วันที่ อังคาร ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฟ้าหม่น ใคิดถึงแดดสีทองที่อียิปต์ 3 ข้าแต่ปวงเทวา....จาก Abu Simbelถึง ตลาดคนยาก


 

 

ความเดิม

ฟ้าหม่น ใจหมอง คิดถึงแดดสีทองที่อียิปต์ บทนำ

http://www.oknation.net/blog/March/2012/11/15/entry-1

 

ฟ้าหม่น ใจหมอง คิดถึงแดดสีทองที่อียิปต์ 1 อรุณรางสว่างแล้วที่ Luxor

http://www.oknation.net/blog/March/2012/11/21/entry-1

 

ฟ้าหม่น ใจหมอง คิดถึงแดดสีทองที่อียิปต์ 2 น้ำจรดทรายที่ Aswan

http://www.oknation.net/blog/March/2012/11/29/entry-1

 

 

ตัวเขื่อนใหญ่ (High Dam) ซึ่งได้รับการก่อสร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ.1960-1971 ในสมัยของประธานาธิบดี Nasser มีความกว้างถึง 3,830 เมตรและสูง 111 เมตร  ก่อให้เกิด Lake Nasser  ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบคนสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ด้วยเป็นอ่างเก็บน้ำที่กินอาณาบริเวณจากเมือง Aswan เรื่อยลงไปทางใต้เป็นระยะทางยาวไกลกว่า 500 กิโลเมตรและมีความลึกถึงกว่า 180 เมตร

 

ทะเลสาบนัสเซอร์ท่วมผืนแผ่นดินระหว่าง Aswan ถึง Abu Simbel ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวนูเบียนมาตั้งแต่ยุคฟาโรห์ ทำให้บ้านเรือนของผู้คนกว่า 800,000 คนจมหายไปใต้ท้องน้ำและโบราณสถานสำคัญมากมายสูญหายไปหรือต้องถูกโยกย้ายไปจากที่ตั้งเดิมซึ่งอยู่ริมแม่น้ำไนล์

 

รัฐบาลอียิปต์และ UNESCO ได้รณรงค์เรียกร้องขอความช่วยเหลือทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี่จากนานาประเทศที่ตระหนักถึงคุณค่าของโบราณสถานอันเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาวโลก

ในช่วงปี 60s เมื่อน้ำจากเขื่อนใหญ่ได้เริ่มท่วมบริเวณที่ตั้งของวิหารหลายแห่งแล้ว นักวิชาการด้านโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรนานาชาติได้ช่วยกันโยกย้ายวิหารจากสมัยฟาโรห์ถึง 24 แห่งจากที่ตั้งเดิมไปสร้างใหม่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นเช่นวิหารแห่งอาบูซิมเบล (Temple of Abu Simbel)  วิหารแห่งฟีเล (Temple of Philae) วิหารแห่งคาลับชา (Temple of Kalabsha) วิหารแห่งอามาดา (Temple of Amada) ฯลฯ

 

วันสุดท้ายใน Aswan เป็นวันเวลาที่เราเลือกได้ว่าจะพักผ่อนนอนอาบแดด ว่ายน้ำอยู่บนดาดฟ้าเรือหรือจะซื้อทัวร์พิเศษไปชมโบราณสถานสำคัญบางแห่ง

แน่นอน แม่มดก็ต้องเลือกซื้อทัวร์ซิคะ ก็แม่มดไปเที่ยว ไม่ได้ไปนอนนี่นา

แต่ถึงตรงนี้ คนโลภมากอย่างแม่มดเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องแบบที่ชาวเยอรมันเขากระแนะกระแหนเอาว่า การมีทางเลือกนี่ก็นำมาซึ่งความทุกข์เหมือนกันนะ

 

ก็เรามีเวลาวันเดียวนี่คะ  แต่มีวิหารที่น่าเยี่ยมชมมากมาย แม่มดน่ะหมายตาวิหารแห่งอาบูซิมเบลกับวิหารแห่งฟีเลเอาไว้ แต่ตาอาลีบอกเสียงเฉียบขาดว่า มีเวลาไปได้แห่งเดียว ต้องตัดสินใจแล้วล่ะว่าจะไปที่ใด

