วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Belgium: Ypres เมื่อมอดไฟแห่งสงคราม ... ก็หวนคิดถึง Tommy


   

         ความสำคัญของการปกป้อง Ypres ในฐานะจุดยุทธศาสตร์หลักของมหาสงครามที่ว่ามากแล้ว ก็ยังไม่เทียบเท่าความจำเป็นที่ต้องยืนหยัดรักษาเมืองสร้างขวัญให้ประชาชนเบลเยี่ยมมีที่ยึดเหนี่ยวกับ ‘เมืองสุดท้าย’ ที่รอดจากการยึดครองของเยอรมนีและคงไว้ซึ่งประเทศเบลเยี่ยม

 

         กว่าศึกทั้งห้าครั้งตลอดช่วงเวลาสงครามจะเสร็จสิ้น Ypres ก็สุดจะล้า สิ่งก่อสร้างคู่เมืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ก็ราบสู่พื้นดิน ทั้ง Cloth Hall และหอระฆัง Belfry ความศิวิไลซ์ที่เคยมีปรากฏอยู่ในเศษซากอิฐ ปะปนกับสิ่งที่หายไปจำนวนมหาศาล คือ ชีวิต

         ทั้งวิญญาณและร่างที่สูญสิ้นไม่ทิ้งร่องรอยให้ย้อนหา

         ชีวิตทหารที่สูญเสียในพื้นที่มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

         กว่าหกแสนชีวิตที่เสียไปในเบลเยี่ยม เกือบทั้งหมดจากไปใน West Flanders ที่สมรภูมิ Western Front

 

         ขณะที่เบลเยี่ยมนับ Ypres เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งของประเทศขนาดจ้อย ที่ฮึดสู้ชาติใหญ่อย่างเยอรมนี เกรทบริเทนรำลึกถึง Ypres ในฐานะสถานที่แห่งความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาติ เมื่อเกือบครึ่งของผู้เสียชีวิตเป็นบริทิช ... เป็นTommy

 

         ในห้วงเวลาแห่งสงคราม เส้นทางสู่สนามรบ Western Front ด้านตะวันออกของเมือง Ypres คือ Menenpoort

         Poort หมายถึง Gate ความหมายดั้งเดิมจึงเป็น ประตูสู่เมือง MenenหรือMenin Gate

         บางช่วงที่ Menenpoort ตกเป็นเป้ากระสุนถี่นัก เส้นทางออกรบจะถูกเบี่ยงไป ถึงกระนั้นทหารที่เดินผ่านประตูที่มีลักษณะเพียงแค่ช่องทางเดินนี้ ก็ยังมีหลายแสน

         ทหารทุกนายรู้ดีว่า เมื่อก้าวพ้นประตู ก็คือการเข้าสู่แนวหน้า แต่สิ่งที่ทหารเหล่านั้นไม่เคยคาดคิด คือเพื่อนร่วมรบถึง 300,000 คน ไม่มีโอกาสได้ย้อนกลับมาอย่างมีชีวิต และถึง 90,000 คนในจำนวนนี้จากไปอย่างไร้ร่องรอย อย่างที่เรียกว่า ‘no known graves’

 

         เมื่อทุกอย่างเงียบสงบและการต่อสู้จบสิ้น รัฐบาลบริทิชตั้งใจออกเงินรื้อซากแห่งสงครามออกเพื่อสร้างอนุสรณ์สถานให้ทุกชีวิตที่ร่วงหล่น แต่สำหรับชาวเมือง แม้ทั้งเมืองจะราบลงสู่เศษอิฐ Ypres ก็ยังเป็น ‘บ้าน’ ที่ผู้เคยอยู่อาศัยในยามสงบปรารถนาจะกลับมาดำเนินชีวิตต่อไป 

         รัฐบาลเบลเยี่ยมจึงออกปากให้เกรทบริเทนใช้ Menin Gate ให้เป็นประโยชน์

         Menin Gate ในความหมายใหม่จึงกลายเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับผู้เสียชีวิต

 

 

         ณ เวลานั้น มีสุสานของทหารตามสัญชาติชัดเจนหลายแห่ง ทั้งเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมัน อเมริกัน Commonwealth และพลเรือนเบลเยี่ยม รวมทั้งทหารผิดชาติไปจากทัพ อย่างนักโทษอิตาเลี่ยนในทัพเยอรมัน หรือทหารรัสเซียในกองทัพบริทิช

         แต่พวก No known graves ก็ยังเคว้งคว้างอยู่ต่อไป แม้การขุดหายังดำเนินอยู่จนปัจจุบันนี้

         รัฐบาลบริทิช จึงเลือกให้ Menin Gate เป็นที่ระลึกถึง The Missing ของกองทัพ British and Commonwealth เพื่อหาหลักแหล่งให้ครอบครัวผู้อยู่เบื้องหลังได้ไประลึกถึง แม้จะมีเพียงแค่ชื่อ

 

         Sir Reginald Blomfield สถาปนิกที่มีผลงานการปรับปรุงย่านสำคัญกลางกรุงลอนดอน อย่าง Regent Street และ Piccadilly รับเป็นผู้ออกแบบจากโจทย์ที่ต้องขบให้แตกว่า ต้องมีที่พอเพียงในการจารึกชื่อ ด้วยทหารที่ร่วมรบมาจากทุกหน่วยที่มี

 

 

 

         ต้องให้ความสำคัญกับทุกชาติทั้ง Commonwealth คือ Australia, Canada, India, South Africa และ United Kingdom  

 

 

 

