วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดาราจักรแห่งเต๋า : วรากิจ


วัตถุขนาดใหญ่ซึ่งเคลื่อนตัวผ่านรูหนอนอวกาศอย่างเงียบๆ ท่ามกลางอวกาศอันดำมืดสู่อีกเขตแดนหนึ่งของห้วงจักรวาลไกลจากดาราจักรทางช้างเผือกนับพันปีแสง มันคือยานอวกาศข้ามจักรวาล ‘ดิ เอิร์ธ’ จากโลกซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจการสำรวจดาราจักรอื่นๆที่มนุษย์ไม่เคยรู้จัก

 

            ร่างของลูกเรือห้าสิบชีวิตจำศีลอย่างสงบอยู่ภายในแคปซูลชีวภาพ จนกว่า ‘เลนซ์’ คอมพิวเตอร์อัจฉริยะประจำยานจะค้นพบดาราจักรใหม่หรือเมื่อระบบขับเคลื่อนของยานมีปัญหาและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยระบบกู้คืนอัตโนมัติ ระบบความเร็วเหนือแสงยิ่งยวดทำให้กาลเวลาของทุกคนหยุดนิ่งในขณะที่กาลเวลาบนโลกยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างที่มันเคยเป็น นั่นหมายถึงโลกในวินาทีนี้ไม่ใช่โลกที่พวกเขารู้จักอีกต่อไป จะไม่มีคนที่เขารู้จักหลงเหลืออยู่อีกแล้ว โลกอาจเกิดมหาภัยพิบัติอย่างที่เคยหวาดกลัวกัน หรือไม่ก็อาจเกิดสงครามล้างโลกอย่างที่ผู้คนวิตก หรือไม่ก็มนุษย์อาจสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ หรืออาจจะกลายเป็นโลกที่สงบสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนับตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ลูกเรือทุกคนจะต้องเป็นกังวล มันคือความเสียสละอย่างยิ่งสำหรับการค้นหาความลับของจักรวาลเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ และพวกเขาจะกลับไปยังกาลเวลาที่พวกเขาจากมาผ่านรูหนอนอวกาศเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น พวกเขาจะได้พบโลกที่พวกเขาคุ้นเคยและผู้คนที่พวกเขารักซึ่งกำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาอีกครั้ง

 

            เสียงหวีดหวิวดังขึ้นทั่วทั้งยานเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า ดิเอิร์ธ กำลังผ่านเข้าสู่อาณาเขตแรงดึงดูดของเทหวัตถุขนาดใหญ่มากอย่างเช่นดาราจักรซึ่งประกอบไปด้วยดวงดาวจำนวนมากมายมหาศาล แคปซูลชีวภาพเริ่มปล่อยก๊าซออกซิเจนบริสุทธิ์อย่างช้าๆเพื่อปลุกให้ลูกเรือทุกคนตื่นจากการจำศีลตามคำสั่งของเลนซ์ ทุกระบบค่อยๆกลับมาทำงานเป็นปรกติอีกครั้งหลังจากอยู่ในสภาพเกือบหยุดนิ่งมาเป็นเวลาแสนนาน ลมหายใจของทุกคนถี่ขึ้นเช่นเดียวกับการเต้นของหัวใจ การเผาผลาญพลังงานกลับมาทำงานเป็นปรกติอีกครั้ง ครอบแก้วของแคปซูลเปิดออกโดยอัตโนมัติเมื่อทุกคนตื่นจากการหลับไหล ระบบแสงสว่างภายในยานที่ปิดไปในระหว่างการจำศีลเพื่อการประหยัดพลังงานจะค่อยๆปรับเพิ่มความสว่างขึ้นทีละน้อยเพื่อให้ลูกเรือสามารถปรับสภาพดวงตาให้เข้ากับแสงสว่างอย่างช้าๆ

             ‘กัปตันริชมอนด์’ ก้าวออกจากแคปซูลเป็นคนแรกตามด้วย ‘นารายา’ ต้นเรือสาวและคนอื่นๆ ออกซิเจนบริสุทธิ์ช่วยให้สมองของเขากระปรี้กระเปร่าอย่างรวดเร็ว เขาตรงไปที่ห้องบัญชาการแล้วสั่งให้ เลนซ์แสดงภาพทันที ภาพนั้นปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้าโดยไม่มีจอรับภาพใดๆ มันเป็นภาพของดาราจักรประหลาดรูปร่างคล้ายหยดน้ำที่มีหางยาวแหลมและโค้งงอ ที่ประหลาดคือวงกลมอันดำมืดซึ่งอยู่ตรงกลางส่วนหัวของมัน แต่ที่ประหลาดยิ่งกว่าก็คือ ดวงอาทิตย์ยักษ์ที่ลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยวในความมืดของอวกาศห่างจากส่วนหางของดาราจักรรูปหยดน้ำนั้นไม่มากนัก

            “เลนซ์...มันคืออะไรกันแน่?”

