วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปรับเสด็จทำไม...


ไปรับเสด็จทำไม...

4 ธันวาคม 2555

                ข่าวการเสด็จมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคมของในหลวงแพร่สะพัดไปทั่วราชอณาจักรไทย ใคร ๆ ก็อยากไปรับเสด็จ ผมก็ตั้งใจเอาไว้ ว่าจะไปรับเสด็จในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 เลยฝากภรรยาซื้อเสื้อสีเหลือให้สักตัว

                แต่คืนวันที่ 4 เหมือนจะมีงานอะไรสักอย่าง ทำให้นอนดึก กะเอาไว้ว่า ในวันรุ่งขึ้นจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อรีบไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า เกิดอาการลังเลว่า จะไปดีไหม แต่เอ..เราตั้งใจไว้แล้วนะ

                ความจริง ไป หรือ ไม่ไป ใครก็ไม่ได้บังคับ แต่ผมไปโพสต์ไว้ในเฟสบุ๊คแล้ว และก็ตั้งใจไว้แล้ว อยู่ดี ๆ จะมายกเลิกเพราะความ “ขี้เกียจ” หรืออะไรก็สุดแท้แต่จะอ้าง เพราะต้องตื่นเช้าถึงจะไปทัน

                ครั้งก่อนโน้น เมื่อ 9 มิถุนายน 2549 ผมได้ลางานไปรับเสด็จ ณ บริเวณแห่งนี้ ซึ่งก็มีประสบการณ์มาก่อนหน้านี้แล้วว่า การไปรับเสด็จนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ๆ ประชาชนจำนวนไมน้อย มารอรับเสด็จกันข้ามวันข้ามคืน ลองนึกถึงความยากลำบากในการอยู่การกิน ไหนจะต้องเข้าห้องน้ำ พระองค์เสด็จตอน 10 นาฬิกา แต่ว่า 4 ชั่วโมงก่อนหน้า ประชาชนเต็มลานพระบรมรูปทรงม้าแล้ว

                คนที่ไปรับเสด็จนั้น เป็นผู้ที่มีความเสียสละ อดทน และมุ่งมั่นอย่างยิ่ง ไม่ได้หมายความว่า คนที่ไม่ไปไม่มีความจงรักภักดิ์ดี แต่หมายถึงว่าคนที่ไปรวมเป็นจุดเหลืองเล็ก ๆ นั้น ถือว่าเป็นสุดยอดจริง ๆ

                ท่านลองคิดดูนะครับ ใครจะไปอดทนนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนพื้นปูนแข็ง ๆ กลางแจ้งได้เป็นวัน ๆ อย่างน้อยก็ 3-4 ชั่วโมง ต้องทนร้อน อดทนต่อความหิว ความอยาก ความเมื่อยล้า อดทนต่อสภาพแวดล้อมรอบข้าง อดทนต่อคนมากหน้าหลายตา พูดถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง

                ในครั้งนั้น พลังประชาชนมากมายจนต้องเอาแผงกั้นด้านขวางออก ทำให้ขยับชิดกันเข้าไปได้ และเคลื่อนตัวได้ดี แต่ว่า ทุกคนต้องเข้าใจว่า ถ้าลุกออกไปแล้ว จะกลับเข้ามาที่เดิมได้ยากยิ่ง ดังนั้น ถึงบอกว่า ไม่ได้อยากมาเพราะอะไร ไม่ได้อยากออกทีวี อยากดัง มาก็ลำบาก แต่ว่า มาเพื่อรับเสด็จและถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์

