต่อไปนี้ยังคงเป็นเช่นในช่วงที่ผ่านมากล่าวคือกลุ่มอิตัล

ไทยที่ได้รับสัมปทานโครงการทั้งหมดจากรัฐบาลพม่าเมื่อกว่า 2 ปีมาแล้วนั้น แต่ก็ไม่สามารถ

ที่จะขับเคลื่อนโครงการได้เลย เพราะขาดแหล่งสนับสนุนทางด้านเงินทุนมาโดยตลอดนั้นก็ได้

ยังผลทำให้รัฐบาลพม่าเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ทำให้ต้องสั่งให้ยกเลิกโครง

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมาแล้วเมื่อต้นปีนี้

 

แน่นอนว่าการสั่งยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวนี้โดยทางการรัฐบาลพม่านั้นย่อมจะ

สร้างความวิตกกังวลให้กับเอกชนไทยผู้ลงทุนในโครงการอย่างกลุ่มอิตัลไทยอยู่ไม่น้อย แต่สำ

หรับทางการรัฐบาลทหารพม่าที่แปลงร่างมาเป็นรัฐบาลพลเรือนอย่างสมบูรณ์แบบตามวิถีของ

การเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2010 ที่ผ่านมาแล้วนั้นย่อมไม่เพียงจะถือว่าเป็นการส่งสัญญาณให้

ฝ่ายไทยได้เห็นถึงความมิพึงพอใจดังกล่าวเท่านั้น หากยังถือเป็นการเสี่ยงที่น่าจะคุ้มค่าอย่างยิ่ง

 

 

ทั้งนี้เพราะการตัดสินใจยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์ ด้วย

เหตุผลที่ว่าเพื่อเป็นการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมธรรมชาติ และป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อวิถี

ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ นอกจากจะสามารถสร้างภาพพจน์ของการเห็น

ความสำคัญของสิ่งแวด ล้อมธรรมชาติและการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชน

ให้กับรัฐบาลพม่าได้ในระดับหนึ่งแล้ว การตัดสินใจเช่นนี้ของรัฐบาลพม่าก็ยังจะนำมาซึ่งการยอม

รับจากนานาชาติมากขึ้นอีกด้วย

 

แน่นอนว่าเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมมิใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการวางแผนแต่อย่างใด หากถือ

เป็นความชาญฉลาดโดยแท้ของผู้นำในพม่าที่ได้กำหนดจังหวะก้าวต่างๆไว้อย่างเป็นขั้นตอน

อยู่แล้ว ซึ่งก็จะเห็นได้จากการดันร่างรัฐธรรมนูญออกมาบังคับใช้จนเป็นผลสำเร็จในปลายปี

2008 ต่อเนื่องด้วยการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2010 แล้วจัดตั้งเป็นรัฐบาลพลเรือนและ

ครองอำนาจทางการเมืองในพม่าโดยชอบธรรมเรื่อยมาจนเท่าทุกวันนี้ ทั้งก็ยังเชื่อว่าจะยังคง

ครองอำนาจต่อไปอีกนานถ้าหากรัฐบาลพม่ายังจะแสดงออกในสิ่งที่ชาญฉลาดและเป็นที่ยอม

รับของนานาชาติเช่นนี้ต่อไป

 

โดยกรณีตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลพม่ามีความมั่นใจว่า การตัดสินใจดำเนินในแนวทางนี้

จะทำให้ตนได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่านั้น ก็คือการตัดสินใจให้หยุดโครงการก่อสร้างเขื่อน

มิตสอน (Myitsone) โดยการประกาศของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง เมื่อปลายปี 2011 ที่ไม่เพียง

จะทำให้ประชาชนในรัฐคะฉิ่นและบรรดาองค์กรอนุรักษ์สภาพแวดล้อมธรรมชาติทั้งหลาย

ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับสากลเท่านั้นที่ได้แสดงความชื่นชมต่อการตัดสินใจดังกล่าว

หากยังทำให้มหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกานั้นได้แสดงการชื่นชมอย่างออกหน้า

ออกตาอีกด้วย เพราะว่าการตัดสินใจดังกล่าวของ เต็ง เส่ง นั้นถือเป็น การขัดผลประโยชน์

