วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รากไม้ของพระเจ้า : ไชยรัตน์


ยอดตึกหลังหนึ่งซึ่งทะลุผ่านม่านหมอกหนาทึบสู่ชั้นบรรยากาศโปร่งโล่งเบื้องบนราวกับคนที่กำลังกระเสือกกระสนไขว่คว้าหาอากาศเฮือกสุดท้ายก่อนหมดลมหายใจ  ต้นอ่อนของพืชเล็กๆซึ่งไม่มีใครรู้จักต้นหนึ่งชูยอดอ่อนของมันรับแสงตะวันอย่างเริงร่าอยู่ใจกลางมหานครวอชิงตันดี.ซี.  อันที่จริงมันกำลังงอกงามในทุกหนทุกแห่งโดยไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่น้อย  มันดูไม่ต่างอะไรกับต้นหญ้าหรือวัชพืชที่นกได้ถ่ายมูลพร้อมเมล็ดของพวกมันออกมาตามวัฏจักรของการพึ่งพาอาศัยกันในการขยายเผ่าพันธุ์เพื่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต  แต่การมาอย่างลึกลับของพวกมันกำลังจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารขึ้นกับโลก 

 

            ดร.ซูส นักวิจัยพันธุ์พืชชั้นนำของโลกก้มลงมองดูต้นพืชเล็กๆบนขอบทางเดินซึ่งเขาเกือบเหยียบมันเข้าขณะกำลังรอข้ามถนนตรงทางม้าลาย  มันอาจจะดูคล้ายต้นพืชไร้ค่าที่ขึ้นกันอย่างดาษดื่นในทุกหนทุกแห่ง  แต่เขาแน่ใจว่ามันไม่เหมือนพืชชนิดใดในโลกที่เขาเคยเห็นมา  เขาก้มลงดึงมันขึ้นมาอย่างระมัดระวังด้วยกลัวว่าจะทำให้ลำต้นและใบของมันขาด  แต่ดูเหมือนว่ามันจะแข็งแรงกว่าที่เขาคิดมาก   เขาต้องอกแรงพอสมควรกว่าที่มันจะหลุดออกจากรอยแยกของพื้นปูน  มันดูคล้ายกับว่ารอยแยกของพื้นฟุตบาทเกิดจากการชอนไชของรากฝอยๆของต้นพืชนั้น 

ดร.ซูสมองดูมันด้วยความสนใจ  ถึงแม้มันจะเป็นเพียงต้นพืชที่เล็กมาและดูบอบบางด้วยลำต้นอ่อนๆสูงประมาณ 1 นิ้ว  มันมีสีเขียวอมน้ำตาลใสจนแสงสามารถผ่านลำต้นของมันได้กับใบกลมเล็กๆและโปร่งแสงห้าใบบนก้านเดียวกัน  แต่รากของมันกลับแผ่ขยายออกไปยาวกว่าขนาดของลำต้นมาก   เขาใส่มันลงในถุงพลาสติกใสซึ่งเขามักจะนำติดตัวตลอดเวลาเพื่อใช้เก็บต้นพืชที่น่าสนใจที่อาจบังเอิญพบในระหว่างทาง

 

“ต้นอะไรคะ?”

ดร.โจลีมองดูต้นพืชในถุงพลาสติกที่ดร.ซูสนำมาที่สถาบันวิจัยพันธุ์พืช

“ผมพบมันงอกอยู่บนฟุตบาท  มันมีลำต้นและรากที่แข็งแรงมากอย่างไม่น่าเชื่อ  ผมไม่เคยพบต้นพืชชนิดนี้มาก่อนเลย”

ดร.ซูสตอบ

“ฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่นกได้ถ่ายมูลที่มีเมล็ดของมันออกมา”  ดร.โจลีบอก

“ผมต้องตรวจสอบก่อนว่ามันเป็นต้นอะไรกันแน่  ผมสนใจความแข็งแรงของมัน”   

 

รอยร้าวรูปวงกลมบนตู้กระจกซึ่งดร.ซูสปลูกต้นพืชพันธุ์ใหม่เอาไว้เพื่อการศึกษาทำให้เขาประหลาดใจ  เห็นได้ชัดว่ารากของต้นพืชนั้นได้ชอนไชลึกลงไปในดินและพยายามที่จะเจาะทะลุแผ่นกระจกออกมา  รากของมันในขณะนี้งอกยาวขึ้น  มีขนาดใหญ่ขึ้น  และแข็งเรงมากขึ้นราวกับว่ามันคือรากของต้นไม้ใหญ่ทั้งๆที่ลำต้นของมันไม่ได้เติบโตขึ้นสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของรากเลยแม้แต่น้อย  มันยังคงเป็นเพียงต้นพืชเล็กกระจ้อยร่อยอันแสนจะบอบบางที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ

“โอ๊ะ!...อะไรกันนี่?”

