วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เผ่าพันธุ์ที่สาม : โฮมินิด


เหนือไร่ข้าวโพดของตาเฒ่าสแปลซลีย์ในเมืองเล็กๆที่ชื่อ ‘สกายเกต’ อันสุขสงบห่างจากบ้านของจิมมี่กับโมนาไม่มากนัก  ท้องฟ้าแลบแปลบปลาบขึ้นสองสามครั้งก่อนที่ทะเลเมฆบนท้องฟ้าจะปั่นป่วนราวกับท้องทะเลที่บ้าคลั่ง 

.....ฉับพลันนั้นเอง..... 

ผืนเมฆมหึมาที่ปกคลุมท้องฟ้าก็ม้วนตัวแยกออกจากกันกลายเป็นช่องว่างทรงกลมขนาดยักษ์  เผยให้เห็นสีฟ้าใสของชั้นบรรยากาศสูงขึ้น

.....ทันใดนั้น..... 

ลำแสงสีเขียวประหลาดสว่างวาบขึ้นเหนือช่องว่างนั้นแล้วพุ่งตรงลงมาเป็นลำผ่านช่องว่างของก้อนเมฆลงมาสู่ไร่ข้าวโพดเบื้องล่าง 

 

จิมมี่ เฝ้ามองลำแสงลึกลับนั้นจากหน้าต่างห้องนอน   สัญชาตญาณบอกให้เขารู้ได้ในทันทีว่า.....การแย่งชิง...ได้เริ่มขึ้นแล้ว.....

“ในที่สุด...”

เขาพึมพำเบาๆ  สีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

            “แสงนั่น...?...”

            โมนาตะลึง  เธอจ้องมองลำแสงประหลาดที่พุ่งเป็นลำขนาดใหญ่มากลงมาจากท้องฟ้า  เธอไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน  ลำแสงนั่นพุ่งลงมายังไร่ข้าวโพดของตาเฒ่า ‘สแปลซลี่ย์’ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวครึ่งไมล์และปรากฏอยู่นานราวหนึ่งนาทีก่อนที่จะเลือนหายไปในที่สุด

……………

            จิมมี่กับโมนาเข้ามาในไร่ของ มาร์ค  แสปลซลีย์  ด้วยความห่วงใย 

            “ดูนั่นสิ”  จิมมี่ชี้ให้โมนาดูรอยเถ้าถ่านรูปวงกลมขนาดใหญ่บนพื้นดิน  “ดูเหมือนว่าต้นข้าวโพดที่โดนลำแสงสีเขียวจะถูกเผาทำลายกลายเป็นเถ้าถ่าน  ร่องรอยการเผาไหม้นั้นใหญ่ขนาดครึ่งสนามฟุตบอลทีเดียว

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?  แล้วลุงมาร์คล่ะ?”

            โมนาเริ่มเป็นห่วงเพื่อนบ้านวัยชราของเธอ  เธอกับจิมมี่แหวกต้นข้าวโพดที่แน่นขนัดและสูงท่วมหัว  ขอบใบของมันคมกริบจนบาดผิวเลือดซิบ  และแล้ว  ทั้งสองก็ได้พบชายชราอยู่ในไร่ข้าวโพดนั่นเอง  เขาปลอดภัยและกำลังขุดดินจนเป็นหลุมขนาดใหญ่มากหลุมหนึ่ง 

            “คุณเห็นอย่างที่ฉันเห็นหรือเปล่า?”

            โมนาแทบไม่เชื่อสายตาที่ได้เห็น ‘มาร์ค  สแปลซลีย์’ ชายชราวัยเจ็ดสิบแปดปีกำลังขุดหลุมอยู่อย่างทะมัดทะแมง

            “ใช่  ที่จริงเขาแทบจะยกจอบไม่ขึ้นด้วยซ้ำ”

            โมนาและจิมมี่ตรงเข้าไปหาชายชรา  แต่ตาเฒ่าสแปลซลีย์ยังคงก้มหน้าก้มตาขุดดินโดยไม่สนใจหนุ่มสาวทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

            “สวัสดีค่ะลุงมาร์ค”  โมนาเอ่ยทักทายขึ้นก่อน  เธอมองดูขนาดของหลุมด้วยความสงสัย  เธอไม่รู้ว่าลุงมาร์คจะขุดหลุมขนาดฝังม้าได้ทั้งตัวเอาไว้ทำอะไร

            “ลุงขุดหลุมทำไมหรือคะ?”

