วันที่ พุธ ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อคณะสำรวจป่าต้นน้ำม่อนพระยาแช่ หาทางออกจากป่าเกือบไม่ได้ (ไม่ได้หลงป่านะ !)


         วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2555 ผม, น้องแข (เพ็ญแข หาญเหมย), อาจารย์วชิระ หล่อประดิษฐ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง และน้องเจตน์ ลูกศิษย์ของอาจารย์วชิระ พร้อมกันที่วัดม่อนพระยาแช่ ตอนแปดโมงเช้า หลังจากช่วยกันกวาดลานวัดเสร็จ ก็ประชุมแจ้งวัตถุประสงค์ในการเดินทางเข้าสำรวจป่าในครั้งนี้ ว่าเราต้องการขึ้นไปดู ต้นน้ำห้วยโจ้ (ลำห้วยที่เราสร้างฝายต้นน้ำ เพื่อชะลอน้ำ ในโครงการ "เฮาฮักม่อนพระยาแช่")  เพื่อวางแผนในการสร้างฝายในเดือนมกราคม 2556 ที่จะกำหนดให้เป็น "เทศกาลสร้างฝายถวายพระเจ้าแผ่นดิน" เมื่อเห็นสภาพลำห้วย เราก็จะสามารถมากำหนดรูปแบบฝายชะลอน้ำที่จะสร้าง  เนื่องจากสถานที่อยู่ในป่าลึกและสูง การเดินทางต้องใช้เวลาเดินเท้า จากวัดเกือบ 1 ชั่วโมง (เดินไม่หยุดเลย)

ฝายในโครงการ เฮาฮักม่อนพระยาแช่

        หลายท่านอาจสงสัยว่า เหตุใดจึงต้องขึ้นไปทำฝายชะลอน้ำ บนภูเขาสูงขนาดนั้น ก็ขอเล่าให้ฟังก่อนนะครับ

        นับตั้งแต่เราเริ่มสร้างฝายชะลอน้ำในโครงการ "เฮาฮักม่อนพระยาแช่" มาตั้งแต่ พ.ศ. 2552 ครั้งแรกนั้นมองภาพไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะเราทำฝายกันในขณะที่ลำห้วยแห้งแล้งมาก ขณะนั้นเป็นเดือนพฤศจิกายน 2552 แต่ก็มุ่งมั่นที่จะทำกันอย่างต่อเนื่องเกือบทุกสัปดาห์ โดยมีน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษา จากสถาบันต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง นำโดยอาจารย์วันดี สุธารัตนชัยพร เป็นชุดแรก (ตอนหลัง อาจารย์วันดี ก็เล่าให้ฟังว่า "คิดเหมือนกันว่า มันจะมีน้ำได้อย่างไร ก็ตอนทำมีแต่ความแห้งแล้ง" แต่เราก็ทำมาเรื่อย ๆ พอเริ่มมีฝนตก ผมเป็นต้องเข้าป่าทุกครั้ง เข้าไปดูว่า น้ำในฝายมีหรือยัง ทุกครั้ง ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