ของจีนในพม่าอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกด้วย

 

ยิ่งไปกว่านั้น การตัดสินใจดังกล่าวนี้ของ เต็ง เส่ง ก็นับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อประธานาธิบดี

สหรัฐฯ อย่าง บารัก โอบามา นั้นได้ประกาศอย่างชัดเจนในโอกาสร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอา

เซียนครั้งที่ 19 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2011 ที่ผ่านมาว่ารัฐ

มนตรีว่าการต่างประเทศของสหรัฐฯ ฮิลลารี คลินตัน จะเดินทางไปเยือนกรุงย่างกุ้งและเมืองเน

ปิดอว์ในต้นปี 2012 ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงตามการประกาศดังกล่าว

 

ครั้นเมื่อสหรัฐฯ ได้เริ่มแง้มประตูเพื่อที่จะทำการคบค้าสมาคมกับรัฐบาลพม่าเช่นนี้ (หลังจากที่

เป็นตัวตั้งตัวตีในการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลทหารพม่านับตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา)

ก็ได้ยังผลทำให้นานาชาติหันมาให้ความสำคัญกับการเรียกร้องให้มีการยุติการคว่ำบาตรต่อรัฐ

บาลพม่ามากขึ้นติดตามมาโดยมีกลุ่มอาเซียนที่พม่าเป็นสมาชิกอยู่ด้วยนั้นเป็นตัวตั้งตัวตี ติดตาม

ด้วยรัฐบาลออสเตรเลียนั้นก็ถึงกับได้ประกาศยกเลิกรายชื่อนายทหารพม่าที่ถูกห้ามเดินทางเข้า

ไปในออสเตรเลียอีกต่างหาก

 

ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่น อังกฤษ สหภาพยุโรปรวมถึงสหรัฐฯด้วยนั้น ถึงแม้ว่าจะยังคงวางท่าด้วยการ

วางเงื่อน ไขให้รัฐบาลพม่าปฏิบัติตามในเรื่องต่างๆนานาก่อนที่จะพิจารณายกเลิกการคว่ำบาตร

ดังกล่าวก็ตาม แต่นั่นก็เป็นเพียงแบบวิธีปฏิบัติทางการทูตเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว

ทุกประเทศต่างก็เกรงว่าการยึดมั่นถือมั่นตามแบบวิธีดังกล่าวนี้ ย่อมจะทำให้ตนต้องเสียโอกาสใน

การที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์ในพม่าได้หรือตามไม่ทันประเทศอื่นเป็นแน่

 

ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่ โคอิจิโร เกมบะ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของญี่ปุ่น ได้ตก

ลงร่วมกับ วันนา หม่อง วิน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของพม่าว่า จะเร่งจัดทำข้อตกลงทวิภาคี

ว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนระหว่างญี่ปุ่นกับพม่าเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการให้เร็ว

ที่สุดเพื่อที่ว่าจะได้ทำ ให้การลงทุนของญี่ปุ่นในพม่านั้นไล่ตามทันจีนและไทยให้ได้

 

รายงานล่าสุดของกระทรวงแผนการและการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียน

มาร์ (ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการของพม่า) ระบุว่าการลงทุนของต่างประเทศในพม่ามีมูลค่าสะสม

กว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ โดยประเทศที่มีมูลค่าการ

ลงทุนในพม่ามากที่สุดนั้นก็ได้เปลี่ยนมือจากประเทศไทยมาเป็นจีนอย่างเบ็ดเสร็จแล้วในเวลานี้

 

กล่าวสำหรับการลงทุนในภาคพลังงาน น้ำมันและแก๊สธรรมชาติในพม่าจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ปรากฏ

ว่ามีมูลค่ารวมกันมากถึง 32,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนเพื่อการสำรวจ

ขุดค้น หาน้ำมันและแก๊สธรรมชาตินั้นถือเป็นภาคการลงทุนที่มีแนวโน้มจะแข่งขันกันอย่างดุเดือด

มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากรายงานของวิสาหกิจน้ำมันและแก๊ส (MOGE) ของรัฐบาลพม่า ได้ระบุอย่าง