            “ปลูกต้นไม้”

            ตาเฒ่าสแปลซลีย์ตอบห้วนๆพลางเหลือบตามองหญิงสาวแค่เสี้ยววินาทีก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาขุดหลุมต่อไป  ปรกติแล้วเขาจะแสดงความดีใจที่เห็นเธอกับจิมมี่ทุกครั้ง  แต่วันนี้  เธอกลับรู้สึกราวกับว่าเธอเป็นคนแปลกหน้าซึ่งชายชราไม่ยินดีต้อนรับ

            “เมื่อวานลุงเห็นลำแสงสีเขียวที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้าหรือเปล่าครับ  มันพุ่งลงมาที่ไร่ของลุง”

            จิมมี่ถาม  ชายชราชะงักเล็กน้อย  เขาเหลือบมองชายหนุ่มด้วยหางตาอย่างเคืองๆ

            “ไม่มีลำแสงอะไรทั้งนั้น”

            ตาเฒ่าสแปลซลีย์ตอบด้วยน้ำเสียงห้วนๆเหมือนเคย  เขาหยุดขุดหลุมแล้วแบกจอบเดินหนีไปทันที  ทิ้งให้จิมมีกับโมนายืนมองหน้ากันอย่างงงๆ 

“ลุงมาร์คเป็นอะไรไป?”  โมนาสงสัย  “หรือว่าลำแสงนั่นทำให้แกเพี้ยนไป?”

            จิมมี่คิ้วขมวดย่น  เขาสะกิดโมนาแล้วรีบพาเธอออกไปจากไร่ของลุงมาร์คเมื่อเห็นคนงานห้าคนของลุงมาร์คกำลังตรงมาหาเขากับโมนาด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรเท่าไรนัก

……………

            “พวกมันแฝงตัวเข้ามาแล้ว”

            จิมมี่บอกกับคนอื่นๆที่มารวมตัวกันในห้องใต้ดินในร้านขายของชำของดอน  โมนาไม่เคยรู้เลยว่าใต้ร้านของดอนมีห้องใต้ดินนี้อยู่  นี่เป็นครั้งแรกที่จิมมี่พาเธอมาที่นี่  โมนาแปลกใจที่ในห้องใต้ดินแห่งนี้มีจอภาพหลายจอซึ่งสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวในบริเวณต่างๆของเมืองได้อย่างชัดเจนราวกับว่าที่นี่เป็นกองบัญชาการอะไรสักอย่าง  แล้วก็ยังมีอุปกรณ์อีกหลายอย่างที่ดูคล้ายเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์แปลกๆที่เธอไม่รู้จัก 

            “จิมมี่  ที่นี่คือที่ไหนกันแน่?”  โมนารู้สึกงุนงงกับสิ่งที่เธอได้เห็น 

“ที่ที่เราใช้ติดตามการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก”

จิมมี่ตอบ  โมนารู้ว่าจิมมี่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาลและสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว  แต่เธอไม่เคยนึกว่าเขาจะเอาจริงเอาจังขนาดนี้

“ทุกคนกลายเป็นพวกมันไปหมดแล้ว”

            ดอนกระซิบเบาๆ  เขามองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาผ่านทางจอภาพ  สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เขารู้ได้ในทันทีว่า  มีอีกชีวิตหนึ่งแฝงอยู่ในร่างกายของคนพวกนั้น    

            “คุณหมายถึงทุกคนข้างนอกนั่นเป็นมนุษย์ต่างดาวแฝงตัวมางั้นเหรอ?”

            โมนาขนลุกซู่โดยไม่รู้ตัว  เธอนึกไม่ออกว่าต่อไปนี้ชุมชนซึ่งเธออาศัยมาตั้งแต่เกิดแห่งนี้จะมีสภาพเป็นอย่างไรในเมื่อเวลานี้  มันได้กลายเป็นเมืองของมนุษย์ต่างดาวไปแล้ว

            “ใช่  รวมทั้งลุงมาร์คกับคนงานในไร่ข้าวโพดด้วย”    จิมมี่ตอบ

            “พวกคุณรู้ได้ยังไงว่าพวกมันแฝงอยู่ในร่างของคนพวกนั้น?”

