วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

80 ปี ศึกชิงอำนาจรธน.ไทย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ทำนายเกมรื้อรธน.หลัง10ธ.ค.


วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 35 ฉบับที่ 12683 มติชนรายวัน


80 ปี ศึกชิงอำนาจ"รธน.ไทย" "ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์" ทำนายเกมรื้อ"รธน.หลัง10ธ.ค.

สัมภาษณ์พิเศษ

โดย พนัสชัย คงศิริขันต์

 หมายเหตุ - นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ถือเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของผลงานหนังสือ "ปฏิวัติ 2475 และรัฐธรรมนูญ" ให้สัมภาษณ์ "มติชน" ถึงพัฒนาการ 80 ปีรัฐธรรมนูญไทย ในวาระวันที่ 10 ธันวาคม 2555 รวมทั้งวิเคราะห์ถึงทิศทางการเดินเกมของ "รัฐบาล" และ "รัฐสภา" ในความพยายามอันนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่อีกครั้ง

 

@ นับตั้งแต่ พ.ศ.2475 จนถึงวันนี้ 80 ปีรัฐธรรมนูญไทย มีพัฒนาการประชาธิปไตยอย่างไรบ้าง

ผมเห็นมีการพูด 80 ปีรัฐธรรมนูญไทย ขอกล่าวว่าเป็นการจดจำที่ผิดพลาด มันต้องกล่าวใหม่ว่า 27 มิถุนายน 2475 ครบรอบ 80 ปีรัฐธรรมนูญไทย เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยคือ รัฐธรรมนูญ ฉบับเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เพียง 4 วัน ดังนั้น แค่การสร้างความจดจำว่า 10 ธันวาคม เป็นวันครบรอบ 80 ปีรัฐธรรมนูญไทย จะทำให้เรานับรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ ไม่ครบแล้ว มันขาดไป 1 ฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเริ่มต้น สะท้อนให้เห็นว่าความทรงจำเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมีแต่ความสับสน ดังนั้น เราจึงเห็นว่า 27 มิถุนายน 2475 จึงไม่มีความทรงจำรัฐธรรมนูญในสังคมไทย หากสังคมนี้ไม่จดจำรัฐธรรมนูญ 27 มิถุนายน 2475 เท่ากับว่าสังคมนี้ลืมอำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชนทั้งหลายไปแล้ว

@ ตกลงวันที่ 10 ธันวาคม ต้องเรียกวันรัฐธรรมนูญ หรือวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ

เรียกว่า วันรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงถูกเรียกวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือผลของการประนีประนอมกันระหว่างคณะราษฎรของผู้ทำการปฏิวัติกับกลุ่มชนชั้นนำของระบอบเก่า ประนีประนอมออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 คือฉบับเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 ฉบับนี้เป็นฉบับที่พยายามใช้ถ้อยคำที่จะนำไปสู่การตีความจนถึงปัจจุบันอย่างมากมาย

@ หลังการรัฐประหาร พ.ศ.2490 อำนาจระบอบเก่า หรืออนุรักษนิยมถูกฟื้นฟูจนถึงปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน

อำนาจของระบอบเก่าของกลุ่มอนุรักษนิยมยังคงมีอยู่มากในระบบการเมืองไทย สามารถแบ่งรัฐธรรมนูญออกได้ 3 แบบ แบบที่ 1 มุ่งสู่ประชาธิปไตยตามเส้นทางของคณะราษฎร คือรัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2475 รัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2489 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทำให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และกันข้าราชการและทหารออกไปจากระบบการเมือง แบบที่ 2 รัฐธรรมนูญตามแนวทางเผด็จการทหาร มีจุดเริ่มต้นที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2502 ฉบับชั่วคราวที่อยู่นานที่สุด ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2502 เป็นต้นแบบของการยึดอำนาจทุกครั้ง เวลามีการยึดอำนาจและร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวขึ้นมา ฉบับ พ.ศ.2502 จะเป็นต้นแบบฉบับปี 2515 ของจอมพลถนอม กิตติขจร

รัฐธรรมนูญ แบบที่ 3 คือรัฐธรรมนูญกึ่งเผด็จการ คือช่วงที่เรียกว่าต้องเกิดภาวะผ่อนปรนทางการเมือง หรือยังไม่สามารถกระชับอำนาจ

ฝ่ายทหารและข้าราชการประจำได้อย่างสมบูรณ์ ก็จะใช้รัฐธรรมนูญกึ่งเผด็จการ หรือประชาธิปไตย