5 ธันวาคม 2555

                ตัดสินใจ ฮึดลุกขึ้นในตอนตี 5 กว่า ๆ อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ปั่นจักรยานไปหน้าหมู่บ้าน นั่งรถไปรังสิต ต่อรถไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปถึงที่นั่นก็ประมาณ 7 โมงกว่า ๆ แล้ว ต้องหาห้องน้ำก่อน หายากเหลือเกินห้องน้ำสาธารณะบ้านเรา อาศัยไปเข้าที่โรงพยาบาลราชวิถี และต้องกินข้าวเช้าด้วย ไม่งั้นจะไม่มีกำลังเพื่อไปอดทน ก่อนจะขึ้นรถเมล์ไป รถไปได้ไม่ไกลหรอกครับ เพราะเขาเริ่มปิดถนนกันแล้ว จึงต้องลงเดินตั้งแต่ทางรถไฟ ตรงหัวมุมของสนามม้านางเลิ้ง ถนนศรีอยุธยา เดินกันไปจนถึงวัดเบญจมบพิตร เมื่อไปถึงบริเวณนั้นคนก็เริ่มเยอะแล้ว มีร้านค้าอยู่ข้างถนนด้วย แปลกใจมากว่าทำไมถึงอนุญาตให้ขายของ เหมือนว่าครั้งที่แล้วไม่มี

                ไปถึงก็ไม่มีที่แล้วครับ เพราะมันเต็มตั้งแต่ 6 โมงเช้าแล้ว คิดในใจว่าไม่เป็นไร อาศัยว่าได้มาเข้าเฝ้ารับเสด็จ อยู่ไกล ๆ ก็ดูจอที่เขาจัดเตรียมไว้ให้เป็นจุด ๆ ก็ได้ แต่ก็พยายามขยับเดินเข้าไป มีคนเดินสวนออกมา คนที่เพิ่งมาก็เดินเข้าไป คนออกก็บอกว่า อย่าเข้าไปเลย ที่มันเต็ม ไม่มีแม้แต่ที่ยืน คนมาใหม่ก็ไม่ฟังครับ ผมก็คนหนึ่งเหมือนกัน เดินไปจนถึงร้านนวดเท้า ที่เอาเก้าอี้นอนมาวางอยู่ 5-6 อัน มันก็เกะกะทางเดิน และร้านขายของต่าง ๆ ก็กีดขวางทางเหมือนกัน ผมเห็นท่าไม่ดี เลยไปยืนแอบตรงซอกหลังเก้าอี้นวดนั่นแหละครับ ยืนไปยืนมา ก็มีฝรั่งหนวดยาวมายืนใกล้ ๆ

                บทสนทนาจึงเริ่มขึ้น อยากรู้ว่าเขามาทำไม เขาก็บอกว่ารู้ว่าวันนี้เป็นวันพระราชสมภพของในหลวง ก็เลยอยากมาดู เป็นชาวเยอรมันชื่อ Svan เป็นนักท่องเที่ยว และเขาก็บอกว่าเขาชอบจังหวัดน่าน และพูดเกี่ยวกับเรื่องจังหวัดน่านยกใหญ่ ผมก็เลยบอกว่า ผมนี่แหละครับคนจังหวัดน่าน เขาก็ดีใจ คุยกันไปเรื่อย ๆ ฆ่าเวลา

                เนื่องจากที่ตรงที่ผมยืน เป็นที่หลบข้างทาง ตรงหน้าก็จะเห็นประชาชนเบียดเสียดกันเข้าออก บ่นกันมั่ง บางคนก็เหน็บแนมร้านนวดฝ่าเท้าบ้าง เห็นแก่ตัว อะไรก็ว่าไป พี่คนหนึ่งมาจากทางใต้ เธอบอกว่า มาตั้งแต่เมื่อคืน มานอนจองที่ไว้ แต่เดินออกมาเข้าห้องน้ำ กลับเข้าไปไม่ได้

                ยืนอยู่ตรงนั้นก็ได้เห็นได้ฟังอะไรตามประสาชาวบ้าน จึงหันไปถาม Svan ว่า อยากเข้าไปลึกแค่ไหน เขาบอกว่า อยากเห็นว่า ตรงทางตรงนั้นจะไกลแค่ไหนเมื่อมองไปยังพระที่นั่ง ผมก็เลยพาเขาฝ่ามวลชนเข้าไป เดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงร้านขายน้ำ คือมันเป็นรถเข็ญ ก็เข้าไปได้แค่นั้น เพราะตรงนั้นเป็นป้อมยามตำรวจ อีกนิดเดียวก็จะถึงแยก (ถนนราชดำเนินนอก) สุดท้ายก็ปลงว่า เดี๋ยวมองจอเอาก็ได้ ยืนอยู่ได้สักพัก Svan ขยับห่างออกไป ผมยืนอยู่ที่เดิม