       12 สิงหาคม 2553 หลังจากเรา จัดงาน "สร้างฝายถวายพระราชินี" แล้ว วันนั้นได้ฝายประมาณ 100 ตัว เป็นฝายเล็ก ๆ ตอนเย็น ประมาณ 4 โมง ก็เดินเข้าไปในป่าในพื้นที่ฝายเขต 2 ได้ยินเสียงน้ำไหลดังสนั่นป่าเลย รีบวิ่งไปดู ก็เห็นน้ำเต็มฝาย แล้วล้นลงมาอย่างสวยงาม เป็นอย่างนี้ ทุกฝาย รีบโทรบอกพวกเรา พร้อมทั้งถ่ายรูปเก็บไว้
       หลังจากนั้นมา ก็เกิดปรากฏการณ์ "หวงน้ำ" คือไม่อยากให้น้ำไหลทิ้งไปเปล่า ๆ เราเลยทุ่มเทเวลาให้กับการทำฝายอย่างมาก ทำกันทั้งปี ทุกฤดู ก็ได้น้ำชะลอไว้ในภูเขาสมใจ
          ฝายของเรา นับว่าอยู่บนที่สูงแล้ว แต่ลำห้วยที่ยาวมาก ๆ ก็ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงมา เวลาฝนตกมาก เป็นน้ำที่แรง ทำให้ฝายพังอยู่บ่อยครั้ง พังก็ซ่อม เป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ จึงคิดจะไปทำฝายในพื้นที่ ที่สูงกว่าขึ้นไปอีก เพื่อชะลอน้ำ ให้อยู่บนเขาที่สูงจริง ๆ เพราะจะได้ประโยชน์ทั้งการเก็บน้ำ(ซึมซับ)ไว้ในภูเขาที่ได้พื้นที่มากขึ้นหลาย ๆ ดอย ถ้าอยู่ในพื้นที่สูงมาก ๆ ดอยที่อยู่ต่ำกว่าและไม่มีฝาย ก็จะได้รับน้ำไปด้วย และฝายที่อยู่ด้านล่าง จะเสียหายน้อยลงแน่นอน นี่คือเหตุผลของการเดินทางในครั้งนี้
       เราออกจากวัดม่อนพระยาแช่ประมาณ 09.00 น.ในเป้ของพวกเรามีน้ำคนละขวดสองขวด ผมเอาไป 4 ขวด พร้อมขนมและผลไม้จากหลวงพ่ออีกถุงใหญ่ น้องแขทำกับข้าวมาเป็นกระเป๋าเหมือนกัน น้องเจตน์ก็เอาข้าวเหนียวหมูปิ้งมา 1 ห่อ กล้องถ่ายรูปคนละตัว ผมกับน้องเจตน์มีมีดเดินป่า คนละอัน เท่านั้นจริง ๆ กับการสำรวจป่าต้นน้ำม่อนพระยาแช่

                                                          อ่างเก็บน้ำห้วยโจ้ ยามเช้า


       ผมเลือกเดินเส้นทางขึ้นสันดอย เพราะจะทำเวลาได้ดีกว่าการเดินในห้วย แต่บางจุดก็เสี่ยงพอสมควร เส้นทางเดินป่าของชาวบ้าน ไม่ได้อยู่กลางดอยเสมอไป บางครั้ง ทางเดินที่แคบเพียง 1-2 คืบ พาดผ่านริมดอยที่สูงและชันมาก  มันก็เป็นปัญหาสำหรับนักเดินป่าอย่างเรามากที่เดียว

   

      มีหลายช่วง ที่เป็นดอยที่สูงกว่า 100 เมตรและชันมาก มีดินสไลด์ลงไปเป็นทางยาวกว่า 100 เมตร พวกเราต้องเดินด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะโอกาสที่ดินจะไหลลงไป มีได้ตลอดเวลา


    จุดที่ดินสไลด์ลงไปเป็นทางยาวมาก เราต้องผ่านตรงนี้

 
เมื่อเราผ่านจุดหวาดเสียวมาได้ คณะขอพักเหนื่อยก่อน


          ต่อไป เป็นทางเดินแบบสบาย ๆ แต่ขึ้นเขาเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้ ก็เริ่มลาดลง สักพักก็พบลำห้วย (จุดนี้ อยู่เหนือฝายตัวบนสุดของเรามาไกลพอสมควร) ในห้วยมีน้ำไหลรินตลอด มีแอ่งน้ำเป็นช่วง ๆ พื้นของลำห้วยที่ส่วนใหญ่เป็นหินมีทรายบ้าง แต่ดินไม่ค่อยมี เป็นอย่างนี้มาตลอดจนถึงจุดที่เราคิดว่า น่าจะพอสำหรับการมาสร้างฝายแล้ว เพราะพอมองไปที่ยอดเขาข้างเคียง ที่มองเห็น ก็อยู่ไม่สูงมากนัก แสดงว่า เราขึ้นมาอยู่สูงมากทีเดียว

     



    สภาพของลำห้วย ดูสวยงาม ต้นไม้ใหญ่ ๆ แม้จะมีน้อยต้น แต่ก็ใหญ่โตดี แม้แต่ไผ่ก็ลำใหญ่มาก พื้นดินชุ่มชื้น และอ่อนนุ่มมาก ต้นไม้ทุกต้นยังไม่มีใบร่วง