ครึ่งใบ รัฐธรรมนูญแบบนี้มีจุดเริ่มต้นในปี 2490 ทำให้สภาสูงมาจากการแต่งตั้ง ดังนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อยู่ในรัฐธรรมนูญกึ่งเผด็จการตามแนวทางนี้ เพียงแต่ว่า ฉบับ 2550 อยู่ในภาวะคลี่คลายและมีพลังประชาธิปไตย

@ คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งเพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่ดูเหมือนจะมีอุปสรรคจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2550 เข้ามาขัดขวาง

การที่ไทยได้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 แล้ว บ่งบอกว่าสังคมไทยสามารถเดินทางไปเส้นทางประชาธิปไตยได้ แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ถูกล้มลงด้วยเผด็จการทหาร ดังนั้น ความพยายามที่จะกลับเข้าสู่เส้นทางประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มันต้องสู้กัน ในการสู้กันจะพบว่าพรรคเพื่อไทยใช้ประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่มาเป็นนโยบายสำคัญ เพื่อตอบต่อฐานมวลชนของตนเองที่เป็นพลังที่เคลื่อนไหวคือมวลชนคนเสื้อแดง และมวลชนที่หย่อนเสียงให้พรรคเพื่อไทยด้วย ดังนั้น พรรคเพื่อไทยต้องแสดงออกของความพยายามที่จะผลักดันการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแข็งขัน เพราะว่าเป็นพันธะสัญญาอยู่แล้ว หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่แสดงอย่างแข็งขันจะทำลายพรรคเพื่อไทยเอง จะทำให้มวลชนถอยห่างออกไป

ประเด็นสถานการณ์ทางปฏิกิริยาต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการทำลายรัฐธรรมนูญแบบกึ่งเผด็จการที่ได้วางรากมาอย่างยาวนาน

พลังของการคัดค้านจะต้องมีมากนี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง สิ่งที่ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยออกมากล่าวว่า จะมีการรณรงค์เพื่อลงมติในวาระที่ 3 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งจะผลักดัน

ให้มีการเคลื่อนไหวทั้งประเทศมันเป็นกิจกรรมที่ต้องแสดงออก แต่พอไปถึงวันนั้น อาจจะถูกเลื่อนวาระที่ 3 ออกไปอีก เพราะมุมมองของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นแนวทางรักษาอำนาจ ไม่ใช่แนวทางของการปะทะเพื่อสร้างสรรค์อุดมการณ์ทางการเมือง

@ พรรคประชาธิปัตย์เริ่มคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเกิดความขัดแย้งในรัฐสภาหรือไม่

ฐานของพรรคประชาธิปัตย์เป็นฐานอ้างอิงและสัมพันธ์กับพลังทหารนิยม อนุรักษนิยม ดังนั้น ต้องเป็นฐานการคัดค้านในรัฐสภา โดยฐานทางความคิด เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์คิดถึงการมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันผมคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ต้องเล่นบทค้าน ดังนั้น การรณรงค์เพื่อโหวตในวาระที่ 3 จะเปิดประเด็นให้ฝ่ายคัดค้านนอกสภา จะได้วาระการชุมนุมทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้จะเป็นข้ออ้างของการเลื่อนวาระนี้ออกไป คือจะทำให้ดูเหมือนจะมีภาพการชุมนุมนอกสภา และการคัดค้านในรัฐสภาจะเป็นเหตุผลของฝ่ายพรรคเพื่อไทยที่จะใช้อ้างเพื่อรักษาความสมานฉันท์ปรองดอง ดังนั้น ต้องอธิบายให้มวลชนเสื้อแดงตัวเองว่ายังไม่ถึงเวลา

@ พรรคร่วมรัฐบาลจะรณรงค์ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะนำไปสู่ความสำเร็จหรือไม่

ผมยังมองไม่เห็นเจตจำนงที่เข้มแข็งของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเลย จากการที่ฝ่ายรัฐสภาทำนิ่งเงียบต่อการแสดงของศาลรัฐธรรมนูญ มันก็ย่อมสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มนำของพรรคเพื่อไทยไม่ว่ารัฐบาลหรือรัฐสภา เลือกที่จะรักษาระบบนี้ไว้เพื่ออยู่ในอำนาจ ดังนั้น ยังมองไม่เห็นเส้นทางความสำเร็จ หรือความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทย แม้พรรคเพื่อไทยต้องแสดงออกต้องการจะร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ แต่เราจะไม่เห็นความพยายามจนถึงที่สุด