                และแล้ว เยื้องไปทางขวา ก็มีคนตะโกนบอกว่า มีคนเป็นลม ผมก็ยืนดูอยู่  ตอนแรกเหมือนเขาจะพาเข้าป้อม แต่เห็นฉุกละหุกกันอยู่ ทำไปทำมา สักพัก ก็เห็นตัดสินใจกันว่า หามคนป่วยไปเต้นท์พยาบาล แต่หามมาตรงหน้าผมพอดี จะยืนเฉยอยู่ไม่ได้ เพราะวันนี้ผู้หญิงมาเยอะมาก ผู้ชายคงจะไม่ถึงร้อยละ 20 เป็นแน่ ก็เลยต้องกระโจนไปช่วยประคองช่วงหลัง คือหามแนวนอนครับ แล้วตัวเธอหนักไม่ใช่เล่นเป็นคนอวบขนาดนั้น ห้ามวิจารณ์คนป่วยครับ เป็นลมพร้อมกัน 3 คนเลยทีเดียวตรงจุดเดียวกัน คนที่ผมช่วยอุ้มนั้นเป็นรายแรก มันลำบากตรงที่ต้องฝ่าฝูงชนที่ทั้งนั่งและยืนอยู่ตรงนั้นเดินไปยังเต้นท์พยาบาลซึ่งอยู่ตรงริมทางถนนอู่ทอง หรือกำแพงสนามเสือป่า ระยะจะราว ๆ เกือบ 100 เมตรเห็นจะได้ หามไป ๆ มันแขนเริ่มล้า....สงสารผู้หญิงที่ช่วยหามมา เธอก็ต่างตะโกนหาใครช่วยมาเปลี่ยน เพราะแขนเริ่มไม่มีแรง ดีที่มีผู้ชาย และทหารอยู่แถวนั้นก็ช่วยกัน แต่ผมไม่มีใครเปลี่ยน ก็กลั้นใจไปส่งถึงเปล คือจะทิ้งลงกลางทางก็หาได้ไม่ ผิดจรรยาบรรณมนุษย์ผู้อารี ก็เลยถึงมือพยาบาลด้วยความปลอดภัย

                ด้วยการที่ได้ช่วยผู้ป่วยที่เป็นลมนี่เอง ทำให้ผมได้เดินเข้ามาถึงบริเวณใกล้กับพระบรมรูปทรงม้า ทำเนียนเดินแทรกเข้าไป ครั้งก่อนผมเข้าไปได้ใกล้กว่านี้ เพราะไม่มีเหล็กกั้นในช่องทางขวาง พอทุกคนยืนขึ้น ทำให้ที่ทางมันกระชับกันเข้าไป และยืนกันได้มากขึ้น

                เมื่อถึงเวลา พระองค์ก็เสด็จมาถึง ทุกคนก็ต้องลุกเพื่อแสดงความเคารพและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ช่วงนี้เป็นโอกาสที่เราจะขยับเข้าไปได้อีก ผมก็เลยพบช่องว่าและเดินเข้าไปจนมองเห็นช่วงกลาง และได้ชื่นชมพระบารมีอย่างตื้นตันใจ

                ผมรู้ดี และผมก็คิดว่าทุกคนรู้ดีว่า การมารับเสด็จจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างนี้ แต่ยังไงก็ไม่อาจทัดทาน ความตั้งใจที่จะมารับเสด็จเพื่อแสดงความจงรักภักดิ์ดีต่อพระองค์ได้ และความลำบากเพียงเท่านี้ ก็คงไม่ถึงเศษเสี้ยวที่พระองค์ทรงตรากตรำเพื่อประชาชนของพระองค์มาโดยตลอด 6-7 ทศวรรษ

                ผู้คนแซ่ซ้อง กล่าวคำว่า ทรงพระเจริญ จนฟังอะไรไม่ถนัด ครั้งนี้ เขาติดตั้งลำโพงไว้ไกลหรืออย่างไร ทำให้เสียงในพิธีค่อยเกินไป แต่ก็มองเห็นภาพทั้งบนจอและทั้งไกล ๆ ลิบตา

