วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพิ่มความมั่นใจในช่องปากด้วย “รากฟันเทียม”


 การสูญเสียฟันไม่ว่าด้วยสาเหตุใด มักจะนำความวิตกกังวลมาสู่เจ้าของฟันเป็นอย่างมาก นอกจากจะสูญเสียความสวยงามและความมั่นใจในรอยยิ้มสำหรับฟันหน้าแล้ว การสูญเสียฟันหลังยังทำให้ฟันข้างเคียงล้มเอียง เศษอาหารติด และประสิทธิภาพในการเคี้ยวลดลง เมื่อไม่สามารถรับประทานอาหารได้ดี อาจจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในที่สุด

 ปัจจุบันเทคโนโลยีทางทันตกรรมได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้า ทั้งทาง nano technology และ material science มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการก้าวกระโดดของนวัตกรรมทางทันตวัสดุศาสตร์หลายอย่าง ทันตกรรมรากเทียมจึงเป็นทางเลือกใหม่ของการใส่ฟัน มีส่วนของรากทำจากวัสดุพิเศษ เป็นโลหะไทเทเนียม (titanium) ฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร ซึ่งเป็นวัสดุที่ร่างกายยอมรับได้โดยไม่มีการต่อต้าน

 วัสดุนี้ถูกนำมาใช้ในการทำรากเทียมมานานกว่า 20 ปีแล้ว และมีความสำเร็จในการทำสูงกว่าร้อยละ 90 การนำรากเทียมมาใช้ในการทดแทนฟัน ทำได้ในหลายกรณี ตั้งแต่การทดแทนฟันซี่เดียว จนถึงการใช้รากเทียมในการรองรับฟันเทียมทั้งปาก เพื่อช่วยให้ยึดให้ฟันเทียมแน่นขึ้นได้ เมื่อเปรียบเทียบกับสะพานฟัน ซึ่งเป็นวิธีการใส่ฟันติดแน่นที่นิยมใช้กันอยู่เดิม

 ข้อดีที่เด่นชัดของรากเทียมคือ มีลักษณะคล้ายฟันธรรมชาติมาก สามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยฟันข้างเคียงเพื่อเป็นหลักยึด ในขณะที่การทำสะพานฟันจะต้องมีการกรอเนื้อฟันข้างเคียงเพื่อทำครอบฟันสวมลงไปและเชื่อมต่อกับส่วนที่เป็นฟันแขวนเพื่อทดแทนฟัน ในกรณีที่ฟันที่เป็นหลักยึดของสะพานฟันมีปัญหา ก็จะทำให้ต้องมีการรื้อสะพานฟันไปด้วย

 ปัจจัยที่สำคัญมากต่อความสำเร็จของรากเทียม คือ รากเทียมต้องฝังอยู่ในกระดูกที่มีความหนาเพียงพอในทุกๆ ด้าน อย่างไรก็ดีหลังจากฟันธรรมชาติถูกถอนไปแล้วและไม่มีการทดแทนภายใน 1 ปีแรก สันกระดูกมักจะมีการละลายตัวไป ดังนั้นในการทำรากเทียมอาจจะต้องมีการปลูกกระดูกร่วมด้วย หากสันกระดูกมีการละลายตัวไปมากอาจจะต้องมีการปลูกกระดูกก่อนการฝังรากเทียม ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการรักษาค่อนข้างนาน

 โดยทั่วไปการทำรากเทียมแบ่งเป็น 2 ช่วง ขั้นตอนแรกเป็นการผ่าตัดเพื่อฝังรากเทียมลงในกระดูกขากรรไกร หลังจากนั้นต้องทิ้งช่วงเวลาให้แผลหายและมีการสร้างกระดูกล้อมรอบรากเทียม ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพกระดูกตั้งต้นของผู้ป่วย เมื่อรากเทียมยึดติดกับกระดูกแล้ว จึงทำการต่อรากเทียมกับเดือยฟัน เพื่อใช้เป็นฐานรองรับครอบฟัน หรือฟันปลอมต่อไป

 รากฟันเทียมสามารถทำได้กับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไปที่มีสุขภาพแข็งแรงพอที่จะรับการผ่าตัดในช่องปากได้ ในกรณีวัยรุ่น จะยังมีการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกร จึงจำเป็นต้องรอให้หยุดการเจริญเติบโตก่อน เพื่อจะสามารถใส่รากฟันเทียมในตำแหน่งที่เหมาะสมได้

 แต่รากฟันเทียมอาจมีปัญหาได้ เช่น การเป็นโรคเหงือกรอบรากเทียม การรับแรงที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดการละลายตัวของกระดูกรอบรากเทียม ส่งผลให้รากฟันเทียมไม่แข็งแรง ดังนี้เมื่อได้รับการทำรากฟันเทียมแล้ว ผู้ป่วยจะต้องให้ดูแลรักษารากฟันเทียมประหนึ่งฟันธรรมชาติ โดยการหมั่นแปรงฟันทำความสะอาดหลังรับประทานอาหาร ด้วยแปรงที่มีขนนุ่ม ควบคู่ไปกับการใช้ไหมขัดฟัน และควรระมัดระวังในการรับประทานอาหารที่มีความแข็งหรือเหนียวเกินไปด้วย และควรกลับมาตรวจเช็กสภาพเหงือกและกระดูกรอบรากฟันเทียม รวมถึงประสิทธิภาพในการใช้งานเป็นระยะ อย่างน้อยทุก 6 เดือน

 ศาสตราจารย์เกียรติคุณและศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข ประธานองค์กรเพื่อการได้ยินนานาชาติของประเทศไทยและผู้อำนวยการศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัว เสียงในหู โรงพยาบาลกรุงเทพ ผู้มีประสบการณ์ในการทำทันตกรรมรากฟันเทียม เปิดเผยว่า สาเหตุที่ใช้รากฟันเทียมไทเทเนียม เพราะพบว่าเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดหลังจากได้ค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียด ซึ่งทันตแพทย์ที่ทำการรักษาได้ออกแบบส่วนของครอบฟันของรากฟันเทียมให้มีสี ขนาดและรูปทรงให้เหมาะกับเรามากที่สุด นอกจากจะใช้งานได้เหมือนฟันธรรมชาติ เศษอาหารไม่ติดขณะรับประทานอาหาร ทำความสะอาดและดูแลได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายและเวลาที่เสียไป เพราะไม่ต้องทำการรักษาบ่อยๆ และยังมีอายุการใช้งานที่นาน

ทันตแพทย์หญิงวลัยลักษณ์ เกียรติธนากร
ผู้อำนวยการศูนย์ทันตกรรม
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719

โดย ลุงแจ่ม

 

กลับไปที่ www.oknation.net