น้องเจตน์ กำลังวัดขนาดต้นมะค่าโมง


          ข้อสรุปที่เราคุยกัน ตอนนั้นก็คือ "ต้องขึ้นมาสร้างฝายบนนี้ให้ได้" คิดไปไกลถึงขั้น ถ้ามีทีมงานที่ลุย ๆ สัก 20 คน (นักศึกษาหรือใครก็ได้) ขึ้นมาทำฝายกันตอนวันเสาร์ ค้างคืนที่นี่ แล้ววันอาทิตย์ ก็จะได้ทำฝายต่อ เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเดินทาง ทุกคนก็เห็นด้วย



          ดูลำห้วยจนพอใจตอนนั้นเวลาประมาณ 11.20 น. ก็เลยคิดว่า จะขึ้นไปดูซิว่า เราอยู่สูงแค่ไหน แต่ต้องปีนครับ ไม่มีทางเดินสบาย ๆ อีกแล้ว ปีขึ้นไปจากลำห้วยก็เจอป่าไผ่ ที่สมบูรณ์มาก ลำใหญ่ ใบเริ่มร่วง

ป่าไผ่ ช่วงแรก มีไม้ใหญ่ผสมอยูบ้างประปราย
             

เดินขึ้นภูเขาที่มีแต่ป่าไผ่พื้นดินนิ่ม แต่ชัน มาได้สักครู่ ก็ต้องพักกันอีกยก

 
          ตะเกียกตะกายผ่านป่าไผ่ ขึ้นมาได้ ก็มาเจอป่าเต็งรัง ทีนี้โหดกว่าเดิม เพราะภูเขาชันมาก อากาศเริ่มร้อนมากขึ้น (จริง ๆ ก็ร้อนอยู่แล้ว แต่เกือบตลอดทาง เราอยู่ในลำห้วย ก็ร่มรื่นและเย็นสบาย) ตรงนี้ ต้องบอกว่าเป็น สถานการณ์วัดใจ แต่ทุกคนก็ผ่านเพราะต้องไปข้างหน้าอย่างเดียว กลับไม่ได้แล้ว

ดอยชันมาก พื้นเป็นหินแข็งบ้าง หินลอยบ้าง แต่หลุดง่าย

น้องแข ต้องไต่ขึ้นไปอย่างช้า ๆ สถานการณ์เริ่มไม่สนุก เพราะทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย และเริ่มหิวแล้ว


    เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะขึ้นไปทานข้าวกลางวันกันบนยอดของภูเขาลูกนี้ เพื่อจะได้พักเหนื่อยไปด้วย


          
         ขึ้นมาอีกพักใหญ่ ก็ถึงจุดสูงสุด ของดอยลูกนี้ ร่มรื่นดี อยู่สูงแต่เขียวครึ้ม ร่มรื่นมาก มองลงไป เห็นพระธาตุม่อนพระยาแช่อยู่ไกลลิบ และต่ำกว่าที่เราอยู่มาก ทำให้เรารู้ว่า เราขึ้นกันมาสูงมากที่เดียว ตำแหน่งตรงนี้ น่าจะอยู่บริเวณบ้านไร่ศิลาทอง ต่อกับบ้านทรายใต้ ของตำบลพิชัย ได้เวลา ที่จะตอบสนองความหิวกันแล้ว จึงตั้งวงกันบนยอดดอยอันเขียวขจีนั้น

เอาละ พักตรงนี้

อาจารย์วชิระ ถอดเสื้อแขนยาวออกทันที

น้องแข นอนแผ่ ทั้งหิว ทั้งเหนื่อย กินข้าวไม่ลง กินได้แต่ Apple ที่หลวงพ่อให้มา


        ทานข้าวเสร็จ ก็ต้องรีบออกเดินทาง ผมคิดว่า จะลงทางบ้านไร่ศิลาทอง หรือบ้านทรายใต้ เพราะน่าจะไกล้กว่า เดินย้อนกลับไปทางเดิม (จริง ๆ แล้วผมคิดถูก เพราะถามคนที่เคยมาเขาบอกว่า ย้อนกลับระยะทางประมาณ 5 กม. แต่ถ้าลงทางที่ผมว่า ประมาณ 3 กม.) ผมเลือกเส้นทางเดินบนสันดอย เพราะจะเดินง่ายกว่า (อีกแล้ว) 