            กัปตันริชมอนด์ถามคอมพิวเตอร์ประจำยาน

            “ดาราจักรที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนค่ะกัปตัน อยู่ห่างจากทางดาราจักรช้างเผือกสามพันปีแสง”

            เลนซ์วิเคราะห์ดาราจักรหรือแกแล็คซี่ใหม่ที่เธอค้นพบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ ทุกคนในยานรู้สึกเหมือนกับเลนซ์เป็นเพื่อนคนหนึ่งถึงแม้เธอจะเป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์อันซับซ้อนก็ตาม

            “มันไม่เหมือนดาราจักรใดในสารบบเลย”

            รูปแบบของดาราจักรที่ปรากฏบนจอภาพทำให้นารายาแปลกใจ เธอไม่เคยพบดาราจักรแบบนี้มาก่อนเพราะดาราจักรส่วนมากมักจะเป็นดาราจักรแบบกังหันที่มีหลายแขนซึ่งดูคล้ายน้ำวนเหมือนดาราจักรทางช้างเผือก

            “ส่วนดำมืดที่อยู่ตรงกลางส่วนหัวของมันล่ะ” กัปตันริชมอนด์ถามเลนซ์

            “มันคือหลุมดำขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีบันทึกไว้ในหน่วยความจำค่ะ” เลนซ์ตอบ

            “แตทำไมดวงอาทิตย์ยักษ์ดวงนั้นจึงอยู่นอกดาราจักรล่ะ?” นารายาถามถึงดวงอาทิตย์อันเจิดจ้าที่อยู่ข้างๆดาราจักรรูปหยดน้ำ

            “มันคือดวงอาทิตย์ที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของโลกนับแสนเท่าค่ะ”

            เลนซ์ค้นหาคำตอบจากระบบคิดวิเคราะห์

            “มันเป็นดาราจักรแขนเดียวที่แปลกมาก” นารายามองดูดาราจักรประหลาดอย่างไม่เชื่อสายตา

            “อาจจะเกิดจากแรงดึงดูดมหาศาลของหลุมดำยักษ์ที่อยู่ใจกลางส่วนหัวของมัน ทำให้ดวงดาวทั้งหมดในดาราจักรรวมตัวกันอยู่ในแขนเดียวกัน” กัปตันริชมอนด์บอก

            “หลุมดำนั่นต้องใหญ่มากๆทีเดียวนะคะกัปตัน”

            “ใช่ ดูเหมือนว่ามันจะมีขนาดเท่ากับดวงอาทิตย์ยักษ์ดวงนั้นพอดี” กัปตันริชมอนด์จ้องมองดาราจักรแขนเดียวและกำลังวิเคราะห์อะไรบางอย่าง “แต่ผมแปลกใจกับรูปแบบการหมุนรอบตัวเองของดาราจักรนี้”

            “มันควรหมุนรอบส่วนหัวที่มีหลุมดำยักษ์เป็นจุดศูนย์กลาง”

            นารายาก็สังเกตเห็นความผิดปรกติเช่นกัน

            “ถูกต้อง แต่มันกลับเคลื่อนที่วนเป็นวงกว้างไปพร้อมๆกับดวงอาทิตย์ยักษ์ดวงนั้นเหมือนกับว่าแขนของดาราจักรกับดวงอาทิตย์ยักษ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

            กัปตันริชมอนด์บรรยายลักษณะการหมุนรอบตัวเองแบบแปลกๆของดาราจักรที่อยู่ตรงหน้า

            “แต่แรงดึงดูดมหาศาลของหลุมดำยักษ์นั่นน่าจะดูดเอาดวงดาวรอบๆมันเข้าไปในหลุมดำไม่ใช่หรือเลนซ์ ความจริงมันน่าจะกลืนกินดวงดาวทั้งหมดในเวลาอีกไม่นาน แต่ดูเหมือนว่าดวงดาวรอบๆมันจะยังปลอดภัยอยู่”

