วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

JIRO DREAMS OF SUSHI ..เมื่อได้ทำในสิ่งที่รักแล้วเราจะรักในสิ่งที่ได้ทำ..


 

       ตอนหนังเรื่องนี้เข้าโรงฉาย นัดหมายกันหลายคนจะไปดู
       แต่สุดท้ายต้องยกเลิก เพราะมีคนบอกว่าซับไตเติ้ลกลับด้านจนอ่านยาก ทำให้พวกเราต่าง(บ่น)เสียดายที่อดชมภาพยนตร์(สารคดี)ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง พร้อมตั้งหน้าตั้งตา"รอ"แผ่น เพราะเชื่อว่ายังไงก็มีแน่นอน
       สำหรับผมนั้น รับรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกี่ยวกับการทำซูชิ แต่เป็นหนังเกี่ยวกับสุดยอดเชฟซูชิในญี่ปุ่นที่ชื่อ"จิโร่" โดยสารคดีชีวิตนี้จะอธิบายถึงแนวคิด วิธีการทำงาน ตลอดจนเรื่องราวหลายเรื่องของคุณตาจิโร่ ชายอายุ 85 ที่ปั้นซูชิมาทั้งชีวิต
       ความยาวของหนังชั่วโมงครึ่ง นอกจาก"อิ่มตา"กับอาหารจานหรูชิ้นละคำแล้ว ยัง"อิ่มใจ"กับแนวคิดดีๆที่"จิโร่"สั่งสอนลูกและลูกจ้างเพื่อให้ประสบความสำเร็จ
       การมาถึงจุดสูงสุดเป็นเรื่องยาก แต่การยืนอยู่จุดนั้นต่อไป..เป็นเรื่องยากกว่า
       แต่คุณตาจิโร่ทำได้ และทำได้อย่างไร ..หนังเรื่องนี้มีคำตอบ


       ผมเป็นคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่น
       แม้จะไม่ได้กินบ่อยนักเพราะ"แพง"เมื่อเทียบกับอาหารไทยที่กินทุกวัน แต่หากมีโอกาส ผมจะไม่พลาดอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะ"ซูชิ" และขอสารภาพตรงๆว่าหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ผมเพิ่งรู้ว่า"หน้า"ของซูชินั้นมีมากมาย...มากกว่าที่เคยเห็นและเคยกินมากนัก
       มากทั้งรสชาติและคุณค่า จึงไม่น่าแปลกใจเรื่องสุขภาพคนญี่ปุ่น
       เพราะหนังเรื่องนี้ "จิโร่"อธิบายให้เห็นว่ากว่าจะเป็น"ซูชิ"ดีๆสักชิ้นหรือสักคำนั้น มีขั้นตอนมากมายตั้งแต่ชนิดของข้าว ตามมาด้วยวิธีการหุงข้าว การนำสาหร่ายมาผิงไฟ การรมควันปลา หรือแม้แต่การนวดปลาหมึก ที่ต้องพิถีพิถันเพื่อให้"นุ่มลิ้น"
       เอ้อ...ยิ่งเขียนถึงยิ่งอยากกินซูชิ


       หนังเปิดฉากโดยนักเขียนคอลัมน์แนะนำร้านอาหารญี่ปุ่นพูดถึง"จิโร่"
       นักเขียนคนนั้นกล่าวถึงนิยามของคำว่า“เชพที่ยิ่งใหญ่” ว่าจะต้องมีคุณสมบัติ 5 อย่าง หนึ่งคือความตั้งใจ สองคืออยากพัฒนา สามคือความสะอาด สี่คือความใจร้อน และห้าคือความปรารถนาแรงกล้า และนั่นมีอยู่"ครบ"ในตัวเชฟซูชิชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ โอโน่ จิโร่ Ono Jiro 
       "เขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ สะอาด ยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองมีและทำได้ดีที่สุด และที่สำคัญที่สุดประการสุดท้าย จิโร่มีความรักในสิ่งที่เขาทำ" นักเขียนคนั้นกล่าวถึง"เทพเจ้าซูชิ"คนนี้
       หนังสือ"มิชลินไกด์" ที่แนะนำร้านอาหารชั้นเลิศแก่คนทั่วโลกได้ให้รางวัล 3 ดาวแก่ร้านซูชิของจิโร่ ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับผู้ที่เคยไปกิน"ซูชิ"ที่ร้านนี้ เพราะเป็นร้านที่มีเพียง 10 ที่นั่ง แถม"ไม่มีห้องน้ำ" แต่นี่คือร้านอาหารที่คุณต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือน และต้องมีเงิน...เพราะราคามันแพง 
       แต่ใครที่จองและไปกินก็ไม่เคย"ผิดหวัง" เพราะนับถึงวันนี้ ร้านนี้ก็คือการรักษามาตรฐานดั่งที่"มิชลินไกด์"ระบุว่า รสชาติและคุณภาพของซูชิที่นี่"ไม่เปลี่ยนแปลง"ทั้งๆที่ครั้งล่าสุดที่พวกเขามาตรวจสอบและชิมรสชาติซูชินั้น เป็นฝีมือปั้นของ โยชิคาซึ จิโร่ Yoshikazu Ono ลูกชายคนโตคุณตาจิโร่ ไม่ใช่ฝีมือของคุณตาจิโร่ที่ทำให้ได้รางวัลในครั้งแรก
       "พ่อบอกว่า จงมองไปข้างหน้า และข้างบน …..จงพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ" Yoshikazu Ono บอก