 เราพบทางเดินป่าของชาวบ้านเป็นระยะ ๆ บางที่ก็หายไป เพราะหญ้าและใบไม้ปกคลุม


       ผ่านมาจนถึงดอยที่มองเห็นพื้นที่ฝั่ง อ.แม่เมาะ แล้วเดินต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อหาทางลง ที่ไม่ชันมากนักเพราะที่เดิน(ต้องเรียกว่า"ปีน"ซะมากกว่า) ผ่านมานั้น ทางที่จะลงไปหมู่บ้านเป็นทางชันมาก จึงเดินข้ามดอยไปเรื่อย ๆ ดอยลูกแล้วลูกเล่า ส่วนใหญ่ทางชั้น ทั้งนั้น

         ผมตัดสินใจ จะเดินลงลำห้วย เพราะน่าจะเป็นทางที่สั้นที่สุด แต่อาจจะรกหน่อย ไม่มีใครขัด เพราะอยากออกจากป่าเร็ว ๆ 

กำลังปีนลงไปตามลำห้วย

         แต่ลงตามลำห้วยมาได้พักใหญ่ เราก็เจอปัญหาครับ เราเจอหน้าผาน้ำตก ลงไปไม่ได้เพราะชันมาก 

 

พวกเราอยู่หนือหน้าผาน้ำตก (ไม่มีน้ำ มีแต่หิน) ที่ชันมาก ลงไปต่อไม่ได้

      เปลี่ยนแผน มองดูบนดอยข้าง ๆ ด้านทิศเหนือ น่าจะไปได้ง่ายกว่า เพราะไม่รก มีต้นไม้ให้เกาะมาก และไม่ชันนัก แต่...ผมคิดผิดครับ... เพราะเราดูจาดในห้วยที่ต่ำกว่ามาก เลยดูไม่ชัน อาจารย์วชิระ ปีนขึ้นมาก่อน บอกว่าเดินลำบาก มันชั้นมาก ผมปีนขึ้นนำหน้ามาดู ...จริงครับ..ชันมากที่เดียว  เลยต้องหาเครื่องมือช่วย
         ตลอดทางที่ผ่านมา เวลาขึ้นดอยลำบาก จะใช้ไม้เท้า ที่ถือกันมาคนละอัน ยื่นให้คนที่อยู่ต่ำกว่าเกาะขึ้นมา โดยคนที่อยู่ด้านบน ยึดต้นไม้ที่แข็งแรงไว้ ที่ตรงนี้ มันชันมาก สูงมาก ผมตัดไม้รวกลำยาว แทนไม้เท้า พาดลงไปให้ ทุกคนได้เกาะขึ้นมา ก็ดีขึ้นกว่าเดิมครับ (เราไม่ได้เตรียมเชือกมาเลย เพราะไม่ได้คิดว่า จะมาเจอแบบนี้ )


เกาะลำไม้รวก ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ

            ขึ้นมาได้ไม่นาน พอมีทางเลาะข้างซ้าย เราเดินเลาะไปเรื่อย ๆ อยู่พักใหญ่ ทางรกบ้าง ชันบ้าง  สุดท้าย พบทางเดินป่าของชาวบ้าน ก็เดินตามไป แต่ไม่นาน ทางก็หายไปอีกแล้ว

           ยิ่งเดินมา สันดอยยิ่งแคบลง ๆ จนถึงดอยลูกหนึ่ง ที่แคบมาก ความกว้างบางช่วงไม่เกิน 2 เมตร ต้นไม้อื่น ๆ แทบไม่มี มีแต่ต้นสน 2 ใบอยู่เต็มไปหมด ดอยเกือบจะโล้นจึงดูน่ากลัวเพราะมองไปรอบ ๆ ตัวเราเวิ้งว้างมาก เหมือนตัวเราลอยอยู่ในอากาศ

 

