วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Belgium: Ypres คือเป้าหมายปลายทาง


      The Great War (1914 – 1918) เป็นมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ของโลกช่วงต้นศตวรรษที่ 20

 

      สี่ปีของสงครามจาก พ.ศ. 2457 - 2461 สร้างผลกระทบมหาศาลต่อมวลมนุษย์ เมื่อสงครามใหญ่ที่เกิดขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ. 2482 ถูกเรียกว่าสงครามโลกครั้งที่สอง The Great War จึงเปลี่ยนเป็น First World War  

 

      The Great War มีเวทีใหญ่ของการรบพุ่งที่เบลเยี่ยมและฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์กล่าวว่าความสูญเสียอย่างมหาศาลและรุนแรงนั้น เกิดจากการเปลี่ยนวิธีรบ และความก้าวหน้าในการคิดค้นอาวุธสังหารแบบใหม่ ที่ปลิดชีวิตของสรรพสิ่งอย่างรวดเร็วราวใบไม้ที่หลุดจากขั้วในฤดูใบไม้ร่วงของทุ่ง Flanders

 

      ผ่านเลยจาก Bruges ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มีเมืองโบราณแห่งยุคกลางที่มีชื่อเสียงเรื่องสิ่งทอ ชาวเมืองค้าขายไปทั่วจนมั่งคั่งไม่แพ้กัน ทั้งผ้าลินินกับอังกฤษและผ้าที่ไปปรากฏถึงตลาดรัสเซีย เงินทองหลั่งไหลเข้ามาทำให้เกิด Cloth Hall หอกลางเมืองใช้ค้าขายและเก็บสินค้า มี Belfry หอระฆังสูงไม่ยิ่งหย่อนกว่าที่ Bruges นัก

 

      จากเมืองพ่อค้าวานิช ก็เกิดป้อมปราการปกป้องตัวเองตามธรรมชาติของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง โดยไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งเมืองเก่าแห่งนี้จะกลายเป็นเป้าหมายปลายทางของหลายทัพ  

 

      Ypres กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่ง The Great War

      ขณะที่ Bruges ถูกผ่านเลย

 

      ทันทีที่สงครามประทุอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 ทั้งเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และเกรทบริเทนต้องร่วมแรงป้องกัน Ypres จากแนวรุกของเยอรมนี

 

      สิบปีก่อนหน้า ฝรั่งเศสให้คำจำกัดความยุโรปช่วงนั้นว่า Belle Époque หรือ  Beautiful Era ยุคที่ยุโรปงดงามและสงบจากการศึก ผู้คนรื่นเริง ศิลปะทั้งภาพเขียน วรรณกรรม ละครเวที เฟื่องฟูเต็มที่ในปารีส เกิดสิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่ เงินทองแพร่สะพัด

 

 

      Peugeot เริ่มผลิตรถยนต์เปอโยท์เป็นเรื่องเป็นราว เวลาเดียวกับที่ Michelin ผลิตยางสูบลม

      โทรศัพท์ โทรเลข เริ่มมีให้ใช้

      Louis Pasteur ค้นพบ Antibiotics ยาปฏิชีวนะ และวัคซีนพิษสุนัขบ้า

      เศรษฐีใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา เพิ่งเงยหน้าได้บ้างจากวิกฤติเศรษฐกิจ

      เกรทบริเทน อยู่ในรอยต่อของยุครุ่งเรืองแห่งควีนวิคทอเรียสู่ Edwardian Era

      เกิดชนชั้นกลางขึ้นมากมาย ความกระหายผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด

      ผลประโยชน์จากทรัพยากรและพืชพรรณบนทุกตารางของโลก ผลักสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นให้มีทั้งเพื่อ ‘สร้าง’ พร้อมกับเป็นอาวุธเพื่อ ‘ทำลาย’ คู่แข่ง

 

      ความต้องการเป็นผู้ครอบครองเปลี่ยนเป็นความโลภที่ขมวดความตึงเครียดให้ถึงขีดสุด

 

      ในอีกมุมจาก Belle Époque ของฝรั่งเศส นักเขียนออสเตรียน Bertha von Suttner ร้องให้นานาประเทศเลิกใช้อาวุธผ่านงานเขียน Die Waffen Nieder! จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในพ.ศ. 2448 ทว่าการพัฒนาอาวุธและวิธีการรบที่ไม่เคยหยุดนิ่งทำให้ Jan Bloch นักธุรกิจโปลิชพยากรณ์การสู้รบในวันข้างหน้าว่าคงยากที่จะหาข้อยุติ

