วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หอบ..ความบอบช้ำ ไปทิ้ง ลำน้ำ เมืองกาญจนบุรี 3


ตอน โชคดีที่เกิดบนผืน “แผ่นดินไทย”

 

ช้าวันที่ 5 ธันวาคม 2555

ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย

“วันเฉลิมพระชนมพรรษา องค์พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย”

เช้าวันนี้หลายคนมุ่งหน้าไปรอเฝ้าชมพระบารมีของพระองค์ท่าน

แม้พวกเราไม่ได้ไปแสดงความจงรักภักดี

แต่ค่ำคืนนี้

พวกเราก็วางแผนจะจัดกิจกรรมเพื่อพระองค์ท่าน

แต่ป้าตุ๊กบอกว่า

การเดินทางไปล่องเรือในครั้งนี้

“เป็นการร่วมเดินทางชมธรรมชาติในป่าดิบชื้นประจำปี

ที่ป้าและเพื่อนๆจะได้แชร์ เวลาแห่งความสุขด้วยกัน

You are on my list of nice people

that I love to share my life with in both happy or bad time.

Please come!”

เช้าวันที่ 5 ธันวาคม 2555

07.30 น.

ทุกคนจึงมาพร้อมกัน ณ บ้านป้าตุ๊ก

ใจกลางเมืองนนทบุรี

และเริ่มออกเดินทาง ไปยังเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี

(แต่สำหรับคุณผู้ชายและเสบียงกรัง

ที่จะนำไปกินบนเรือได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว)

ชบาตานีได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนบล็อกเกอร์ผู้ใจดี

Bg พิชช่า หรือ พี่ตุ๊ก

เจ้าถิ่นแห่งเมืองกาญจนบุรี

ไปรอส่งขึ้นเรือ ณ สุสานทหารสัมพันธมิตร

แต่พี่ตุ๊กแกมักจะชอบเรียกว่า ป่าช้าชาวอังกฤษ

กว่าพวกเราจะเดินทางไปถึงสุสาน

ก็ปาเข้าไปเกือบ 10 โมงเช้า

พี่ตุ๊กเตรียมซื้อข้าวหลามบ้าง ข้าวตังบ้าง

และกล้วยฉาบสารพัดแบบ มาให้พวกเรานำไปกินบนเรือ

ป้าตุ๊ก..รับมอบของฝากจาก พี่ตุ๊ก

(กลายเป็น 2 ตุ๊กค่ะ)

นี่แหละค่ะ...กล้วยฉาบแห่งความรักเต็มตะกร้า

 

(เห็นข่าวแว่วๆ ว่า พี่ตุ๊กต้องตื่นขึ้นมาทำกล้วยฉาบตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่

โห...นับถือหัวใจพี่ตุ๊กจริงๆเลยค่ะ

นี่หากพี่ตุ๊กไม่รัก ไม่ห่วงใยพวกเราจริงๆแล้ว

พี่แกก็คงจะไม่ต้องตื่นขึ้นมาก่อนไก่มานั่งทำกล้วยฉาบแน่นอนเลย

ต้องขอกราบ...ขอบคุณ...พี่ตุ๊กงามๆ เลยค่ะ)

นั่งกินข้าว...เห็นเณรน้อยออกบิณฑบาตแถวหยาวเหยียด

 

พวกเราแวะรับของฝาก

ก็เลยพักกินข้าวเที่ยงเสียเลยทีเดียวดีกว่า

ก็ร้านอาหารแถวๆ ป่าช้าชาวอังกฤษที่ว่านั่นแหละค่ะ

อิ่มหมีพีมันแล้ว

จึงล่ำลากับพี่ตุ๊กเพื่อเดินทางไปยัง ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์

เส้นทางไปท่าเรือ..ต้องลุยฝุ่น

เพื่อขึ้นเรือ..ล่องอ่างเก็บน้ำ

ที่ใครหลายๆคนบอกเล่าให้ฟังว่า

ธรรมชาติสวยงามจริงๆค่ะ

ช่วยกันขนของขึ้นเรือ

ที่นี้แหละ

ชบาตานีจะได้เอาความ “บอบช้ำ”

ที่อุตส่าห์พกพา...มาจากปลายด้ามขวาน

มาทิ้ง ณ ลำน้ำแห่งนี้ ....ซะที

รอมาตั้งหลายวันแล้วล่ะ!!

เรือเรือนน้ำสามสี

นำพาพวกเรากว่า 20 ชีวิต

มุ่งหน้าสู่ลำน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ที่กว้างใหญ่

ขอกินอาหารรองท้องก่อนเดินทาง

ข้าวหลามของฝากจากพี่ตุ๊ก..ก็มีให้กิน

 ข้าวตัง..ที่ได้รับความเอื้อเฟื้อจากพี่ตุ๊ก

 

ยิ่งเรือแล่นออกไป

ก็ยิ่งเห็น น้ำ กับ ฟ้า สุดลูกหูลูกตา

พวกเราปล่อยใจให้ไปกับความงามของธรรมชาติ

จนหลายคนหลงใหล..กับความงามของลำน้ำแห่งนี้

จนลืม “ความบอบช้ำ” ที่พกมาไปเสียสนิท

 