         ตอนนั้นผมเดินข้ามไปเพียงคนเดียว แล้วตะโกนเรียกคนอื่น ให้ตามมา น้องแขถึงกับตะโกนบอกว่า "ไปไม่ได้แล้ว กลัวจริง ๆ " ก็เลยเพิ่งรู้ว่า น้องแข กับน้องเจตน์ กลัวความสูงมาก แต่สำหรับน้องเจตน์กลัวความสูงก็กลัวมาก แต่ความอยากถ่ายรูปมีมากกว่า ในที่สุด ทุกคนก็เดินผ่านมาได้ (มาถาม อ้ายชัย จนท.วนอุทยานม่อนพระยาแช่ ซึ่งเป็นคนบ้านไร่ศิลาทอง มาตั้งแต่เกิด บอกว่า ชาวบ้านเรียกที่นี่ว่า "สันหนอนขี้ด้วง")
            


    บนสันหนอนขี้ด้วงนี้งามจริง ๆ เหมือนตัวเราอยู่กลางอากาศที่สูงมาก มองไปข้างล่างโดยรอบไม่เห็นยอดต้นไม้ของตีนเขาลูกที่เรายืนอยู่เลย (แสดงว่าเป็นสันเขาที่ชันและสูงมาก) ถ้ามองไปทางทิศตะวันตก จนจดทิศเหนือ  เห็นแต่พื้นราบที่อยู่ล่างไกลสุด ๆ เขียวขจี ไล่ไปจรดตีนเขาที่อยู่ไกลมากแล้วไล่เรื่อยไปจนถึงยอดเขาที่สูงกว่าเรา แต่อยู่ไกลมากอีก มองเห็นต้นไม่ใหญ่ ๆ ต้นนิดเดียว (จริง ๆ แล้วพื้นราบอันเขียวขจี ที่เราเห็นอยู่ตีนเขา นั่นเป็นยอดเขาลูกเตี้ย ๆ นั่นเอง) ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มองเห็นอาคารเรียนของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง เด่นเป็นสง่า อยู่ไกลลิบ ๆ ด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ มองลำบากมาก เพราะย้อนแสงอาทิตย์ ชมความงาม ท่ามกลางความหวาดเสียวกันพอสมควร (จริง ๆ ผมก็กลัวความสูงเหมือนกัน แต่"มังพูกม่ายล่าย" ) ก็เตรียมตัวเดินทางต่อไปเพราะเกรงว่าจะค่ำมืดอยู่กลางป่า
     เมื่อถึงจุดนี้ ชักสงสัยว่าเราอยู่จุดไหนกันแน่ เพราะขณะนั้นเวลาประมาณ บ่าย 3 โมงกว่าแล้ว จึงโทรศัพท์หาท่านนายก อบต.พิชัย พี่มานิตย์ อุ่นเครือ ถามว่าตำแหน่งที่เราอยู่ เป็นดอยอะไร จะลงไปตรงหมู่บ้านไหน ตอนแรก ท่านนายกก็ไม่แน่ใจ เพราะมันมีสนสองใบ อยู่หลายดอย และไม่ใช่ป่าในเขตบ้านต้นต้อง ที่ท่านชำนาญพื้นที่ จึงบอกให้เราเดินบนสันดอย อย่าลงห้วยเด็ดขาด (ตอนหลังท่านบอกว่า ที่ไม่ไห้ลงห้วย เพราะตอนแรก จะลงง่ายเพราะอยู่บนที่สูง ห้วยยังไม่ลึก แต่พอลงไปเรื่อย ๆ ห้วยจะยิ่งลึก และชันมาก บางทีไปเจอหน้าผาน้ำตก จะลงก็ไม่ได้ ขึ้นก็ไม่ได้) หลังจากที่เราวางสายจากท่านนายก เราก็เดินทางกันต่อไป โดยเลาะสันดอยไปเรื่อย ๆ
    ขณะนั้น(มารู้ภายหลัง)เกิดความวุ่นวายขึ้นที่บ้านต้นต้อง เพราะข่าว "อาจารย์เสกสรรค์ หลงป่า" แพร่ไปอย่างรวดเร็ว โทรตามกันวุ่นเลย ทั้งท่านนายก , พี่ชาญเดช, อบต.นิกร, น้องยุพิน ต่างก็โทรเข้ามาหาเรา พร้อมกับไปตระเวณรับสมาชิกอีกหลายคน เพื่อเตรียมขึ้นเขา มาช่วยพวกเรา
    เดินต่อไปจนสุดสันหวาดเสียว (สันหนอนขี้ด้วง)  เพราะตรงกลาง ซึ่งแคบอยู่แล้ว ดันมีก้อนหินขนาดใหญ่ วางซ้อนกันไว้ ทำให้ต้อง เลาะไต่ไปข้าง ๆ ตอนนี้ไม่มีใครบ่นเลย เพราะกลัวมืด