       ชีวิตของจิโร่...ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
       เพราะในวัยเด็กนั้น เมื่อจบ ป. 1 เขาก็ถูกครอบครัวกดดันให้ออกจากบ้านเพื่อฝึกพึ่งพาตัวเอง พร้อมยื่นคำขาดว่า "แกไม่มีบ้านให้กลับแล้ว" จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาแทบจะไม่รู้จักพ่อแม่ของเขา
       เขาจึง"เชื่อมั่น"ในเรื่องให้ทุกคนทำงานหนัก
       "ผมแปลกใจที่พ่อแม่สมัยนี้สั่งสอนลูกว่าหากลูกล้มเหลวก็ให้กลับมาบ้าน พอพ่อแม่พูดโง่ๆแบบนั้นออกไป ลูกก็จะกลายเป็นคนไม่เอาถ่าน" จิโร่กล่าวถึงแนวคิดของเขา
       นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แค่"ขนม"ลูกชายของเขาจึงต้องเรียนรู้ทดลองทำเป็นปี
       แต่หากใครดูหนังเรื่องนี้ ก็จะเข้าใจว่านั่นคือ"ปรัชญา"การทำงาน(และทำอาหาร)ของจิโร่ ผู้ถือคติมาโดยตลอด นั่นคือ "I've never once hated this job. I fell in love with my work and I gave my life to it" "ไม่เคยสักครั้งที่ฉันเกลียดงานนี้ ฉันตกหลุมรักงานของฉันและพร้อมทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อมัน" 
       นี่คือความสำเร็จของ"จิโร่"...ชายผู้ตกหลุมรัก"ซูชิ"


       ผมบอกแล้วว่าดูหนังเรื่องนี้แล้ว"อิ่ม"
       เพราะกว่าจะกลายเป็นเจ้าของภัตตาคาร 3 ดาวของมิชลินๆกด์นั้น จิโร่ไม่ได้เดินมาบนพรม หากแต่แทบจะคลานมาบนพื้นที่มีทั้งกรวดและทราย แต่เขามาถึงจุดนี้ได้เพราะ"รัก" เหมือนที่เขาย้ำเสมอว่า "คุณต้องรักในสิ่งที่คุณทำ" อันนี้ผมสรุปแบบ"สั้นที่สุด"จากประโยคยาวๆ .."Once you decide on your occupation... you must immerse yourself in your work. You have to fall in love with your work. Never complain about your job. You must dedicate your life to mastering your skill. That's the secret of success... and is the key to being regarded honorably."
       จิโร่"รัก"ในซูชิและทำให้คนอื่นเชื่อว่าเขารักมันจริงๆ
       จึงไม่ใช่เรื่องแลปกที่พ่อค้าข้าวชั้นดีรายหนึ่ง ถึงกับปฏิเสธข้อเสนอซื้อข้าวจากโรงแรมใหญ่อย่างไฮแอทฯ โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการเก็บไว้ขายให้กับ"จิโร่" เพียงคนเดียว ด้วยเหตุผลสั้นๆคือ จิโร่รู้วิธีหุงข้าวของเขา…ให้อร่อย
       "มันจะมีประโยชน์อะไร หากคุณได้วัตถุดิบที่ดีไป แต่ไม่รู้การปรุงที่ถูกวิธี" พ่อค้าข้าวกล่าว
       เรื่องราวของ"จิโร่"ที่ผมเขียน คงไม่สามารถทำให้คุณเข้าถึง"แนวคิด"ได้ดีเท่ากับการหาภาพยนตร์(สารคดี)เรื่องนี้มาชม เพราะนี่คือเรื่องราวของชายผู้ที่ย้ำเสมอว่า "Shokunin try to get the highest quality of fish and apply their technique to it, we don’t care about money." (สุดยอดของการเป็นเชฟซูชิก็คือการหาปลาที่ดีที่สุดและทำมันออกมาให้ดีที่สุด เราไม่ได้ทำเพื่อเงินหรอก)
       นี่คือ"จิโร่"ผู้ชายวัย 85 ที่ถือคติ"“I’ll continue to climb, trying to reach the top, but no one knows where the top is" (ฉันยังคงปีนต่อไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะไปให้ถึงจุดสูงสุด แต่ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าจุดที่ว่านั้นมันอยู่ที่ไหน) เพราะสำหรับเขาแล้ว"สุดยอด"ไม่ใช่จุดที่เขาไปถึง หากอยู่ที่"คนอื่น"เป็นคนบอก
       "ผมรักงานนี้ ถ้าผมยังทำมันได้ดี ผมก็จะทำมันต่อไป…ลูกค้าจะเป็นคนบอกเองว่า ผมควรจะหยุดเมื่อไหร่"
       ดูหนังจบ...หิวซูชิขึ้นมาเลยครับ

 

 

โดย ลูกเสือหมายเลข9

 

กลับไปที่ www.oknation.net