            นารายาจินตนาการถึงพลังอันมหาศาลของหลุมดำยักษ์ที่สามารถทำลายดวงดาวนับล้านๆดวงให้แหลกสลายกลายเป็นจุณในพริบตา

            “ฉันตรวจพบว่าแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ยักษ์ต้านแรงดึงดูดของหลุมดำได้อย่างสมดุลย์ค่ะ” เลนซ์ตอบ

            ดิ เอิร์ธ ผ่านเข้าไปในดาราจักรรูปหยดน้ำอย่างช้าๆ มันเคลื่อนที่ผ่านดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์และระบบสุริยะมากมายซึ่งดูไม่แตกต่างไปจากจักรวาลอื่นๆ จนกระทั่งมันเดินทางเข้าไปในระบบสุริยะระบบหนึ่งซึ่งมีดวงอาทิตย์ขนาดพอๆกับดวงอาทิตย์ของโลกเป็นจุดศูนย์กลาง และแล้ว ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งได้ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันเป็นดาวเคราะห์สีฟ้าซึ่งแซมไปด้วยสีขาวของปุยเมฆทำให้มันดูเหมือนฝาแฝดของโลกไม่มีผิด ซึ่งได้สร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคนบนยาน ดิ เอิร์ธ เป็นอย่างยิ่ง ทุกคนไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้พบกับดาวเคราะห์ที่ดูเหมือนโลกอีกดวงหนึ่งในดาราจักรอันแสนไกลเช่นนี้

            “ดาวดวงนั้นเหมือนโลกของเรามาก”

            นารายาแทบไม่เชื่อสายตาเมื่อได้เห็นดาวเคราะห์สีฟ้า มันคือความหวังว่าเธอจะได้พบสิ่งมีชีวิตหรืออาจจะเป็นมนุษย์อีกเผ่าพันธุ์หนึ่งบนดาวดวงนั้น

            “เป็นดวงดาวที่สวยมาก จริงมั้ย?” กัปตันริชมอนด์กล่าว เขานำ ดิ เอิร์ธ บินวนไปรอบๆดวงดาวและพบว่ามันยังเป็นดวงดาวที่บริสุทธิ์อย่างมาก เขาไม่เห็นสิ่งก่อสร้างใดๆแม้แต่กระท่อมสักหลัง ความหวังที่จะได้พบสิ่งมีชีวิตอันทรงภูมิปัญญาดับวูบลงในทันใด แต่เขาก็ยังยินดีที่ได้พบดวงดาวซึ่งเหมาะสมสำหรับเป็นบ้านอีกหลังของมนุษยชาติ เขาสั่งให้เลนซ์วิเคราะห์สภาวะของดาวเคราะห์สีฟ้าดวงนั้นในทันที

            “บรรยากาศปลอดภัยสำหรับมนุษย์ อุณหภูมิเฉลี่ยยี่สิบห้าองศาเซลเซียส” เลนซ์รายงาน

“เลนซ์ เราจะลงจอดบนดาวดวงนี้”

กัปตันริชมอนด์บอกกับเลนซ์เพื่อให้เธอกำหนดพิกัดที่เหมาะสมสำหรับการนำยานลงจอดในอีก 10 นาทีข้างหน้า

 

            เบื้องล่างของ ดิ เอิร์ธ ในเวลานี้คือทุ่งหญ้าเขียวขจี เทือกเขาที่ทอดยาวตลอดขอบฟ้าอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสีเขียวของป่าไม้ และแม่น้ำที่คดเคี้ยวก็ดูสวยงามและสงบสุข ดิเอิร์ธ สัมผัสทุ่งหญ้าอย่างนุ่มนวลด้วยเครื่องต่อต้านแรงโน้มถ่วงทั้งสิบตัว เครื่องปริวรรตมวลสารนำทุกคนออกจากยานสู่ผืนแผ่นดินของดวงดาว กัปตันริชมอนด์กับต้นเรือนารายาและลูกเรือทั้งหมดรู้สึกได้ถึงอากาศอันสดชื่นในทันที อุณหภูมิและสายลมเย็นสบายช่วยให้ความเครียดที่สะสมจากการเดินทางอันแสนไกลผ่านมิติเวลาซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายได้มลายหายไปจนหมดสิ้น ทั้งหมดเดินสำรวจรอบๆยานก่อนเป็นเบื้องต้นเพื่อให้แน่ใจว่าดาวดวงนี้ปลอดภัยเพียงพอที่พวกเขาจะใช้เป็นที่พักแรมชั่วคราว

