วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฟ้าหม่น ใจหมอง คิดถึงแดดสีทองที่อียิปต์ 4 ฟ้าไม่เคยใสที่ Cairo


 

 

ความเดิม

ฟ้าหม่น ใจหมอง คิดถึงแดดสีทองที่อียิปต์ บทนำ

http://www.oknation.net/blog/March/2012/11/15/entry-1

 

ฟ้าหม่น ใจหมอง คิดถึงแดดสีทองที่อียิปต์ 1 อรุณรางสว่างแล้วที่ Luxor 

http://www.oknation.net/blog/March/2012/11/21/entry-1

 

ฟ้าหม่น ใจหมอง คิดถึงแดดสีทองที่อียิปต์ 2 น้ำจรดทรายที่Aswan

http://www.oknation.net/blog/March/2012/11/29/entry-1

 

ฟ้าหม่น ใจหมอง คิดถึงแดดสีทองที่อียิปต์ 3 ข้าแต่ปวงเทวา  จากวิหาร Abu Simbel  ถึง ตลาดคนยาก

http://www.oknation.net/blog/March/2012/12/11/entry-1

 

 

 

 

เมืองหลวงของอียิปต์คือไคโร(Cairo) ค่ะ

 พวกตูนีเซี่ยนซึ่งครอบครองอียิปต์ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 เป็นผู้สร้างเมืองใหม่ชื่อ Al-Qahira ซึ่งแปลว่าผู้ชนะ แต่หูแชแหมของฝรั่งฟังเป็นไคโร

 

ก่อนอื่น แม่มดขออนุญาตรวบรัดเล่าสั้นๆว่าประเทศอียิปต์ถูกครอบครองหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของชาวต่างชาติเรื่อยมาเป็นเวลานานกว่า 2500 ปี คือตั้งแต่ประมาณปี 500 BC ค่ะ 

เจ้าที่เข้าครองหรือผู้ที่เข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์จากอียิปต์ในรูปแบบต่างๆนั้นไล่เลียงมาได้ตั้งแต่พวกเปอร์เซีย กรีก โรมัน อาหรับ ตูนีเซีย ตุรกี ฝรั่งเศส อังกฤษและอิสราเอล

อำนาจทางการเมืองการปกครองของประเทศเพิ่งกลับมาอยู่ในมือของชาวอียิปต์เมื่อ ค.ศ. 1956 ในรูปแบบสาธารณรัฐโดยมีประธานาธิบดีนัสเซอร์ (Gamal Abdel Nasser 1918-70) เป็นผู้นำคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศไม่เคยห่างหายไปจากแผ่นดินอียิปต์จนถึงทุกวันนี้

 

นักประวัติศาสตร์ถือว่าอียิปต์ยุคโบราณหรือยุคฟาโรห์สิ้นสุดลงในค.ศ.394 เมื่อโรมันซึ่งครอบครองอียิปต์อยู่ในขณะนั้นรับศาสนาคริสต์เข้ามาเป็นศาสนาแห่งอาณาจักรอย่างเป็นทางการและมีคำสั่งปิดวิหารของเทพเจ้าต่างๆทั้งหมด

ชาวอียิปต์รับอิสลามเป็นศาสนาหลักตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 7 เมื่อกองทัพอิสลามภายใต้การนำของ Amr Ibn al-Aas โจมตีและเข้าครอบครองอียิปต์ได้เป็นผลสำเร็จ

 

เราบินจากลักซอร์ไปไคโรตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นเพราะมีโปรแกรมเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ไคโรในช่วงเช้า ชมปิระมิดแห่งกีซ่าและสฟิงซ์ในช่วงบ่ายจนถึงเย็น

รายการทัวร์แน่นเอี้ยดจนอึดอัด  ต่อให้วิ่งไป ดูไป ใช้แค่หางตาเหลือบมองดูสมบัติล้ำค่าอย่างผ่านๆ ก็ยังเห็นได้ไม่ถึงเศษเสี้ยวของสิ่งที่ควรดูควรชม