      แต่ ณ เวลานั้น รัฐต่างมีบทบาทอยู่ทุกแห่งหน การศึกษาเน้นเรื่องชาตินิยม ธงชาติ และเพลงชาติ

 

 

 

      การต่อสู้เพื่อชาติและองค์พระประมุขเป็นสัญชาตญาณ เยาวชนถูกสอนให้ภูมิใจในการเป็นทหารรับใช้ชาติ อาวุธของเล่น เครื่องแบบทหารของเด็กเกิดขึ้นมากมาย

 

 

 

กลางฤดูใบไม้ร่วง พ.ศ.2457 Ypres ตกเป็นเป้าหมายของทหารเยอรมัน

 

 

 

      แรกเริ่มเมื่อเบลเยี่ยมประกาศตัวเป็นอิสระจากเนเธอร์แลนด์ ก็วางตัวเป็นกลางมีบริเทนเป็นผู้รับรอง พอเบลเยี่ยมถูกบุกจึงเป็นภาวะบังคับให้ British Empire เข้าสู่สงครามเพื่อช่วยเบลเยี่ยมด้วยการผนึกกำลังกับฝรั่งเศส

 

 

      ภารกิจของแต่ละฝ่ายที่มุ่งหน้าสู่ Ypres นั้นแตกต่างกัน

      

      King Albert I แห่งเบลเยี่ยม รับสั่งโต้ความต้องการใช้เบลเยี่ยมเป็นทางผ่านว่า ‘Belgium is a nation, not a road.’ เป็นนัยว่า แม้ไม่มีกองกำลังแข็งแกร่ง ก็จะไม่นั่งนิ่งยอมแก่ผู้รุกราน

 

      การช่วยเบลเยี่ยมแค่ทำให้บริเทนเข้าร่วมสงครามเร็วขึ้น เพราะในที่สุดก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง เมื่อต้องรักษาที่มั่นของเมืองท่าตามแนว English Channel ช่องแคบทางทะเลอันเป็นเส้นทางลำเลียงกำลังสำคัญ และนำความยิ่งใหญ่ของทัพเรือบริทิชมาช่วย

 

      ฝรั่งเศส ต้องป้องกันตอนเหนือของประเทศซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม และจากการโอบล้อมตีของเยอรมนีสู่ปารีส

 

 

      ฝรั่งเศสก้าวสู่สงครามอย่าง ‘งดงาม’ ด้วย Tricolore สามสีในธงชาติ จนภายหลังจึงลดการล่อเป้าเหลือเพียงสีน้ำเงิน

 

 

 

      การยึด Ypres สำหรับเยอรมันนี คือการบรรลุเป้าหมายในการตัดเบลเยี่ยมจากภายนอก ยึดเส้นทางลำเลียงของบริเทน  เข้าฝรั่งเศสอย่างรวดเร็วเพื่อบุกปารีสจากด้านตะวันตก ความมั่นใจของทหารเยอรมันคงมาจากทีท่าไม่สั่งสมกำลังทหารบนจุดยืนที่เป็นกลางของเบลเยี่ยม บวกประวัติความพ่ายแพ้ Franco-Prussian War ในอดีตของฝรั่งเศส และขนาดย่อมเยาของกองทหารบริทิชในพื้นที่

 

 

      ผลการสู้รบ มีบันทึกแห่งสงครามเก็บรายละเอียดเป็นข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์

      แต่ยังมีบันทึกอีกส่วนบอกเล่าเหตุการณ์ จากมุมของผู้คนที่มีชะตาชีวิตร่วมกันบนทุ่ง Flanders Field

 

 

 

 

      เป็นบันทึกจากสมรภูมิรบ ที่รวบรวมเศษชิ้นส่วนของชีวิตที่หลุดปลิว เหลือทิ้งไว้เพียงความอาวรณ์อ้อยอิ่งให้ผู้อยู่เบื้องหลังได้สัมผัสอย่างแจ่มชัด แม้เวลาจะผ่านเลยเนิ่นนาน

 

 

      เป้าหมายปลายทางสู่ Ypres วันนี้ จึงเพียงเพื่อย้อนอดีตเกือบร้อยปี ดู Theatre สมรภูมิรบ สำคัญแห่ง The Great War และตามรอยของ Tommy

 

 

      ทุ่ง Flanders ถือเป็นทำเลหฤโหดที่ผู้หลุดรอดชีวิตมาไม่สามารถย้อนทบทวนความทรงจำอยู่นานนับหลายสิบปี ลักษณะการบุกสู่ฝั่งตะวันตกรุกคืบผ่านเบลเยี่ยมของทัพเยอรมัน เรียกว่า  Western Front