ดร.ซูสแทบไม่เชื่อสายตากับการเติบโตของรากของต้นพืชต้นขนาดเล็กกว่านิ้วก้อยที่เขาเก็บมา  เขาพยายามที่จะดึงมันขึ้นมาจากดิน  แต่ดูเหมือนว่ารากของมันจะยึดเกาะกับตู้อย่างเหนียวแน่น

“ลำต้นของมันก็แข็งแรงและเหนียวมากและทนทานต่อแรงดึงราวกับว่ามันเป็นต้นไม้พลาสติก”

ดร.ซูสบอกกับดร.โจลี

“เราคงเอามันออกจากตู้ไม่ได้แน่”

ดร.โจลีมองดูรอบๆตู้กระจก  เธอเห็นรากของต้นพืชประหลาดงอกออกไปทุกทิศทุกทางจนเต็มตู้จนเธอเกรงว่ารากของมันอาจจะทำให้ตู้กระจกแตกเป็นเสี่ยงๆได้หากยังคงปล่อยให้รากของมันเจริญเติบโตอยู่อย่างนี้

ดร.ซูสขุดดินออกจากตู้กระจกจนหมดเพื่อดูการงอกของรากของต้นพืชประหลาดให้ชัดเจน 

“ดูสิ  รากของมันใหญ่กว่าลำต้นถึงห้าเท่าและยาวเป็นเมตรทีเดียว”

“ดูมันคล้ายรากของต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่นะคะ”  เธอลองสัมผัสรากของมัน  “มันแข็งมากอาจจะต้องใช้ใบเลื่อยตัดหากคุณต้องการนำมันออกมาจากตู้”

“ผมชักไม่ค่อยสบายใจแล้วสิ”

ดร.ซูสสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที  ภาพจินตนาการอันน่ากลัวผุดขึ้นในความนึกคิด  ดร.โจลีการสามารถจินตนาการถึงภาพของความหายนะนั้นได้เช่นเดียวกัน

 

รากขนาดยักษ์โผล่ขึ้นมาให้เห็นตลอดถนนทุกสาย  มันมุดไปใต้แผ่นดินไกลนับกิโลเมตรโดยไม่มีใครรู้ว่ามันเริ่มต้นขึ้นจากที่ใด  มันแผ่สาขาของมันออกไปอย่างรวดเร็วและราวกับไม่มีที่สิ้นสุดทำให้ถนนเกิดเป็นรอยแยกและแตกออกราวกับเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

“มันเริ่มขึ้นแล้ว”

ความสะพรึงกลัวบังเกิดขึ้นเมื่อดร.ซูสได้เห็นสิ่งหายนะที่อยู่ตรงหน้า

“เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดมันนะคะ”

ดร.โจลีเย็นวาบไปทั้งร่าง  เธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต  มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างมากถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงรากของต้นไม้ก็ตาม  แต่เธอมองเห็นภาพของการทำลายล้างครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น  มันอาจจะร้ายแรงยิ่งกว่าสงครามล้างโลกเลยทีเดียว

ผู้คนหยุดต่างหยุดมองดูเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างงุนงง  ไม่มีใครรู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้นและรากไม้พวกนี้มาจากไหน  มันดูราวกับว่าการทำลายของรากไม้ลึกลับได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

...ทันใดนั้นเอง...        

เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกได้ดังขึ้นจากอีกฝั่งหนึ่งของถนนซึ่งแออัดไปด้วยอาคารระฟ้า  เมื่อชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของยอดอาคารหลังหนึ่งได้พังทลายลงมาพร้อมกับเศษอิฐและปูนที่ร่วงกราวลงมายังพื้นเบื้องล่าง  มันตกกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหวและแตกกระจายไปทั่ว  ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั้งถนนทำให้เกิดการจราจลแตกตื่นขนานใหญ่ของผู้คนที่ต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากสิ่งที่ตกลงมาจากอากาศ  หลายคนคิดว่าได้เกิดการก่อการร้ายขึ้นอีกครั้งหลังเหตุการณ์อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2011 และเมื่อฝุ่นได้จางลง  เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นแทนที่  หลายได้รับบาดเจ็บจากชิ้นส่วนของอาคารที่พังลงมา 

ดร.ซูสแหงนหน้ามองไปที่ยอดตึกและขนลุกซู่ขึ้นในทันที  ภาพที่เขาได้เห็นก็คือ  รากไม้ลึกลับได้ชอนไชไปตามผนังตึกทำให้มันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ           และแล้ว  อาคารอื่นๆก็เริ่มพลังทลายตามลงมาอย่างน่ากลัว  บางอาคารทรุดฮวบลงมากองกับพื้นและฝังร่างของผู้คนนับพันๆอยู่ใต้ซากของมันโดยที่พวกเขาไม่รุ้เลยด้วยซ้ำว่าได้เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา

ดร.ซูสและดร.โจลีได้แต่มองดูเหตุการณ์ความหายนะที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง  เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทราวกับว่าเมืองทั้งเมืองได้ถูกถล่มด้วยอาวุธมหาประลัยเมื่อท่อแก๊สที่แตกออกและกระแสไฟฟ้าที่รั่วออกมาได้ก่อให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและเปลวเพลิงได้ลุกโหมกระหน่ำจนมหานครอันรุ่งเรืองกลับกลายเป็นทะเลเพลิงไปในพริบตา

“พระเจ้า!...โอ!...พระเจ้า!...”  ดร.โจลีกรีดร้องลั่น

“พวกมันต้องมาจากนอกโลกแน่”

ดร.ซูสบอก  เขาเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์ต้นพืชมหากาฬที่กำลังทำลายเมืองทั้งเมืองอยู่ในขณะนี้จะต้องมากับฝุ่นอวกาศที่ผ่านมาในวงโคจรของโลกอย่างแน่นอน  แต่ในเวลานี้  เขากับดร.โจลีจะต้องเอาชีวิตรอดก่อนเมื่ออาคารฝั่งที่เขายืนอยู่ก็ได้พังทลายลงมาเช่นเดียวกัน  ทั้งคู่วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อหนีให้พ้นจากชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของอาคารและเศษอิฐเศษปูนที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างน่ากลัวและมุ่งตรงไปยังพื้นที่โล่งของสวนสาธารณะที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก  ของดร.โจลีสั่นเทาและมอมแมมไปด้วยฝุ่นที่คลุมไปทั้งร่างเช่นเดียวกับดร.ซูสและคนอื่นๆ 

อาคารระฟ้ามากมายที่พังทลายลงมาอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและเสียงครืนๆราวกับฟ้าถล่ม  มันถูกแทนที่ด้วยรากไม้สูงตระหง่านที่งอกออกมาจากต้นพืชเล็กๆที่ลอยอยู่กลางอากาศ  รากของมันได้หยั่งลงมาสู่พื้นเบื้องล่างดูไม่ต่างอะไรกับขาของปีศาจ  ซึ่งแยกแผ่นดินให้แตกออกจากกันกลายเป็นหุบเหวลึกเต็มไปหมด

ดร.ซูสหันไปมองอาคารสถาบันวิจัยพันธุ์พืชของเขา  รากไม้ปีศาจได้ทำลายอาคารทั้งหลังให้พังทลายจนราบลงกับพื้นท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกท่วม

 

วันอันยาวนานได้ผ่านพ้นไปในขณะที่ท้องฟ้ายังคงแดงฉานด้วยแสงเพลิงที่โหมกระหน่ำ  แสงเพลิงนั้นสว่างโร่เหนือท้องฟ้าอันมืดมิดยามค่ำคืนอันเงียบสงัดราวกับไร้ผู้คน  ทุกคนได้แต่มองดูความหายนะที่เกิดขึ้นอย่างเงียบกริบ  ทุกคนช็อคกับความหายนะที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนไม่อาจแม้แต่จะร้องครวญครางอย่างเสียขวัญ  ร่างของผู้บาดเจ็บและซากศพกระจัดกระจายเกลื่อนไปทั้งเมือง  ไม่มีหน่วยกู้ภัยใดๆสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้เพราะแม้แต่พวกเขาเองต่างก็อยู่ในอาการตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก

แสงสว่างจับขอบฟ้าอีกครั้งหนึ่ง  รากปีศาจที่สูงตระหง่านปรากฏขึ้นแทนที่อาคารระฟ้าซึ่งเคยแออัดในมหานครแห่งนี้  แต่อีกสิ่งหนึ่งซึ่งได้เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนก็คือ  ทุกหนทุกแห่งเขียวขจีไปด้วยต้นพืชเล็กๆที่งอกขึ้นมาจากรากของพวกมันเองราวกับพรมผืนใหญ่ที่ปกคลุมแผ่นดินปิดทับซากปรักหักพังจนหมดสิ้น 

“ไม่น่าเชื่อเลย”  ดร.ซูสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง  เขาโอบกอดดร.โจลีที่ยังคงอยู่ในอาคารตกตะลึง        

“ม...มันกำลังโตขึ้น”

เสียงอันแผ่วเบาของดร.โจลีพูดขึ้น

ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเธอก็คือ  บรรดาต้นพืชเล็กๆนับล้านๆต้นเหล่านั้นกำลังเติบโตขึ้นกลายเป็นต้นไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว 

“ป่าได้ยึดแผ่นดินของพวกมันคืนจากมนุษย์แล้ว”

ดร.ซูสบอก

 

ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้เกิดขึ้น ณ ที่ใดในโลกบ้างเนื่องจากระบบการสื่อสารทั้งหมดได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ  แต่โลกเมื่อมองดูจากอวกาศในเวลานี้  แผ่นดินทวีปซึ่งเคยถูกยึดครองโดยเมืองและมหานครซึ่งสร้างขึ้นจากฝีมือมนุษย์ได้กลับกลายเป็นผืนป่าไปจนหมดสิ้น  มันได้บังคับให้มนุษย์ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากอยู่ร่วมกับมันอย่างเจียมตัว  ความยโสโอหังและความอหังการ์ของมนุษย์เหือดหายไปและจำยอมสยบให้กับผืนป่า

“ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว”  

ดร.โจลีมองดูป่าซึ่งได้ล้อมรอบเธอกับคนอื่นๆอยู่ในขณะนี้  รอบๆตัวเธอได้กลายเป็นป่าทึบซึ่งปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย  รากไม้ปีศาจได้ย่อยสลายซากปรักหักพังจนกลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีกลับคืนสู่แผ่นดินอีกครั้ง

“ไม่ใช่...ทุกอย่างกำลังจะ...เริ่มต้น  โลกกำลังฟื้น...จากความตายต่างหาก”  ดร.ซูสพูดตะกุกตะกัก  ดร.โจลีสังเหตเห็นว่าสีหน้าของเขาดูบิดเบี้ยวผิดปกติ  “พระเจ้า...ได้ส่งต้นไม้พวกนี้...มา...เพื่อยึดโลก...คืนจาก...มนุษย์”

“ดอกเตอร์คะ...ดอกเตอร์...คุณเป็นอะไรไปคะ?” 

ดร.โจลีร้องเรียกด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างของดร.ซูสบิดเร่าอย่างเจ็บปวด  และแล้ว  ทันใดนั้นเอง  เธอก็ส่งเสียงหวีดร้องเมื่อได้เห็นต้นพืชเล็กๆงอกอยู่บนศีรษะของดร.ซูส

รากของมันกำลังงอกยาวออกมาและชอนไชจากภายในไปทั่วทั้งร่างของดร.ซูสที่ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสจนกระทั่งเงียบเสียงลงเมื่อรากไม้ของต้นไม้จากอวกาศได้แทงทะลุร่างกายของเขาและได้แยกร่างกายของเขาออกจากกันอย่างโหดเหี้ยม  ศีรษะของเขาระเบิดออกและสาดมันสมองให้กระจายไปทั่ว 

ดร.โจลีส่งเสียงหวีดร้องลั่น  ร่างของเธอแดงฉานไปด้วยเลือดสดๆของดร.ซูส

ภาพซึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าของเธอก็คือ

...ร่างที่ไม่ต่างอะไรกับเศษเนื้อที่ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆอย่างน่าสยดสยองโดย...

...รากไม้...ของพระเจ้า...

...............

 

โดย วรากิจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net