แต่เราจะตัดอะไรออกไปจากรายการล่ะคะในเมื่อเวลาท่องเที่ยวของเรามีน้อยนิด

การเยี่ยมชมโบราณสถานยุคฟาโรห์จะให้ภาพประวัติศาสตร์ที่ขาดวิ่นเหมือนภาพตัวต่อที่มีชิ้นส่วนไม่ครบหากไม่มีการเข้าชมโบราณวัตถุจากวิหารต่างๆที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์

แล้วถ้าจะตัดปิระมิดออกไป โอย.....แม่มดต้องขาดใจ

แม่มดเลยทำหูทวนลมเมื่อลูกชายโวยวายว่า อะไรกันแม่ เราต้องตื่นตั้งแต่ก่อนตี 3!!!  นี่เป็นเวลาปิดเทอมนะครับ

Life is hard!!!  เกิดเป็นลูกแม่มดก็ลำบากอย่างนี้แหละค่ะ

 

แต่ชีวิตของชาวอียิปต์ที่ไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำไนล์คงจะลำบากกว่าชีวิตของลูกมดสักหลายส่วน  แม่มดมองลงไปเบื้องล่างขณะที่เครื่องฯของเราบินอยู่เหนือทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) เห็นแต่ความแห้งแล้งสุดสายตา  พอมาใกล้กรุงไคโร ก็เห็นโรงงานอุตสาหกรรมพ่นควันโขมง ท้องฟ้ามืดมัวทั้งจากควันเสียและทรายที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ  อากาศกรุงเทพฯว่าแย่แล้ว อากาศที่ไคโรสูดยากกว่าหลายเท่าค่ะ

 

 

โอ  ช่างเป็นภาพที่ชวนให้คิดถึงแม่น้ำไนล์อันงามสงบเสียนี่กระไร

 

แม่มดไม่มีภาพจากพิพิธภัณฑ์ไคโรมาฝากเพื่อนๆเลยค่ะเพราะเขาไม่ให้นำกล้องเข้าไปภายในอาคารเสียด้วยซ้ำ จุดหลักที่ตาอาลีซึ่งบินมาด้วยนำเราไปชมในช่วงเวลาสั้นๆนั้นคือ Tutankhamun Galleries ซึ่งเป็นบริเวณที่แสดงสมบัติล้ำค่านานาที่ได้มาจากที่ฝังพระศพของฟาโรห์ทูทานคามูน 

หากใครต้องการไปคารวะมัมมี่ของพระองค์  ต้องเสียเงินเพิ่มนะคะ  แม่มดไม่ได้ไปเฝ้าท่าน  สนใจประวัติศาสตร์ยุคโบราณก็จริงแต่ไม่ใช่แฟนมัมมี่ค่ะ

 

แม้ว่าการเข้าชมวันนั้นจะไม่สนุกเลยเพราะพิพิธภัณฑ์ไคโรแน่นขนัดไปด้วยโบราณวัตถุมากมายและปริมาณผู้เข้าชมก็ล้นหลามจนแทบจะหาทางเดินไม่ได้ ทั้งเสียงก็ดังจนเราฟังคำอธิบายของไกด์ไม่รู้เรื่อง  ที่นี่ก็ถือเป็น a must see สำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์อียิปต์นะคะ

อย่างไรก็ตาม ในอีก 3 ปีข้างหน้า รัฐบาลอียิปต์มีกำหนดการที่จะเปิด Grand Egyptian Museum หรือ Giza Museum ในทะเลทรายใกล้ๆกับปิระมิดและเขาจะขนย้ายโบราณวัตถุจากยุคฟาโรห์ไปไว้ที่นั่นทั้งหมด   นัยว่าจะให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านอารยธรรมโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยค่ะ

แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศนี้ แม่มดไม่แน่ใจว่ากำหนดการเปิดพิพิธภัณฑ์กีซ่าจะยังทันปีค.ศ. 2015 หรือเปล่า  เพื่อนๆที่สนใจคงต้องคอยติดตามข่าวดูอีกทีนะคะ

พิพิธภัณฑ์โบราณคดีอียิปต์นอกประเทศที่น่าไปเยี่ยมชมมาก ถ้าพื่อนๆเผอิญผ่านไปทางนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ Egizio ที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลีซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นที่ 2 รองลงมาจากที่ไคโร และพิพิธภัณฑ์อียิปต์ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีค่ะ

Bust ของ Queen Nefertiti ผู้เลอโฉมอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ค่ะ แต่ไม่ทราบว่าจะอยู่อีกนานเท่าไร  เพราะอียิปต์เขากำลังทวงคืนเหย็งๆ เหมือนที่กรีซพยายามทวงหินอ่อนแกะสลักที่เคยเป็นหน้าบรรณของวิหารแพนเธนอนบนเนินเขาอะโครโพลิสคืนจาก British Museum นั่นแหละค่ะ

งานนี้ แม่มดเอาใจช่วยอียิปต์กับกรีซนะคะ

 

 

 ที่ตั้งของปิระมิดอยู่บนที่ราบสูงกีซ่า (Giza Plateau) ซึ่งเป็นบริเวณที่ฝังพระศพของกษัตริย์อียิปต์มาตั้งแต่เกือบ 5000 ปีก่อนเมื่อครั้งที่เมืองหลวงของอียิปต์คือ  Memphis  อยู่ชานกรุงไคโรไปทางตะวันตกเฉียงใต้  แม่มดน่ะมีอาการเนื้อเต้นเชียวที่เห็นปิระมิดทั้งสามชัดเจนตั้งแต่ตอนยังอยู่ในเครื่องบิน  ปิระมิดที่นี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์เพียงหนึ่งเดียวใน 7 อย่างของโลกยุคโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันค่ะ

 ปิระมิดองค์ใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของฟาโรห์ Khufu ประกอบด้วยแท่งหินสองล้านก้อนที่มีน้ำหนักโดยเฉลี่ยก้อนละสองตันครึ่งหรือ 2500 กิโลกรัม  แต่แท่งหินที่ตรงฐานนั้นหนักถึงก้อนละ 15 ตัน  ปิระมิดองค์นี้มีความสูง 230 เมตร เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 19   ผนังทั้ง 4 ด้านมีความกว้างต่างกันไม่เกิน 4 เซนติเมตร   วิศวกรอียิปต์เมื่อเกือบ 5000 ปีก่อนเขาสร้างปิระมิดได้อย่างไรกัน  วิศวกรยุคปัจจุบันก็ยังงงงง

อ้อ ปิระมิดที่มีขนาดย่อมลงมานิดเป็นของฟาโรห์ Khafre และฟาโรห์ Menkaure นะคะ  ช่างชาวอียิปต์ใช้เวลาไม่ถึง 100 ปีในการก่อสร้างปิระมิดแห่งกีซ่าทั้ง 3 องค์ 

ส่วนปิระมิดจิ๋วๆพอน่าเอ็นดูที่ซุกตัวแอบอิงเป็นบริวารของปิระมิดองค์ใหญ่เป็นที่ฝังพระศพของพวกชายากับของพระญาติพระวงศ์ค่ะ 

 

 

สฟิงซ์ (Sphinx) ซึ่งเป็นรูปแกะสลักจากหินที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็เก่าแก่พอๆกับปิระมิด เพราะสฟิงซ์มีหน้าที่ปกป้องดูแลความปลอดภัยให้ปิระมิดของฟาโรห์ สัตว์ประหลาดซึ่งมีเรือนกายเป็นสิงโตแต่มีใบหน้าเป็นมนุษย์นี้เป็นที่รู้จักของชาวอาหรับยุคโบราณในชื่อ Abu al-Hol หรือ บิดาแห่งความน่าสะพรึงกลัว   