                ความจริงคนที่ไปเราก็จะเผชิญกับคนกันเอง ทั้งการกระทบกระทั่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งการพูดจาที่อาจขัดใจกัน เช่น คนที่นั่งก็บอกให้คนที่ยืนนั่งลง บางคนก็นั่งไม่ได้ เพราะลำพังที่จะยืนก็ยังแทบจะยืนไม่ได้ หรือบางทีตอนเดินกลับ ทางมันแคบ คนข้างหลังก็ดันคนข้างหน้า ก็บ่น ๆ กันไป ผมนึกในใจ ทุกคนควรใจเย็น ๆ มีแต่คนดี ๆ ทั้งนั้นแหละที่มารับเสด็จ อะไรก็ยอม ๆ กันไป แบ่ง ๆ กันไป

                เสร็จภารกิจแล้ว ผมก็เดินต่อไปทางถนนพิษณุโลก เพราะนัดเพื่อนคนญี่ปุ่นไว้ ที่ถนนข้าวสาร ผมเดินไปถึงนั่นเลย เพราะรถติดแบบไม่มีที่ขยับ ระหว่างทาง ได้เจอกับทหารรักษาพระองค์ ที่กำลังเดินขบวนกลับมาขึ้นรถที่จอดอยู่บริเวณถนนพิษณุโลก จึงได้ถ่ายรูปไว้ สง่างามจริง ๆ ครับ 

                วันนั้นใส่รองเท้าใหม่ไป และเดินเยอะหน่อย เดินต่อไปจากถนนข้าวสารไปยังสนามหลวง ไปท่าเตียนเพื่อขึ้นเรอ พาเพื่อนไปวัดอรุณ ถึงตรงวัด เริ่มเจ็บเท้าแล้ว ไม่ไหว นั่งพักแถวนั้น และข้ามฝากกลับมาที่เดิม เดินไปสนามยิงปืน เพราะเพื่อนอยากยิงปืน ต่อจากนั้น ก็ยังไปเดินที่พาราก้อนอีก กลับมาบ้านตอน 2 ทุ่ม เท้าบวมหมดเลย แต่มีความสุขมาก ๆ

                ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ปล. 1. หลังจากนั้น Svan ส่งขอความมาทาง FB ขอบคุณสำหรับมิตรไมตรี และ เราหลงกันเสียแล้ว ..... 

2. วันรุ่งขึ้น ปวดแขน นึกขึ้นได้ว่าไปทำอะไรมา

3. วันรุ่งขึ้น เท้าพองน้ำเป็นจุด ๆ แต่ยังทนได้ ไปทำงานปกติครับ

4. เมื่อตอน 5 ขวบ แม่พาไปรับเสด็จที่เพชรบูรณ์ ไปตั้งแต่ 7 โมงเช้า กลับ 2 ทุ่ม

5. ครั้งนี้ คนเยอะกว่าคราวที่แล้วมากครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ในพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร ความว่า

“คำอวยพรและคำปฏิญาณสัญญา ที่ทุกท่านได้กล่าวนั้น เป็นที่ประทับใจมาก ขอขอบพระทัยและขอบใจท่านทั้งหลาย ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน ที่พรั่งพร้อมกันมาด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต

ความปรารถนาดีและความพร้อมเพรียงกันของทุกท่าน อย่างที่ได้เห็นในวันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจ มีกำลังใจมากขึ้น ด้วยมีความเชื่อเสมอมาว่า ความเมตตาปรารถนาดีของท่านต่อกันนี้ เป็นปัจจัยอย่างสำคัญ ที่จะทำให้ความพร้อมเพรียงให้เกิดมีขึ้น ทั้งในหมู่คณะ และในชาติบ้านเมือง และถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้ประจำอยู่ในจิตใจ ก็มีความหวังได้ว่า บ้านเมืองไทย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ก็จะอยู่รอดปลอดภัย และดำรงมั่นคงต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน”

“ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่าน และชาติไทย ให้มีแต่ความผาสุก ร่มเย็น ยั่งยืนไป”

หมายเหตุ : ทรง “ขอบพระทัย” พระบรมวงศานุวงศ์ และทรง “ขอบใจ” ข้าราชการและประชาชนทุกหมู่เหล่า

 

 

 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net