ชัดเจนว่าในปัจจุบันนี้ได้อนุมัติให้สัมปทานในการสำรวจขุดค้นหาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติทั้งบน

บก และในทะเลที่เป็นเขตน่านน้ำของพม่าไปแล้วมากกว่า 100 พื้นที่

 

โดยผู้ที่ได้รับสัมปทานนั้นก็มีทั้งบรรษัทจากจีน ฝรั่งเศส อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ออสเตร

เลีย ฮ่องกง และไทย ส่วนสหรัฐฯและอังกฤษนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ลงทุนโดยตรงก็ตาม แต่ในความ

เป็นจริงแล้วก็เข้าไปในฐานะผู้ร่วมลงทุนอยู่แล้ว ดังเช่นในกรณีของ Chevron Corporation ได้ร่วม

ลงทุนในสัด ส่วน 25.5% ในโครงการขุดค้นและท่อส่งแก๊สธรรมชาติจากแหล่ง YADANA ที่อ่าว

เมาะตะมะในเขตทะเลอันดามันของพม่า มาขายให้ไทยในปริมาณเฉลี่ย 500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อ

วัน นับตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมาแล้ว ซึ่งทำให้พม่าได้รับผลประโยชน์จากการขายแก๊สฯให้กับไทยมาก

กว่า 9 หมื่นล้านบาทในปี 2011 ที่ผ่านมาและคาดว่าจะถึง 1 แสนล้านบาทในปี 2012 นี้ด้วย

 

แน่นอนว่าผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดนั้น ก็คงจะไม่มีใครเกินบรรษัทข้ามชาติของจีน China National

Petroleum Corporation (CNPC) และ China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) ไปได้

แต่การที่รัฐบาลพม่าเชื่อว่าในเขตอธิปไตยของพม่าทั้งบนบกและในทะเลนั้น ยังคงมีทรัพยากรน้ำ

มันและแก๊สฯอีกอย่างมหาศาลหรือมากกว่าที่สำรวจพบแล้วในเวลานี้นับร้อยเท่า จึงทำให้รัฐบาล

พม่าต้องการที่จะดึงการลงทุนทั้งจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ตลอดจนอาเซียนด้วยกันให้มาก

ขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างผลประโยชน์จากการส่งออกน้ำมันและแก๊สฯ

ให้ได้ถึง 2 หมื่นล้านดอล ลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2020 (เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันนี้มากกว่า 10 เท่า)

 

ซึ่งด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดที่บรรษัทข้ามชาติในธุรกิจด้านพลัง

งานทั้งหลายอย่างเช่น CHEVRON Corp. จากสหรัฐฯ TOTAL S.A. จากฝรั่งเศส PETRONAS จาก

มาเลเซีย DAEWOO จากเกาหลีใต้ ONGC จากอินเดีย DANFORD EQuities จากออสเตรเลีย

SUN ITERA จากรัสเซีย และ PTT-EP จากไทยต่างก็เตรียมการที่จะขยับขยายการลงทุนในพม่าเพิ่มมาก

ขึ้นในเร็วๆนี้

 

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลพม่ายังได้ฝากความหวังในการพัฒนาทางเศรษฐกิจแห่งชาติไว้กับโครงการ

พัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทวาย ซึ่งได้ตกลงใน MOU ร่วมกับรัฐบาลไทยตั้งแต่

ปี 2008 เป็น ต้นมาแล้วนั้น จึงทำให้รัฐบาลพม่าภายใต้การนำของ เต็ง เส่ง พร้อมที่จะเดินหน้าโครง

การนี้ต่อไปอย่างสุดกำลัง โดยมีเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือฝ่ายไทยต้องทุ่มเงินทุนเข้าไปใน

โครงการจริงๆ แต่ถ้าหากรูปการณ์ยังจะเป็นเช่นที่ผ่านๆมา เต็ง เส่ง ก็พร้อมที่จะล้มโครงการได้ทุก

เมื่อเช่นกัน โดยไม่สนใจว่าใคร? เป็นผู้ที่คิดริเริ่มโครงการนี้ เพราะยังมีประเทศอื่นๆอีกมากมาย

ที่มีเงินทุนมากกว่าไทย!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net