เออแน่ะ สตางค์ก็เสีย แถมยังถูกดุเสียอีก  ไกด์อียิปต์เป็นอย่างนั้นค่ะ  แม่มดคิดว่าบุคลิกของเขาเป็นอย่างนั้นเอง ใจอาจจะไม่เท่าไร  แต่น้ำเสียงของผู้คนที่นี่ห้วนและกระด้างระดับที่ระคายหูของคนที่ไม่คุ้นเคยเลยทีเดียว

ที่จริงงานนี้แม่มดไม่ต้องเสียเวลาคิดนานเพราะเสียงส่วนใหญ่ของผู้ร่วมเดินทางเรียกร้องที่จะไปอาบูซิมเบล ก็การเคลื่อนย้ายวิหารแห่งอาบูซิมเบลนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ดังระดับโลกเลยนะคะ  ไม่มีใครที่สนใจในโบราณคดีของอียิปต์แล้วจะไม่รู้จักวิหารแห่งนี้หรอกค่ะ

 

การเดินทางไปชมวิหารแห่งอาบูซิมเบลนั้น ถ้าจะให้สบายๆแบบเรื่อยๆมาเรียงๆ ก็สามารถไปทางเรือได้ วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีเวลาเยอะๆเพราะจาก Aswan  ต้องใช้เวลาล่องเรือนานถึง 2 วัน

คนที่มีเวลาน้อยแต่มีสตางค์เยอะๆ ก็สามารถบินไปได้  Abu Simbel สำคัญเสียจนประเทศอียิปต์ต้องสร้างสนามบินเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมมหาวิหารวันละหลายพันคน

แต่พวกเราเป็นคนเดินทางที่มีน้อยนิดทั้งเวลาและเงินทอง เราเลยต้องโหนรถเมล์ เอ๊ย นั่งรสบัสไปกัน  งานนี้ลูกชายบ่นอุบว่า ปิดเทอมนะแม่ ผมต้องตื่นเช้ากว่าตอนไปโรงเรียนเสียอีก เพราะรถของเราออกตั้งแต่ 6 โมงเช้า พ่อครัวของเรือเตรียมอาหารกล่องไปให้เรากินกลางทางคนละ 2 กล่อง คือทั้งอาหารเช้าและอาหารกลางวัน

 

วิหารแห่งอาบูซิมเบลซึ่งมีอายุประมาณ 1244-1224 ปีก่อนคริสตกาล แท้จริงแล้ว ประกอบด้วยสถานที่สักการะเทพเจ้า 2 แห่ง นั่นคือ วิหารองค์ใหญ่ (Temple of Ramses) ได้รับการก่อสร้างขึ้นเพื่อประกาศแสนยานุภาพของฟาโรห์ Ramses ที่ 2 วิหารองค์นี้เป็นที่สักการะเทพผู้คุ้มครองมหานครแห่งอียิปต์ 3 เมือง คือเทพ Amun แห่ง Thebes  เทพ Ptah แห่ง Memphis และเทพ Ra-Harakhty แห่ง Heliopolis

 ส่วนวิหารองค์เล็ก (Temple of Hathor) นั้น ฟาโรห์รามเซสที่ 2 รับสั่งให้สร้างเพื่อแสดงถึงความรักที่พระองค์มีต่อ Queen Nefertari ชายาองค์โปรด 

Hathor เป็นเทวีแห่งความรัก ความรื่นเริงและความงดงาม คล้ายๆกับ Aphrodite ของกรีกหรือ Venus ของพวกโรมัน

ในแง่การศึกษา วิหารแห่งนี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นที่เดียวในประวัติศาสตร์อียิปต์ที่รูปปั้นของราชินีได้รับการก่อสร้างให้มีขนาดใหญ่เท่าเที่ยมกับฟาโรห์ แสดงถึงการยอมรับขององค์ฟาโรห์ว่าพระชายามีความสำคัญเท่าเทียมกับพระองค์

ในสังคมที่ถูกครอบงำโดยเพศชายเกือบจะโดยสิ้นเชิง สุภาพบุรุษอย่างรามเซสที่ 2 นี่ unique นะคะ

 

วิหารแห่งอาบูซิมเบลถูกทรายกลบทับไว้เป็นเวลาหลายศตวรรษ J L Burckhardt นักโบราณคดีชาวสวิสเป็นผู้ค้นพบวิหารแห่งนี้ในสภาพที่เกือบสมบูรณ์เมื่อค.ศ. 1813