    เดินไปตามสันดอยเรื่อย ๆ ไปเจอสันดอยที่ดูครึ้ม ๆ เพราะมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น มีก้อนหินก้อนยักษ์หลายก้อน วางซ้อน ๆ กันจนสุดสัน เดินต่อไปไม่ได้ แต่มาทางลงด้านขวา เป็นทางราบ ๆ เป็นป่าไผ่ร่มรื่นดีมาก ไม่ถึงกับรกนัก


      ทีนี้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินกันอย่างรวดเร็ว ลงมาที่ละดอย ๆ มีทางเดินชาวบ้านบ้าง หายไปบ้าง พอเจอเห็ดหล่ม น้องแข ก็รีบเก็บทันที เลยคลายเครียดไปได้บ้าง เดินมาจนถึงป่าไผ่ มีลำห้วยพร้อมกับทางรถยนต์เก่า ที่เริ่มต้นจากจุดนี้ไป แสดงว่าไกล้ทางออกแล้ว (อีกหลายกิโลเมตร) แต่ก็ยังไม่รู้ว่า อยู่ตรงไหนอยู่ดี เดินมาอีกพักใหญ่ พบชาวบ้านกำลังหาของป่า อยู่ 3-4 คน ถามว่าตรงนี้เรียกว่าอะไร เขาบอกว่า "ห้วยน้ำจำ เหนือไร่ UFC เป็นเขตติดต่อบ้านไร่ศิลาทองกับบ้านทรายไหล่เหมือง" น้องแข เลยเอาเห็ดที่เก็บมาได้ ให้ชาวบ้านหมดเลย หลังจากนั้น จึงโทรบอกคณะของบ้านต้นต้อง (นายก อบต.) ที่กำลังมารับเรา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเราจะออกจากป่าไปตรงจุดไหน

ลงมาเกือบถึงพื้นราบแล้ว แต่ยังอยู่ในป่า ยังไม่พบชาวบ้าน ยังไม่รู้ว่าอยู่จุดใด

ลำห้วยแถวนี้ ไม่มีการสร้างฝาย ทั้ง ๆ ที่อยู่ไม่สูง จึงไม่มีน้ำเลย

ลำห้วยที่แห้งแล้ง มีใบไผ่หนาปกคลุม พร้อมจะเป็นเชื้อเพลิงให้คนจุดไฟเผาป่า

ทุกคนหมดสภาพ ขายกไม่ขึ้น

และแล้ว...ก็เป็นแบบนี้...หมดสภาพ.. เมื่อรู้ว่า เราลงมาถึงพื้นราบแล้ว

พอรู้ว่าเหลืออีก 500 เมตร(แม้ว) ก็จะออกปากทาง อาจารย์วชิระกับน้องเจตน์ ก็เปลี่ยนเป็นคนละคนกับเมื่อครู่ทันที เดินคุยกันอย่างสนุกสนาน คลื้นเครง

ผมดีใจที่ได้ยิน พี่ ๆ ที่บ้านต้นต้องเล่าให้ฟังว่า พบเหยี่ยวรุ้ง ตัวใหญ่มาก 2 ตัว บินร่อนไปมาอยู่ในย่านนี้
แต่วันนี้ ผมเศร้าใจ ที่ได้พบกองขนนกขนาดใหญ่ 1 กอง พร้อมกองไฟของชาวบ้านที่มาหาของป่า
ตอนแรกคิดว่าเป็นนกธรรมดา แต่มองดูบนฟ้า หินนกตัวใหญ่มาก บินร่อนไปมา อยู่ตัวเดียว
ผมมองดูขนนกกองนั้น แล้วก็มองดูนกตัวใหญ่บนฟ้า