แต่ตัวดุที่แม้แต่ความโหดยังเรียกพ่อนี่ไม่ทำให้กาลเวลาหวั่นไหวเลยค่ะ  กาลเวลากัดกร่อนทำลายทุกสิ่ง  ดูซิคะ แม้แต่จมูกของตัวเอง สฟิงซ์ยังรักษาเอาไว้ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของกาลเวลาไม่ได้เลย

 

 

วันที่ 2 ในไคโรเป็นวันแบบตัวใครตัวมันค่ะ  ใครอยากไปไหนก็ไปกันเอง  แม่มดน่ะอยากไป Alexandria มากถึงกับยอมไปง้อตาอาลีให้จัดการให้  ตาอาลีก็ตั้งแง่ว่าต้องได้ลูกทัวร์อย่างน้อย 4 คนจึงจะพาไป  แม่มดก็เที่ยวไปถามใครๆว่า อยากไปหาร่องรอยของคลีโอพัตรากับแม่มดบ้างไหมค้า

งานนี้ล้มเหลวค่ะ  ตาอาลีอดได้สตางค์ แม่มดอดเที่ยวเพราะใครๆเขาก็อยากจะชมเมืองหลวงมากกว่าเมืองที่เก่าแก่กว่า 2300 ปีที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงก่อตั้ง  ในที่สุด เราก็เลยต้องไปเดินสูดอากาศเสียของไคโรกับเขาด้วยเหมือนกัน

 

 

 เราไปเดินตลาด Khan al-Khalili ที่เขาว่าเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของไคโร  แม่มดไม่ได้อะไรติดมือกลับบ้านเลยค่ะ ข้าวของไม่ถูกรสนิยม  ลูกชายก็ไม่ชอบเดินเบียดกับผู้คนมากมาย  เขารู้สึกไม่ปลอดภัยและอึดอัดแต่แม่มดเฉยๆ ฮ่องกงหนักกว่านี้อีก  เลยบอกลูกว่าเดินที่ประตูน้ำหรือที่สำเพ็งก็แบบนี้แหละ  แต่ลูกชายบอกว่า ไม่เหมือนกันหรอก แม่  เมืองไทยไม่น่ากลัวอย่างนี้ซะหน่อย 

 แม่มดรำคาญเด็กเรื่องมาก เลยเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่ Al-Qalaa ซึ่งเป็นป้อมค่ายใหญ่โตกลางกรุง   Saladin ผู้บัญชาการกองทัพคนสำคัญที่สามารถยึดกรุงเยรูซาเล็มคืนมาได้จากพวกทหารครูเสด สั่งให้สร้างค่ายแห่งนี้ในปี 1176 ค่ะ

ลูกชายจะได้มีที่กว้างๆเดินเล่นไงคะ  ส่วนแม่มดจะไปหาที่ถ่ายรูปไคโรจากมุมสูง

 

 

 

ปรากฎว่า เราต่างถูกใจกับป้อมค่ายแห่งนี้มาก  มีพิพิธภัณฑ์ทหารและตำรวจให้เข้าไปหาความรู้ได้โดยไม่เสียสตางค์  สุเหร่า Mohammed Ali  ก็มีสง่าราศี  แต่ที่ทำให้แม่มดเพลิดเพลินที่สุดคือภาพของครอบครัวชาวอียิปต์ที่อุ้มลูกจูงหลานมาเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนานอบอุ่น

 

 

 พรุ่งนี้ เราจะไปทะเลแดงกันแล้วค่ะ  เพื่อนๆไปดำน้ำกับแม่มดนะคะ

อ้าว ไหนว่าแม่มดว่ายน้ำไม่เป็นไง 

แม่มดมีวิธีก็แล้วกัน 

เชื่อไหม เชื่อไหม

ตามมา ตามมา 

 

 VangelisTitans

 
 
 
 

โดย แม่มดเดือนMarch

 

กลับไปที่ www.oknation.net