แม่มดว่าการเคลื่อนย้ายวิหารหนีน้ำจาก Lake Nasser เป็นปฏิบัติการที่น่าทึ่งพอๆกับองค์วิหารเอง  เขาตัดองค์วิหารซึ่งเป็นหินทรายออกเป็นแท่งหินชิ้นโตๆ แล้วนำไปประกอบใหม่ในที่ที่เขาเตรียมไว้สูงเหนือระดับน้ำ 65 เมตรและอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินจากตำแหน่งเดิม 200 เมตร  งานชิ้นนี้ใช้เวลา 4 ปีและงบประมาณ 40 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ นี่เป็นราคาเมื่อ 50 ปีที่แล้วนะคะ

ตาอาลีไม่ได้เล่าหรอกค่ะ  แกฉายหนังสารคดีให้ลูกทัวร์ดูในรถเลย หนังยาวมากแต่มีเนื้อหาที่น่าตื่นเต้นเร้าใจจนแม่มดลืมไปเลยว่าเราต้องอยู่ในรถตั้งหลายชั่วโมง  เราได้ดูปฏิบัติการสารพัดเทคนิคในการย้ายวิหารสำคัญอื่นๆเช่น Temple of Philae ด้วยค่ะ 

เทพเจ้าน่ะยิ่งใหญ่แล้ว แต่มนุษย์ยิ่งใหญ่กว่าค่ะ  ขอเพียงให้มีความมุ่งมั่น แทบจะไม่มีอะไรเลยที่มนุษย์ทำไม่ได้ น่าเสียดายเพียงว่า สิ่งที่คนเราทุ่มเทสติปัญญาทำไปมิได้มีเพียงการสร้างสรรค์เท่านั้น

 

พอเรากลับมาถึงเรือในเวลาใกล้ค่ำ Pioneer 1 ก็ถอนสมอและหันหัวกลับไปในทิศทางของ Luxor

การแสดงทางวัฒนธรรมคืนนั้นอยู่ใน theme ของ The Arabian Night เราได้ชมระบำหน้าท้องด้วยนะคะ 

ลูกทัวร์รุ่นอาวุโสหลายคนน่ารักมาก สวมชุดอาหรับออกไปเต้นรำกับศิลปินอย่างสนุกสนาน  แต่แม่มดรู้สึกระคายหูเชียวตอนลูกเรือที่เป็นพนักงานเสิร์พคนหนึ่งออกปากว่า ผู้หญิงดีๆเขาไม่มาเป็นนักแสดงแบบนี้ เลยอดโต้แย้งไม่ได้ว่า ถ้าทุกคนคิดเหมือนคุณ  ศิลปะจะมีโอกาสเกิดได้อย่างไรเล่า

ชาวอียิปต์ยุคนี้ยังคิดเหมือนคนไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เห็นงานด้านการให้ความบันเทิงเป็นเพียง “การเต้นกินรำกิน” ที่ต่ำต้อยและไร้เกียรติ์  ทัศนคติต่อสตรียังมีลักษณะที่มองไม่เห็นความเท่าเทียมทางเพศ  ในประเด็นนี้ต้องบอกว่า Ramses ที่ 2 ทรงมีความคิดก้าวหน้ากว่ายุคสมัยหลายพันปีทีเดียว

 

Pioneer 1 เข้าเทียบท่าที่ Luxor ตอนเช้าตรู่....ที่สงบงดงามไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่เราได้สัมผัสเมื่อหลายวันก่อน

พอทานข้าวเช้าเสร็จ เราก็เดินตามตาอาลีต้อยๆไปขึ้นรถตู้  รายการแรกเป็นการเยี่ยมชมวิหารแห่งคาร์นัค (Karnak) หรือTemple of Amun

เพื่อนๆยังจำได้ไหมคะว่า Amun เทพผู้คุ้มครอง Thebes คือเทพแห่งเทพ ประมาณเดียวกับ Zeus ของชาวกรีกยุคโบราณหรือ Jupiter ของพวกโรมันนั่นแหละค่ะ