ขณะอยู่บนเรือ

ใครจะทำกิจกรรมอะไรก็ได้ตามความต้องการ

แถมอาหารการกินก็มีให้กินตลอดระยะเวลาการเดินทาง

แต่สำหรับ ชบาตานี

ขอดื่มด่ำกับธรรมชาติที่แสนบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงหน้าให้มากที่สุดก็พอ

พวกเราผ่าน...วัดที่มีโบสถ์สแตนเลส

อยากจะแวะ

แต่ก็ไม่ได้วางในโปรแกรมไว้

เลยต้องผ่านไป

หวังไว้ว่า

คราวหน้าคงมีโอกาสมากราบไหว้พระที่วัดแห่งนี้

ตลอดการเดินทางผ่านลำน้ำ

พวกเราต้องผ่านจุดตรวจกลางน้ำเป็นระยะๆ

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจ(อะไรก็ไม่รู้)ตามระเบียบ

ซึ่งจะสังเกตได้ว่า บนบ้านลอยน้ำ หรือ แพ ที่เป็นจุดตรวจ

เป็นทั้งจุดตรวจและที่พักของเจ้าหน้าที่ไปด้วย

เพราะเห็นมีสัตว์เลี้ยงอยู่บนแพแห่งนี้ด้วย

(โห..ชีวิต อยู่แต่บนแพ คงเหงาแย่เลย)

นั่งเรือ..ชมความงามของธรรมชาติไปเรื่อยเปื่อย

พลัน..เมฆดำทะมึนขึ้นมาแป๊บเดียว

แล้วฝนก็เทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา

 

เด็กเรือบอกว่า.... ฝนที่นี่ไม่ตกมานานมากแล้วนะเนี่ย...

เพิ่งมาตกก็วันนี้แหละ....

เรือที่แล่นอยู่ท่ามกลางคลื่นลมและ

สายฝน....ที่ตกหนักแบบนี้ช่างน่ากลัวแท้หนอ

หลายคนเริ่มหวาดวิตก....

พลันสายตาเหลือบไปเห็นพวงกุญแจ

พระบรมฉายาลักษณ์ของ “องค์พ่อหลวง”

บนกระเป๋าของใครก็ยังไม่แน่ชัด

พลันรำลึกนึกถึงพระองค์ท่าน ใจก็พร่ำภาวนาว่า...

ขออย่าให้เหตุร้ายใดๆเกิดขึ้นเลย

แม้..จะเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ

แต่ก็ต้องเชื่อ...

ประมาณชั่วครู่

ฝนก็หยุดตก!!!

ฝนหยุดตก..ภายในเวลาที่ไม่นานนัก

เล่นเอาพวกเราขนพอง...ปลื้มปิติในพระบารมีของพระองค์ท่าน

“นี่คงเป็นเพราะพระบารมีของพระองค์ท่านแท้ๆเชียว”

ค่ำแล้ว...นกกาเริ่มกลับรวงรัง

ให้เกิดสำนึก...ในทันใดว่า

“นับเป็นความโชคดีของพวกเราจริงๆ ที่ได้เกิดบนผืนแผ่นดินไทย”

ทำให้พวกเราได้อยู่เย็นเป็นสุข

แม้จะมีเรื่องร้ายๆ เข้ามา

แต่ด้วยเพราะพระบารมีของพระองค์ท่าน

ก็สามารถขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่างๆให้พ้นไปได้

ได้แต่พนมมือแล้วยกขึ้นเหนือหัว

แล้วกล่าวว่า

“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

นับเป็นบุญของพวกเราแท้ๆที่ได้เกิดมาภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร

เรือแล่นไปข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆ

จนมืดค่ำ

เรือจึงเทียบจอดอยู่ริมตลิ่ง

เวลา 19.20 น.

ทีวีประกาศว่า

เดี๋ยวจะมีการจุดเทียนชัยถวายพระพร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมกันทั่วประเทศ

(ลืมบอกไปว่า บนเรือมีจานรับสัญญาณผ่านดาวเทียม)

พวกเราเตรียมจุดเทียน...

เตรียมพร้อมที่จะถวายพระพร

รอสัญญาณ...จากกรุงเทพมหานคร

(บ่อยครั้งที่สัญญาณดับๆ ติดๆ ทุกคนก็ได้แต่ลุ้นกลัวสัญญาณหลุด)

ในที่สุด

เมื่อทางกรุงเทพพร้อม

ทุกคนบนเรือ....ก็พร้อม

ทุกคนเตรียมจุดเทียน

แล้วร่วมร้องเพลง "สดุดีมหาราชา" พร้อมกันทั้งเรือ

เล่นเอาน้ำตาของพวกเราทุกคนคลอหน่วยด้วยความปลื้มปิติ!!!

“ทรงพระเจริญ”

“ทรงพระเจริญ”

“ทรงพระเจริญ”

คือ

สิ่งที่ทุกคนกล่าวพร้อมๆกัน เมื่อเพลงจบ

ดูจากแววตาของทุกคนแล้ว

ดูเหมือนว่า...

ใบหน้าของทุกคนอิ่มเอิบ

 

"ความสุข"

ได้อบอวลอยู่ใน "หัวใจ" ของทุกคน

คืนนี้ทุกคนคงจะนอนหลับฝันดีตลอดคืนแน่ๆเชียว!!!

 

(ขอขอบคุณ เพลง เที่ยวละไม - เฉลียง จากยูทูป)

โดย ชบาตานี

 

กลับไปที่ www.oknation.net