            “แววตาของพวกเขาเปลี่ยนไป  มันแข็งกระด้างและดูขวางๆ”  ไมเคิลบอกกับโมนา 

            “จริงด้วย  อย่างกับคนถูกสะกดจิต” 

            โมนาเห็นจริงอย่างที่ไมเคิลบอก  ผู้คนที่เดินผ่านไปมาถึงแม้จะดูเหมือนคนปรกติทุกอย่างแต่ดวงตาของทุกคนจะดูแข็งกร้าวและดุดัน

            “แล้วพวกเราล่ะ?  ทำไมพวกมันถึงไม่แฝงร่างพวกเรา?”  โมนาสงสัย 

            “ไม่ต้องห่วงหรอกโมนา พวกมันแฝงพวกเราไม่ได้หรอก”  ไมเคิลปลอบหญิงสาว  แต่เขาไม่ได้อธิบายอะไรมากกว่านั้น

            “และเราจะไม่ยอมให้พวกมันแฝงตัวอยู่บนโลกนี้อย่างเด็ดขาด”

            จิมมี่ประกาศกร้าว

...............

            โมนายังคงซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินของดอน  เธอเฝ้าดูการสถานการณ์ข้างบนจากจอภาพจอหนึ่ง  จอภาพอื่นๆจับภาพจุดต่างๆของเมืองสกายเกตรวมทั้งไร่ข้าวโพดของลุงมาร์คด้วย  การเคลื่อนไหวบางอย่างได้เริ่มต้นขึ้น  กลุ่มชายและหญิงต่างวัยกันทยอยกันมารวมตัวกันอย่างเงียบๆ  เธอแน่ใจว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ชาวเมืองสกายเกต  แต่เธอก็ต้องแปลกใจยิ่งขึ้น  เมื่อเธอได้เห็นจิมมี่กับดอนและไมเคิลปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางคนกลุ่มนั้น 

ในเวลาเดียวกันนั้น  จอภาพอีกจอหนึ่งก็ปรากฏภาพของคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชาวเมืองสกายเกต  เธอพยายามเพ่งมองใครบางคนในกลุ่มนี้ 

“พระเจ้า!...นั่นลุงมาร์คนี่”  เธอแน่ใจว่าชายชราซึ่งดูคล้ายกับเป็นผู้นำของกลุ่มชาวเมืองสกายเกตคือลุงมาร์คอย่างแน่นอน

โมนารู้ได้ในทันทีว่า  การต่อสู้ระหว่างคนทั้งสองกลุ่มกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า  เธอไม่รู้ว่ากลุ่มของจิมมี่จะสู้กับสิ่งมีชีวิตลึกลับจากต่างดาวด้วยวิธีไหน  เธอเชื่อว่าพวกนั้นจะต้องมีวิทยาการที่เหนือกว่ามนุษย์โลกอย่างไม่อาจเทียบกันได้เลย  พวกนั้นจึงสามารถเดินทางข้ามจักรวาลอันแสนไกลมายังโลกได้ในขณะที่มนุษย์ยังไปได้แค่ดวงจันทร์เท่านั้น

...............

            บรรยากาศแห่งความตึงเครียดได้บังเกิดขึ้น  เมื่อกลุ่มคนสองกลุ่มได้เคลื่อนขบวนเข้าหากัน  มันคือการเผชิญหน้ากันของมนุษย์สองเผ่าพันธุ์เป็นครั้งแรกบนโลกใบนี้

            ทันใดนั้นเอง  ภาพอันน่าสะพรึงกลัวก็ได้เกิดขึ้น  สิ่งที่โมนาได้เห็นก็คือ  ร่างของชาวเมืองสกายเกตทั้งหมดได้กลับกลายเป็นร่างอันน่าเกลียดน่ากลัวของสิ่งมีชีวิตประหลาดมากมาย  มันเหมือนกับร่างของสัตว์ประหลาดผสมกับร่างของปีศาจจากนรกซึ่งดูคล้ายกับโครงกระดูกที่มีชีวิต  ผิวหนังสีเขียวเข้มอมน้ำตาลของพวกมันเคลือบด้วยเมือกลื่นๆที่น่าขยะแขยง  ดวงตายาวรีอันแดงก่ำจ้องมองกลุ่มของจิมมี่อย่างเคียดแค้น  ปากที่แสยะอวดเขียวและฟันที่เหมือนฟันของสัตว์ร้ายส่งเสียงคำรามอย่างดุร้าย  พวกมันก้าวย่างเข้าหากลุ่มของจิมมี่อย่างช้าๆ  พวกมันเตรียมที่จะสังหารเหยื่อของมันด้วยกรงเล็บอันแหลมคมราวกับใบมีดที่สามารถทะลวงร่างของเหยื่อได้อย่างง่ายดาย