วิหารแห่งคาร์นัคจึงได้ชื่อว่าเป็นวิหารที่สำคัญที่สุดในอียิปต์ แรกเริ่มเดิมทีตอนที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ที่ 11 เมื่อกว่าสองพันปีมาแล้วนั้น  วิหารแห่งนี้มีขนาดเล็กจ้อย แต่ฟาโรห์ในสมัยต่อๆมาต่างก็สร้างต่อเติมขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นกลุ่มอาคารขนาดมหึมาที่เราต้องใช้เวลาเดินชมพร้อมกับการฟังคำบรรยายอยู่หลายชั่วโมง

 Temple of Karnak นี่ถูกกลบฝังอยู่ในทรายนับพันปีนะคะ การขุดแต่งบูรณะโบราณสถานเพิ่งจะเริ่มขึ้นตอนกลางคริสตศตวรรษที่ 19 และยังดำเนินอยู่จนถึงทุกวันนี้ค่ะ

 

 ตอนบ่ายที่ไกด์พาลูกทัวร์ไปช้อปปิ้ง  แม่มดชวนลูกชายแว้บไปเข้าพิพิธภัณฑ์แห่ง  Luxor ซึ่งน่าสนใจมากๆ ไม่แน่นขนัดจนแทบจะไม่มีทางเดินเหมือนพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ไคโรด้วยค่ะ  ตามด้วยการไปขี่อูฐเล่นในหมู่บ้านที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ

 แล้วตอนค่ำๆ เราก็ปลีกตัวจากความวิเวกของแม่น้ำไนล์ไปที่วิหารแห่งคาร์นัคอีกครั้งหนึ่งเพื่อชมการแสดงแสงเสียงอันอลังการ์  แม่มดไม่มีภาพมาฝากนะคะ เพราะที่พิพิธภัณฑ์เขาไม่ให้ถ่ายรูปและฝีมือของแม่มดไม่แก่กล้าพอที่จะถ่ายภาพ Light&Sound ให้งดงามเหมือนที่ตาเห็นได้

 

วันสุดท้ายใน Luxor เราก็ต้องไป LuxorTemple ซิคะ

วิหารแห่งนี้มีขนาดเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับวิหารแห่งคาร์นัคแต่งามมาก  ด้วยได้รับการก่อสร้างในสมัยของ Amenhotep ที่ 3 และ Ramses ที่ 2 โดยยึดถือรูปแบบของสถาปัตยกรรมยุคฟาโรห์อย่างเคร่งครัด แม้แต่เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมีรับสั่งให้สร้างต่อเติมในภายหลัง ก็ทรงรักษารูปแบบของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

 

วิหารแห่งลักซอร์ซึ่งเป็นที่สักการะเทพ Amun เทวี Mut พระชายาและเทพ Khonsu พระโอรส ก็ถูกฝังอยู่ในทรายและโคลนตมมานานนับร้อยปีเหมือนกัน  ศาสตราจารย์ Gaston Maspero นักอียิปต์วิทยาชาวฝรั่งเศสเพิ่งจะขุดค้นพบวิหารแห่งนี้ในสภาพที่ดีเยี่ยมเมื่อ ค.ศ. 1881

 

ตอนบ่าย ไกด์ผู้รู้วิธีหารายได้พิเศษเข้าพกเข้าห่อก็พาลูกทัวร์ไปเที่ยวย่านที่ขายทองรูปพรรณแบบอียิปต์  แต่แม่มดแยกวงแบบไม่สนใจสีหน้าไม่สบอารมณ์ของตาอาลี  เรียกรถม้าให้พาไปเที่ยวตลาดสดที่ชาวลักซอร์จับจ่ายซื้อหาของกินของใช้ที่เรียกว่า Soug   ได้ภาพที่มีชีวิตชีวาของชาวบ้านมาชมมากมาย

น่าเสียดายแต่ว่าแม่มดไม่ได้รับอนุญาตให้ลงเดินเป็นพระยาน้อยตัวจริง  สารถีที่ใช้ภาษาอังกฤษได้พอกระท่อนกระแท่นสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ลงจากรถแต่ก็รู้งานพอที่จะเคลื่อนรถม้าไปอย่างเชื่องช้าเพื่อให้แม่มดถ่ายรูปได้อย่างสบายๆ  ภาพทั้งหมดจากการชมตลาดจึงเป็นภาพจากมุมสูงที่ดูประหนึ่งว่าคนถือกล้องเป็นพวกตีนไม่ติดดิน