 

 

      การนำทัพด้วยทหารม้าเพื่อบุกประชิดตัวเริ่มแพ้แก่ปืนกลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน  การขุดพื้นดินสร้างแนวร่องเป็นสนามเพลาะเรียกว่า Trench กลายเป็นกลยุทธป้องกันภัยจากกระสุนและระเบิดปืนใหญ่ให้หมู่ทหาร  วางแนวป้องกันเสริมด้วยลวดหนาม

 

 

 

 

      Trench ต้องวิ่งวกวนหักซ้ายขวาให้เลี่ยงความเสียหายเวลาถูกถล่ม ใช้กระสอบทรายเพิ่มความแข็งแรง ปูไม้ที่ฐานกันน้ำขังเพื่อรักษา Trench ให้แห้ง ต่อท่อน้ำดื่มปัจจัยอันสำคัญมาให้ใกล้ที่สุด ไม่เช่นนั้นก็บรรจุน้ำลงถังน้ำมันที่ส่งกลิ่นวิงเวียน  

 

 

 

 

 

      เมื่อต่างฝ่ายก็ต่างขุด จึงเกิด Trench ยาวเป็นแนวคดเคี้ยวจาก North Sea ถึงชายแดนฝรั่งเศสและสวิส ช่องกลางระหว่างสองแนวเป็น no man’s land ดินแดนอิสระจากทุกฝ่าย

 

 

      ทุกระยะในร่อง Trench มีความเสี่ยงจากการลอบยิง ที่ Snipers นิ่งคอยอย่างสงบอยู่ทุกจุด นอกเหนือจากระเบิดมือและปืนกล อาวุธเที่ยงตรงในการส่งระเบิดสู่เป้าระยะใกล้แค่แนวประชิดของสนามเพลาะ คือ ปืนครก เริ่มจาก Minenwerfer ของเยอรมันนีที่มาก่อนใคร ภายหลังจึงมี Stokes Mortar, Crapouillot และ Mortier Van Deuren ของบริเทน ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม

 

 

      เมื่อการรบระหว่าง Trench ไม่สร้างความคืบหน้าให้ฝ่ายใด อาวุธประหัตประหารจึงยิ่งทวีความรุนแรงถึงขั้นแกสพิษ

 

 

      เยอรมนีนำ Mustard Gas มาใช้ครั้งแรกวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2458 ที่ Ypres แกสพิษนี้จึงได้ชื่อ Yperite ตามชื่อเมืองด้วย 

 

 

      บันทึกการคิดค้นของทหารเยอรมันที่กล่าวถึงพิษสงรุนแรงกลับดูไม่น่าสะพรึงกลัวเท่าคำพูดของผู้รอดตายว่า

 

... ทั้งท้องทุ่ง Flanders นิ่งสนิทปราศจากสัญญาณแห่งชีวิต ความเงียบกริบจากความตายค่อยคืบคลานสู่มนุษย์ นกบนกิ่งไม้ ... กระทั่งแมลงที่ซุกซ่อนอยู่ที่ใดก็หนีไม่พ้นแกสที่แทรกซึมสู่ทุกอนู ...

 

 

      แต่สงครามก็ยังดำเนินต่อไป

      ขณะที่คนในร่องแนวของ Trench ดำรงชีวิตวันต่อวันอย่างสาหัส

 

      British Expeditionary Force (BEF) เป็นกองกำลังขนาดเล็กของเกรทบริเทนอยู่ที่ฝรั่งเศส ภายหลังกลายเป็นหน่วยสำคัญประจำการที่ฝรั่งเศสและ Flanders จนจบสงคราม

 

 

      ทหารบริทิชที่ออกสู่มหาสงครามนี้มีแสลงเรียกกันว่า Tommy ชื่อสามัญที่แม้กระทั่งหมู่ทหารเยอรมันใช้ตะโกนเรียกบริทิชข้ามแนว Trench พอกันกับที่บริทิชตอบกลับทหารเยอรมันว่า Jerry

 

      เมื่อแรกถึง Ypres เหล่า Tommy มีปัญหาการอ่านชื่อเมือง ไม่ว่าจะสะกดแบบฝรั่งเศส Ypres หรือ Ieper ในภาษาดัทช์  เมือง ‘อิ้ปเพ้อร์’ จึงถูก Tommy ตั้งชื่อใหม่ให้เรียกง่ายว่า Wipers

 