            แต่โมนาต้องแปลกใจที่กลุ่มของจิมมี่ยังคงยืนอยู่อย่างสงบนิ่งโดยไม่หวั่นกลัวฝูงสิ่งมีชีวิตประหลาดจากต่าวดาวที่กำลังย่างเท้าเข้ามาแม้แต่น้อย  ทุกคนได้แต่กางแขนทั้งสองข้างออกเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วหลับตาคล้ายกับว่าพวกเขากำลังทำสมาธิหรือเพ่งกระแสจิตขึ้นไปสู่เบื้องบนมากกว่าที่จะเตรียมต่อสู้หรือป้องกันตัว

            ทันใดนั้นเอง  ท้องฟ้าซึ่งเคยสงบนิ่งก่อนหน้านี้ก็กลับปั่นป่วนขึ้นอย่างฉับพลันทันที  ก้อนเมฆต่างเคลื่อนมารวมตัวกันจนกลายเป็นทะเลเมฆที่หนาทึบและบังเกิดเป็นประจุไฟฟ้าที่วิ่งพล่านไปทั่วทั้งท้องฟ้าพร้อมกับเปล่งเสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับว่าท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมาเดี๋ยวนั้น  มันทำให้ฝูงสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวต่างหยุดชะงักอย่างทันทีทันใด  แสงสว่างขาวโพลนจากเบื้องบนได้สว่างวาบขึ้นก่อนที่จะทอดตัวลงมายังแผ่นดินเบื้องล่างจนกระทั่งเมืองสกายเกตทั้งเมืองถูกกลืนหายเข้าไปในแสงสีขาวนั้น 

            เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของฝูงสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวโหยหวนขึ้น  โมนาไม่เคยได้ยินเสียงใดที่น่าสะพรึงกลัวเท่านี้มาก่อนเลย  มันเหมือนกับเสียงร้องของสัตว์นรกที่ได้รับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส  แต่เธอมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากจอภาพที่ขาวโพลนไปหมด  จนกระทั่งแสงสว่างสีขาวนั้นค่อยๆเลือนหายไปทีละน้อยและได้คืนเมืองสกายเกตให้กลับมาเป็นเมืองอันสุขสงบเหมือนเดิม  ร่างอันน่าเกลียดน่ากลัวของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวได้หายไปจนหมดสิ้น  กลายเป็นร่างของชาวเมืองสกายเกตที่ต่างยืนงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่  รวมทั้งผู้คนในกลุ่มของจิมมี่ก็ได้หายตัวไปจากที่นั้นไปด้วย  เหลือเพียงจิมมี่  ดอนและไมเคิลเท่านั้นที่ยังคงอยู่ 

จิมมี่เดินตรงไปหาตาเฒ่าสแปลซลีย์

            “เกิดอะไรขึ้นหรือจิมมี่?  ลุงมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”  ลุงมาร์คเอ่ยถามอย่างงงๆ  เขาประหลาดใจที่ทุกคนในเมืองก็มารวมตัวอยู่ในที่เดียวกันด้วย

            จิมมี่ยิ้ม  เขาโอบกอดตาเฒ่าสแปลซลีย์อ้วยความดีใจที่ตาเฒ่าได้กลับมาเป็นลุงมาร์คคนเดิมอีกครั้ง

            “ลุงจำไม่ได้หรือครับ?  พวกเรากำลังจะจัดฉลองเมืองของเรากันยังไงครับ”  

...............

            “ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณทำได้ยังไง?” 

            โมนาเอ่ยถามทันทีเมื่อจิมมี่  ดอนกับไมเคิลกลับลงมายังห้องใต้ดินอีกครั้งหลังจากทุกอย่างสงบลง

            “คุณอาจจะเรียกว่าปาฏิหาริย์ของพระเจ้าก็ได้”  จิมมี่ตอบ

            “พวกคุณเป็นใครกันแน่?”  โมนาถามอีกสายตาที่มองดูจิมมี่กับเพื่อนเป็นสายตาแห่งความหวาดระแวง  เธอๆไม่อาจไว้วางใจใครได้อีกแล้ว 

            จิมมี่หันไปมองดอนกับไมเคิล   

ทันใดนั้นเอง 

ร่างของชายหนุ่มทั้งสามได้อันตรธานหายไปในความว่างเปล่าและกลับมีร่างอีกสามร่างขึ้นมาแทนที่  มันเป็นร่างกายของสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ซึ่งมีผิวกายสีฟ้าที่สวยงามอย่างยิ่ง 

จิมมี่ยิ้มให้โมนาในขณะที่เธอจ้องมองเขากับดอนและไมเคิลอย่างตกตะลึง

            “โมนา...เผ่าพันธุ์ของพวกเราอยู่ร่วมกับชาวโลกมานานนับพันๆปีแล้ว”

……………

 

                       

โดย วรากิจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net