            “คุณเคยเห็นอะไรที่สวยงามและสงบอย่างนี้มาก่อนไหม?” กัปตันริชมอนด์ถาม

            “ให้ฉันอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตยังได้ ฉันรู้สึกสมองปลอดโปร่ง จิตใจเบาสบายเหลือเกิน”

            นารายา ต้นเรือสาวตอบ เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด

            “ที่นี่ไม่ใช่โลกดึกดำบรรพ์ มันดูเหมือนโลกที่วิวัฒนาการและน่าจะมีอารยะธรรมเกิดขึ้น”

            กัปตันริชมอนด์กล่าว เขาสงสัยว่าทำไมดวงดาวอันสวยงามและอุดมสมบูรณ์เช่นนี้จึงไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่

            “ใช่ค่ะ มันเป็นโลกแบบเดิมๆที่ไม่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงโดยฝีมือมนุษย์เลยแม้แต่น้อย”

            นารายาบอก

            ทันใดนั้นเอง ในขณะที่ทุกคนกำลังหลงเสน่ห์และเคลิบเคลิ้มความงดงามของโลกใหม่อยู่นั้น อยู่ๆกลุ่มคนราวร้อยคนก็ได้ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าแล้วก้าวตรงมายังกัปตันริชมอนด์และลูกเรือ ทุกคนสวมชุดคลุมยาวกรอมเท้าสีขาวและมีใบหน้าที่อิ่มเอิบ ดูเหมือนว่าชายชราผู้ซึ่งใบหน้าครึ้มไปด้วยหนวดเครายาวสีขาวจะเป็นผู้นำของพวกเขา

            กัปตันริชมอนด์ตกตะลึงเมื่อได้เห็นการปรากฏตัวอย่างลึกลับของชายชราและผู้คนซึ่งดูไม่มีอะไรแตกต่างไปจากมนุษย์โลกเลยแม้แต่น้อย ชายชราก้าวมาหยุดยืนตรงหน้าเขาแล้วยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร กัปตันริชมอนด์สังเกตเห็นว่าใบหน้าของชายชราและคนอื่นๆนั้นดูเหมือนใบหน้าของชาวจีนไม่มีผิด

            “ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะจากทางช้างเผือก” ชายชรากล่าวกับกัปตันริชมอนด์

            กัปตันริชมอนด์ประหลาดใจในคำทักทายของชายชรา

            “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกเรามาจากไหน?” กัปตันริชมอนด์งุนงง

            “ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้ กัปตันริชมอนด์ ต้นเรือนารายา”

            ชายชราเอ่ยชื่อกัปตันและต้นเรือราวกับคุ้นเคย

            “พวกท่านอาศัยอยู่บนดาวดวงนี้หรือคะ?”

            ชายชราพยักหน้ายอมรับแทนคำตอบ

            “แต่เราไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างใดๆเลยบนดวงดาวของท่าน” กัปตันริชมอนด์กล่าวกับชายชรา

            “พวกเราคือชีวพลังงานซึ่งแฝงอยู่ในทุกหนทุกแห่งบนดาวดวงนี้” ชายชราผายมือไปรอบๆ

“ชีวพลังงาน หมายความว่าที่จริงแล้วพวกท่านเป็นเพียงพลังงานซึ่งไม่มีตัวตนหรือครับ?”

