วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คณะเรียนสอดคล้อง AEC และสาขาที่ล้นตลาด


           การเป็นประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558 นั้น แม้กระแสในประเทศไทยยังถือว่าไม่แรง เมื่อเทียบกับประเทศ อื่นๆ ในขณะที่หลายๆ ฝ่ายกำลังให้ความสำคัญและเอาใจใส่ หวังให้คนในประเทศได้ตื่นตัวและตระหนักเพื่อเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้อง

          หนึ่งในประเด็นที่เหมาะสมกับเหล่านักเรียน วัยรุ่น นิสิตนักศึกษา คงหนีไม่พ้นเรื่อง “การศึกษา” กับบริบทการเป็นประชาคมอาเซียน โดยทางประชาคมอาเซียนนั้น ได้เปิดให้ 7 อาชีพเคลื่อนย้ายแรงงานได้แก่ แพทน์ พยาบาล, ทันตแพทย์, วิศวกร , สถาปนิก, นักสำรวจ, นักบัญชี ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานเหล่านี้ กลายเป็นอาชีพยอดฮิต เพราะเป็นตลาดแรงงานมีความต้องการในท้องตลาดสูง และที่สำคัญหากินได้ทั่วทั้งอาเซียน

         ในทางตรงกันข้าม ในประเทศไทยเองดูเหมือนว่า อาชีพเหล่านี้ ไม่ใช่อาชีพที่นักศึกษาไทยชอบเรียนสักเท่าไหร่ หากลองไปสัมภาษณ์ว่า อยากเรียนคณะใดในชั้นอุดมศึกษา คาดว่าผลหยั่งเสียง และค่านิยมของนักศึกษาไทย คาดว่าอาชีพในฝันคงหนีไม่พ้นงานสายบันเทิง หรือไม่ก็งานสายสังคมศาสตร์ ซึ่งวัดได้จากจำนวนนักศึกษาที่จบมาแต่ละปี หนักไปทาง นิเทศศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งค่อนข้างมีจำนวนบัณฑิตเยอะแยะมากมาย มากกว่าความต้องการของตลาด

        อีกทั้ง หากมองในเรื่องการประกอบอาชีพแยกออกเป็นงานเอกชน ยกตัวอย่าง พวกจบสายนิเทศศาสตร์ ซึ่งคณะนี้หนักไปทางทำงานสายบันเทิง เช่นไปเป็นนักข่าว นักเขียน และนักแสดง แต่หากวิเคราะห์ดูแล้วจะพบว่า ในแต่ละบริษัทเปิดรับพนักงานไม่เยอะ และหากไม่มีประสบการณ์บอกตรงๆ ว่ายากสุดๆ หากจะขยับไปทำงานราชการ ก็สามารถไปสอบได้ในตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ ซึ่งการเปิดรับสมัครก็เปิดรับเพียงแค่ 1 อัตราต่อหน่วยงานราชการหนึ่งที่ ที่เหลือก็ขึ้นบัญชีรอไว้ก่อน โดยไม่มีกำหนดว่าจะได้รับการเรียกตัวเมื่อใด

     ในขณะที่งานสายรัฐศาสตร์ ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เหมะสมกับการรับราชการ หากไปสอบก็สามารถลงสอบได้ในหลายตำแหน่ง เช่น นักทรัพยากรบุคคล นักวิเคราะห์นโยบายและแผน หรือนักปกครอง เป็นต้น แต่จำนวนผู้แข่งขันก็มีจำนวนมาก หรืออาจประมาณเฉลี่ยได้ว่าอัตรา 1 ต่อ 1,000 คน ก็ว่าได้ อาจไม่อยากจะไปทำงานราชการ กรณีจบรัฐศาสตร์ งานสายเอกชนก็ถือว่าตีบตันมาก ที่คิดออกก็น่าจะมีเพียงฝ่ายบุคคล (Human Resources) เพียงเท่านั้น

    ดังนั้น หากจะมองถึงเรื่องค่านิยมของนักศึกษาไทย ซึ่งเลือกเรียนเพราะใช้คำว่าชอบเป็นหลัก ไม่ได้มองในเรื่องตลาดแรงงาน อาจทำให้อัตราการว่างงานมีเยอะ และน่าจะเป็นปัญหาระยะยาว หากสัดส่วนดีมานด์กับซัพพลาย ในทางอาชีพไม่สมดุลกันเช่นนี้

    สอดคล้องกับค่านิยมของสังคมไทยพบว่ายังคงนิยมศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากถึง 60% ขณะที่สัดส่วนสายอาชีพอยู่ที่ 40% ให้มีนักศึกษาจบจากสายสามัญ มีจำนวนมากจนเกินพอดี แต่ตลาดสายแรงงานแบบอาชีวะ แลดูจะขาดแคลนอย่างมาก

    หวังอย่างยิ่งกลไกสำคัญอย่าง กระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายและยุทธศาสตร์รองรับอย่างไร และการเปิดประชาคมอาเซียนที่ให้เสรีทางด้านแรงงาน 7 ประเภท ที่กล่าวไว้ในตอนต้น จะทำให้แรงงานไทยได้เปรียบ - เสียเปรียบ อย่างไรบ้าง ฝากให้ทุกคนช่วยคิดและหาทางออกร่วมกันด้วยนะครับ !!!

 

โดย เสต็ปเทพ

 

กลับไปที่ www.oknation.net