 

ในเวลา 1 สัปดาห์ที่เราเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในลุ่มแม่น้ำไนล์  เราได้ฟังเรื่องราวที่ชวนตื่นใจของปวงเทพและฟาโรห์นับองค์ไม่ถ้วน  แต่กษัตริย์อียิปต์ที่มีพระประวัติน่าพิศวงจนทำให้แม่มดต้องกลับมาหาตำราอ่านเพิ่มเติมกลับเป็น Akhenaten ฟาโรห์เกเร นอกรีตพระสวามีของ Queen Nefertiti ผู้เลอโฉมที่ผู้คนรู้จักกันไปทั่วโลก

ประมาณ 1400 ปีก่อนคริสตกาล ฟาโรห์ Amenhotep ที่ 4  ทรงยกเลิกจารีตการบวงสรวงเทพเจ้ามากมายหลายองค์แบบที่กษัตริย์อียิปต์ถือปฏิบัติมานับพันปี โดยเปลี่ยนไปถวายการสักการะเทพเจ้าเพียงองค์เดียวคือ องค์สุริยเทพ Aten

ฟาโรห์ทรงเรียกขานพระองค์เองว่า Akhenaten ซึ่งแปลว่าทาสรับใช้ขององค์สุริยเทพ  ทรงสร้างนคร Akhetaten ถวายเทพ Aten นครแห่งนี้ได้กลายเป็นเมืองหลวงของอียิปต์อยู่ 14 ปีในระหว่างรัชสมัยของพระองค์

เป็นที่แน่นอนว่า การเปลี่ยนจารีตในยุคสมัยของฟาโรห์เกเรพระองค์นี้ทำให้ผู้มีอำนาจมากมายในสังคมอียิปต์ยุคนั้นเสียผลประโยชน์ ในวันเวลาที่การสักการะเทพเจ้าเป็นหนทางเดียวที่ผู้คนเชื่อว่าจะทำให้สมประสงค์ในสิ่งที่วาดหวังไว้ บรรดานักบวชที่อ้างตนเองเป็นผู้รับใช้และเป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์และเทพเจ้าต่างๆคือผู้ที่ได้รับลาภสักการะมหาศาล

จึงเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ไม่ยากว่า เมื่อ Akhenaten สิ้นพระชนม์ลงโดยราชบุตรเขย Tutankhamun ขึ้นครองราชย์และทรงหวนไปหาจารีตของการสักการะบูชาเทพเจ้าหลายๆองค์ดังเดิม  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นโดย Akhenaten จะถูกกวาดล้างทำลายโดยคำสั่งของนักบวชผู้ทรงอำนาจแห่งวิหารหลวง (Temple of Karnak)   นครหลวง Akhetaten  จึงกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังในเมืองที่มีชื่อในปัจจุบันว่า Tell al-Amarna ที่ผู้มาเยือนอียิปต์น้อยคนนักจะรู้จัก

 

แม่มดเป็นเพียงคนเดินทางตัวเล็กๆ ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นักสังคมวิทยา  ไม่อาจบอกและไม่อาจตัดสินได้ว่าสิ่งที่ฟาโรห์ Akhenaten ทรงกระทำลงไปผิดหรือถูก เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อบ้านเมือง  ทั้งรัชสมัยของพระองค์เพียง 14 ปีเมื่อเทียบกับเวลาหลายพันปีของประวัติศาสตร์อียิปต์ก็ไม่เนิ่นนานพอที่จะทิ้งร่อยรอยของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไว้เบื้องหลังได้

แม่มดเพียงแต่สงสัยประสาปุถุชนว่า ขวัญของมนุษย์คนหนึ่งที่มีความเคารพในตัวเองสูงจนกล้าท้าทายความเชื่อที่ดำรงอยู่มานับพันปีนั้นเป็นความอาจหาญหรือความบ้าบิ่นเพียงใด 

องค์ฟาโรห์ทรงหวั่นไหวบ้างไหมนะตอนที่ตัดสินพระทัยกระทำในสิ่งที่พระองค์เชื่อมั่น

แม่มดคิดถึงเพลง Let Me Fall……..

 
Let Me Fall  (Cirque Du Soleil)                     Vocalist           Josh Groban

โดย แม่มดเดือนMarch

 

กลับไปที่ www.oknation.net