@ เมื่อเปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ ระหว่างรณรงค์ 1-2 เดือน กับการลงมติในวาระที่ 3 ทันที อย่างไหนสมควรดำเนินการมากกว่ากัน

การรณรงค์เป็นยุทธวิธีที่ดีแล้วที่ผ่านมาหลายเดือนทำไมไม่คิดเรื่องนี้บ้าง (หัวเราะ) เขาบอกว่าจะตีฆ้องในวันที่ 10 ธันวาคมนี้เพื่อรณรงค์ ถามว่า 2 เดือนนี้มากพอทำให้เกิดความคลี่คลายทางความคิดในสังคมไทยหรือ ผมว่าไม่พอหรอก 2 เดือนจะคุยอะไรกับคนได้มากมายไหม เป็นการแสดงออกว่าพรรคเพื่อไทยได้พยายามแล้ว แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยพยายามจริงต้องทำให้ประธานรัฐสภา (นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์) ซึ่งเป็นพรรคเพื่อไทยเอง ตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย ประเด็นอยู่ตรงนั้นมากกว่า

@ การลงมติร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ 3 หลังเปิดรัฐสภา จะเป็นไปได้หรือไม่

เป็นไปไม่ได้ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้การนำของประธานรัฐสภา

@ แสดงว่าต้องรณรงค์ก่อนแล้วค่อยลงมติ ในวาระที่ 3

นั่นเป็นการแสดงตนเพื่อรักษามวลชนตัวเองทางอุดมการณ์

@ มีการคาดการณ์ว่า ส.ส.ร.จะมาจากฐานเสียงฝ่ายการเมืองจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประชาธิปไตยแท้จริงได้หรือไม่

สัญญาณหรือบทบาทที่สำคัญอยู่ที่รัฐสภา หากรัฐสภายืนยันอำนาจอธิปไตยของประชาชน รัฐสภาต้องโหวตวาระที่ 3 ไม่สนใจศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตอนนี้รัฐสภากำลังทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเรา เป็นระบอบที่ผมเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยภายใต้การกำกับของศาลรัฐธรรมนูญอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น สังคมไทยตอนนี้เป็นสังคมขี้ฟ้อง คิดอะไรไม่ออกก็ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าสถาบันทางการเมืองหลัก

@ จะทำอย่างไรถึงจะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้

ที่สุดจะเกิดได้ เราต้องกลับไปถามคำถามต่อพรรคเพื่อไทย การต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ เป้าหมายของพรรคเพื่อไทยคือการพิทักษ์รักษาสถานภาพทางอำนาจและสถานภาพทางเศรษฐกิจของตนเอง หรือมีเป้าหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ด้วย ถ้าเขามีเป้าหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เกิดขึ้นได้ เพราะจะต้องพร้อมการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ แต่ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะรักษาสถานภาพทางอำนาจและเศรษฐกิจเป็นสำคัญกว่า

@ ถ้าเกิดการนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรเอาโมเดลรัฐธรรมนูญในอดีตมาทำคลอด

ถ้าเราดูตอนนี้ เส้นทางของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย คือฉบับ พ.ศ.2489 และฉบับ พ.ศ.2540 มันคือเส้นทางประชาธิปไตย ฉบับอื่นใช้ไม่ได้เลย

@ ตกลงจะได้เห็นรัฐธรรมนูญอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ราษฎร เหมือนเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 หรือเมื่อปี 2489 หรือไม่

ประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบัน ผมยังมองเห็นความเป็นไปได้ในอนาคต ยกเว้นว่าพรรคเพื่อไทย และพรรคพันธมิตรพร้อมที่จะเผชิญหน้าปัญหาทางการเมืองอย่างรุนแรง ถ้าพร้อมผมคิดว่าจะเป็นไปได้เร็วมาก เกิดการปะทะกันขนาดใหญ่ คือปะทะทางการเมืองในทุกอณูของสังคม

@ ถ้าให้นิยามสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ 80 ปีรัฐธรรมนูญไทย

80 ปีรัฐธรรมนูญไทย มีจุดเริ่มต้นต้องการสร้างอำนาจให้กับประชาชน แต่ 80 ปีที่ผ่านมาประชาชนถูกทำให้เชื่อว่าตนไม่มีอำนาจ

@ แสดงว่าอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ราษฎรในวันนี้

ใช่ ประชาชนตกอยู่ภายใต้การกำกับทางวัฒนธรรมของระบอบเก่า และอนุรักษนิยม

หน้า 11

โดย phanasGook

 

กลับไปที่ www.oknation.net