          ชาวบ้าน ออกจากป่าตามหลังเรามา (ใช้รถ จยย) ออกล่วงหน้าไป เขาบอกว่า อีก 500 เมตรก็ถึงถนนใหญ่ เราเดินตั้งนาน ก็ยังไม่ถึงแถมทำแผนที่ทางออกให้เราทั้งที่พื้นดิน และเขียนกระดาษไว้ด้วย (ขอบคุณจริง ๆ)

แผนที่ ที่ชาวบ้านเขียนวางไว้บนถนน

ในที่สุด เราก็ออกมาถึงปากทางได้ ด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง

(เห็นไหม ไม่ได้หลง แต่ยังออกจากป่าไม่ได้ เท่านั้น แฮ่ ๆ )

ลาก่อน ป่าม่อนพระยาแช่ที่สูงชัน และสันหนอนขี้ด้วง
ในเร็ว ๆ นี้ พวกเราจะกลับมาใหม่ เราจะต้องเป็นผู้ชำนาญเส้นทางนี้ ให้ได้
เราให้สัญญา


    ท่านนายก พร้อมคณะจากบ้านต้นต้อง และอาหาร เครื่องดื่ม อีก ถุงใหญ่ ถูกพวกเรา 4 คน จัดการอย่างเร่งด่วน พร้อม ๆ กับที่รถยนต์ก็พาเราเข้าหมู่บ้านต้นต้อง  การต้อนรับ คณะสำรวจป่าต้นน้ำม่อนพระยาแช่ ที่เพิ่งออกมาจากป่า ก็เป็นดังภาพต่อไปนี้ครับ

ทั้งหิว ทั้งเหนื่อย อยากเล่าเรื่องที่ผ่านมาก็อยากเล่า

อีกวงหนึ่ง ท่านนายก อบต.พิชัย (หันหลัง) พี่ชาญเดช (ขวาสุด) พร้อมคณะที่มารับเรา กำลังเสวนากันอย่างสนุกสนาน

เห็นหน้าเห็นตากันชัด ๆ

ที่มาของความอิ่มในวันนี้ แบบพอเพียงและไร้สารพิษเจือปนจริง ๆ ผมมาฝากท้องที่นี่อยู่บ่อย ๆ
ครัวของบ้านท่านนายก อบต.พิชัย ครับ

ผมเคยพูดกับผู้นำชุมชน ที่บ้านต้นต้อง เมื่อหลายปีก่อนว่า "ผมมาดับไฟป่า ทำฝาย ถวายในหลวง เพื่อให้พี่น้องทุกท่านได้ประโยชน์ ไม่ต้องนอนดมควันไฟทั้งคืน ใครจะช่วยหรือไม่ช่วย ผมก็จะทำต่อไป ผมไม่ได้มีญาติพี่น้อง หรือมีครอบครัวอยู่ที่นี่(ลำปาง) แต่ใครที่ไปกับผม ผมถือว่า เราเป็นเพื่อตายกัน เพราะร่วมเสี่ยงความตายกันมาหลายครั้ง"
ผมพูดไปวันนั้น วันที่ผมมีเพื่อนตายเพียงแค่ พี่มานิตย์ อบต.นิกร น้องยุพิน และน้องแข
หลังจากนั้นมา ผมมีเพื่อตายจากบ้านต้นต้องเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย ในเวลาเพียง 1 ปี

แล้ววันนี้ วันที่ผมยังหาทางออกจากป่ายังไม่ได้ พี่น้องบ้านต้นต้อง ก็เป็นห่วงเป็นใย กันจนวุ่นวายไปหมด
วันนี้ ผมได้เพื่อนตายเพิ่มขึ้นอีกหลายคน ทั้งที่บ้านต้นต้อง และผู้ร่วมเดินทางกับผม
-----------------------------------------------------------------------
พบกัน คราวหน้า "บ้านต้นต้อง" หมู่บ้านที่หลายคน "ต้องมาดู"
-----------------------------------------------------------------------

 โครงการ เฮาฮักม่อนพระยาแช่ ยังคงเดินหน้าด่อไป จนกว่า ป่าม่อนพระยาแช่ จะกลับมาเขียวชอุ่มและชุ่มชื้นอีกครั้ง

โดย ดอยสูง

 

กลับไปที่ www.oknation.net