“รูปแบบชีวิตของพวกเราเป็นรูปแบบชีวิตที่สมดุลย์ เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่เปลี่ยนแปลงธรรมชาติ”

“ชีวพลังงานมีแต่เพศชายหรือคะ?” นารายาอดสงสัยไม่ได้เมื่อสังเกตเห็นว่าชาวดาราจักรรูปหยดน้ำที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างเร้นลับนี้ล้วยแล้วแต่เป็นผู้ชายทั้งสิ้น

ชายชรายิ้ม ทันใดนั้น ร่างของเขาก็อันตรธานหายไปแล้วกลับกลายเป็นร่างของหญิงชราปรากฏขึ้นแทนที่ก่อนที่จะกลับเป็นชายชราเช่นเดิม

“นี่ท่านเป็นชายหรือหญิงกันแน่?” กัปตันริชมอนด์ตะลึงกับการเปลี่ยนร่างอย่างฉับพลันทันทีของชายชราราวกับเวทย์มนต์

“นี่คือความสมดุลย์แห่งชีวพลังงาน ในชายคือหญิงและในหญิงคือชาย” ชายชราตอบ “เช่นเดียวกับดาราจักรของเราซึ่งเป็นดาราจักรแห่งความสมดุลย์เพียงหนึ่งเดียวในอวกาศ”

 “ดาราจักรแห่งความสมดุลย์? แต่ที่เราเห็น ดาราจักรของท่านไม่ได้มีรูปร่างที่สมดุลย์เหมือนดาราจักรอื่นๆเลยนี่” นารายาไม่เข้าใจในสิ่งที่ชายชราอธิบาย

“สิ่งที่พวกท่านเห็นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของดาราจักรของเราเท่านั้น ผู้ที่มีจิตที่สมดุลย์เท่านั้นจึงจะมองเห็นความเป็นจริง แต่พวกท่านจะได้เห็นความเป็นจริงของดาราจักรของเราเดี๋ยวนี้”

ชายชราบอก เขาผายมือออกกว้างแล้วหลับตาลง ทันใดนั้น กัปตันริชมอนด์และลูกเรือทุกคนของ ดิ เอิร์ธ ก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อพบว่า พวกเขากำลังลอยอยู่ในอวกาศอันมืดมิดโดยมีดาราจักรของชายชราอยู่เบื้องหน้า แต่ดาราจักรที่ทุกคนได้เห็นอยู่นี้มันแตกต่างไปจากดาราจักรแขนเดียวที่ทุกคนเคยเห็นก่อนหน้านี้

“โอ!...มหัศจรรย์เหลือเกิน” กัปตันริชมอนด์อุทาน

“โอ!...แขนอีกแขนหนึ่งของมันมืดมากนี่เอง เราจึงมองเห็นแขนเพียงแขนเดียว” นารายาถามชายชรา “แขนอีกแขนที่เป็นสีดำของดาราจักรนั่นคืออะไรคะ?”

“มันคือสสารมืด” ชายชราตอบ

“สสารมืด” กัปตันริชมอนด์รู้จักชื่อที่ชายชราบอกเป็นอย่างดี มันคือสิ่งที่เป็นความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ว่ามีอยู่จริงในจักรวาลและเชื่อกันว่ามันเป็นสสารซึ่งไม่สะท้อนแสงทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ หากแต่มีผลต่อแรงโน้มถ่วงและความเร็วของการโคจรของวัตถุรวมทั้งดาราจักรต่างๆในอวกาศ

นารายามองดูดาราจักรของชายชราซึ่งเป็นดาราจักรที่มีความสมดุลย์อย่างประหลาด ดาราจักรซึ่งเกิดจากการจับคู่กันของส่วนที่เป็นสีขาวและดำอย่างลงตัว ในส่วนที่มีสีขาวก็ปรากฏหลุมดำที่ส่วนยอดและในส่วนสีดำก็มีดวงอาทิตย์ยักษ์ส่องแสงเจิดจ้าอยู่ภายในเช่นกันทำให้มันกลายเป็นดาราจักรรูปวงกลมที่มีความสมดุลย์กันอย่างพอดี

 มันทำให้เธอนึกถึงสัญลักษณ์บางอย่างของลัทธิเต๋าที่คุ้นตาอย่างยิ่ง

“กัปตันคะ ดาราจักรนั่น...มันดูเหมือนกับ...” นารายาอุทาน

กัปตันริชมอนด์ตะลึงกับสิ่งมหัศจรรย์แห่งจักรวาลที่ได้เห็น

“สภาวะสองอย่างซึ่งขัดแย้งกันแต่ก็ส่งเสริมซึ่งกันและกันทำให้เกิดความสมดุลย์” กัปตันริชมอนด์บรรยายปรัชญาอันล้ำลึกเกี่ยวกับความสมดุลย์ของลัทธิเต๋า  

“หยินหยาง นารายา มันคือดาราจักรแห่งหยินและหยางนั่นเอง”

โดย วรากิจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net