      Oxford English Dictionary อธิบายที่มาของ Tommy ว่าเป็นชื่อที่ปรากฏในตัวอย่างการกรอกเอกสารของทหารบริทิชมาเกือบร้อยปีก่อนหน้านี้แล้ว มีตัวตนทั้งชื่อและนามสกุลว่า Tommy Atkins มีความเชื่อเบื้องหลังว่ามาจาก Thomas Atkins ชื่อทหารผู้กล้าในศึกสมัยก่อนหน้านั้นอีก

 

      Tommy มีชีวิตลำบากแสนเข็ญภายใน Trench ที่ขุดกันไม่รู้จบ พื้นดินที่ชื้นแฉะ หนูที่ใหญ่โตกว่าแมวและอดโซพอที่จะกล้าแทะหนังรองเท้าจากทหารที่ยืนอยู่ หมัด เหา ออกฤทธิ์คันร้ายกว่าลูกปืน

 

      ที่จริงแล้ว ทหารทั้งหลายไม่ว่าฝ่ายไหนต่างเผชิญกับความลำบากและสูญเสียอย่างสาหัส

 

 

      The Battles of Ypres เกิดขึ้นถึงสามครั้ง แม้ฝ่ายเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และเกรทบริเทนจะรักษาพื้นที่ไว้ได้ แต่ทั้งเมืองก็ราบเรียบหมด

 

 

      Tommy มาจากหลายชนชั้น จำนวนไม่น้อยเป็นผู้มีการศึกษา ทำเนียบนักประพันธ์บริทิชแห่ง The Great War 16 คน จึงเป็น Tommy เกือบทั้งหมด แต่ละคนสะท้อนภาพและส่งข้อความต่อต้านสงครามแตกต่างกันไป เช่น Ivor Gurney, Siegfried Sassoon

 

 

 

 

      แต่งานจับใจที่คงอยู่ในความทรงจำถึงวันนี้ คือบทกวี In Flanders Fields ที่ John McCrae หมอชาวคาเนเดี้ยน เขียนขึ้นหลังจากเห็นดอกป๊อปปี้ในบริเวณที่ฝังเพื่อนผู้เสียชีวิตจากการรบที่ Ypres เบ่งบานเต็มท้องทุ่ง

 

…If ye break faith with us who die

We shall not sleep, though poppies grow

         In Flanders fields.

 

      จนเป็นที่มาของการใช้ Poppy เป็นสัญลักษณ์ระลึกถึงผู้เสียชีวิตใน The Great War ถึงปัจจุบัน

 

 

 

* *

 

ความแตกแยกในชาติก็ไม่ต่างจากการตกอยู่ในภาวะสงคราม

ที่ความหวังเป็นสิ่งขาดแคลน ทั้งที่ความหวังเป็นอย่างเดียวที่ทำให้ผู้คนรอดได้ในภาวะวิกฤติ

เมื่อสุดกำลังที่จะหวังระยะไกล ก็ให้คนคิดเพียงเฉพาะหน้า

เพียงเพื่อรอดจาก battle ที่รบเป็นครั้งคราว โดยไม่สนชัยชนะแท้จริงจาก war สงคราม

หากดูความย่อยยับแสนสาหัสจากคนอื่นในประวัติศาสตร์เป็นข้อคิด ชาติที่ไม่เคยผ่านวิกฤติแห่งสงคราม

ไม่เจอการดำรงชีวิตที่วิปริตผิดธรรมดาเป็นเดือนเป็นปี

และไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร

น่าจะนำคุณค่าแห่งการเป็นไทของตนเอง มาพัฒนาให้เกิดคุณค่าต่อประเทศชาติและคนส่วนรวมในชาติ

มากกว่าการคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนที่ไม่สร้างสรรค์อะไรแก่ใครเลย

* * * * * * *

ตอนก่อนหน้า: Belgium: Bruges เป็นเพียงทางผ่าน  

ตอนหน้า: ยามเมื่อ Ypres กลับมางดงาม 

 

 

Reference:

1.  It’s a long way to Tipperary ประพันธ์โดย Jack Judge เป็น The Great War song และเพลง Anthem ติดปาก Tommy และเป็นที่รู้จักแก่ทหารทุกเชื้อชาติ ด้วยความรื่นเริงและให้ความหวัง ต่างจากเพลงมาร์ชสู่สงครามทั่วไปที่ปลุกใจอย่างเดียว

      It's A Long Way To Tipperary Sung By John McCormack

      WW1Photos Uploaded on Oct 21, 2009

      Sideshow Produced By www.WW1Photos.com

2.  ภาพและข้อมูล In Flanders Museum ตั้งอยู่ที่ Cloth Hall, Ypres, Belgium

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net