แม้จะมีเรื่องพูดกันไปว่า หากวันใดเศษส่วนที่พบเจอสามารถชี้ตัวได้

ชื่อที่ Menin Gate จะถูกลบทิ้งไป

ความสูญเสียที่เกิดก็ยังมากเกินกว่าจะมีพื้นที่บรรจุชื่อทหารได้ทุกนาย

ชื่อจำนวน 54,344 ที่ปรากฏจึงนับผู้สูญหายถึงแค่กลางปี พ.ศ. 2460 ก่อนสงครามจบ

 

 

 

         ทุกส่วนที่ปรากฏบน Memorial นี้ เจือความเป็นบริทิชที่คุ้นเคยสำหรับเหล่า Tommy  ทั้งคำในภาษาละติน Pro Patria และ Pro Rege ที่สะท้อนปฏิญาณของทหารบริทิชว่า 'For Country' และ 'For King'

 

 

สิงโตเหนือประตูโค้งเป็นสัญลักษณ์ ‘Strength and Heroism’

 

 

         จารึกข้อความทั้งหมดอันเรียบง่ายแต่กินใจ เขียนโดย Rudyard Kipling นักเขียนที่นำบทประพันธ์ภาษาอังกฤษขึ้นรับรางวัลโนเบลเป็นครั้งแรก

         Kipling มีบทบาทผูกพันลึกซึ้งกับมหาสงครามหลายเรื่อง ทั้งการเป็นพ่อของ John Kipling หนึ่งใน Tommy ที่มี No known grave ต่อท้ายชื่อ และกับทหารหนุ่มน้อยฝรั่งเศส ผู้รอดตายจากกระสุนที่ฝังเข้าไปในKim นวนิยายของ Kipling ที่พกแนบอกเสื้อ ความสนิทชิดเชื้อเริ่มขึ้นเมื่อทหารฝรั่งเศสส่งหนังสือที่มีกระสุนฝังอยู่ พร้อมเหรียญกล้าหาญฝรั่งเศสมาแสดงความขอบคุณที่ Kim ช่วยชีวิตไว้

 

 

Menin Gate Memorial to the Missing เปิดเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2470

 

 

         พอหนึ่งปีให้หลัง ประชาชนแห่งเมือง ‘อิ้ปเพ้อร์’ ริเริ่มธรรมเนียมระลึกถึงและแสดงความขอบคุณ Tommy

 

         คนอิ้ปเพ้อร์ รู้ว่าการได้กลับมาอยู่ใน ‘บ้าน’ ของตนเองได้ดังเดิม เกิดจากความเสียสละของทหารที่ยังเยาว์และกล้าหาญจำนวนมาก เดินทางมาจากนานาประเทศใน Commonwealth ทุกสารทิศทั่วโลก เอาชีวิตมาทิ้งเพื่อปกป้องเมืองอิ้ปเพ้อร์

 

         จาก พ.ศ. 2471 ‘ทุกวัน’ ไม่ว่าอากาศจะแปรปรวนอย่างไร ณ เวลา 20.00 นาฬิกาตรง ตำรวจจะปิดถนนสายเล็กตรง Menin Gate ให้ชาวเมืองดำเนินพิธีการ The Last Post

 

ประเพณีดั้งเดิมของกองทัพบริทิชจะเป่า Bugle หรือ แตร เป็นสัญญาณของการจบภารกิจในแต่ละวัน

 

         The Last Post ของ Ypres คือการเป่า Bugle โดยอาสาสมัครจากหน่วยดับเพลิงของเมือง เพื่อส่งเสียงเป็นสัญญาณอำลาทหารที่เสียชีวิต

 

 

         ทุกวันชาวบ้านใกล้เคียง จะเปิดประตูออกมายืนหน้าบ้านในเวลาของ The Last Post และไม่เคยมีสักหนึ่งวันที่ Menin Gate จะขาดคนมายืนสงบใจกับกิจวัตรของการระลึกถึงที่เรียบง่าย จริงใจ ที่จะครบครั้งที่ 30,000 ในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 หนึ่งร้อยกับหนึ่งปีหลังการเริ่มต้นของมหาสงคราม

 

 

         บนความโชคร้ายที่ต้องสูญเสียชีวิต ความโชคดีที่หวังได้นอกจากการหาร่างของผู้เสียชีวิตเจอ คือ การที่คุณงามความดีของผู้ตายถูกจดจำอย่างถูกต้อง

         และการพลิกสมรภูมิรบคืนเป็นภูมิลำเนาให้ผู้อาศัยดั้งเดิม

 

         ความเหี้ยมโหดของสงครามครั้งนั้น เหนือการคาดคิดของผู้ใดและสภาพของสงครามอื่นใดแม้ในยุคปัจจุบัน ทหารที่เข้าสู่ศึกล้วนอายุเกินผู้เยาว์อย่างเฉียดฉิว การเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดที่หาทางออกไม่ได้ ส่งผลสะท้อนแตกต่างกัน

 

 

         Siegfried Sassoon ผ่านการศึกษาที่ Cambridge ถึงเรียนไม่จบก็มีความสามารถทางการประพันธ์ เขียนบทกวีเสียดสีสงคราม และความโหดเหี้ยมของ Trench ว่าเป็นเพียงผลจากความทะนงหลงตัวของพวกอวดดี เมื่อ Sassoon ออกประจำการที่ Western Front ก็รบอย่างกล้าหาญ จนวันหนึ่งเมื่อเพื่อนรักเสียชีวิต Sassoon เขียนจดหมายเปิดผนึก ปฏิเสธการออกสู่สนามรบเป็นการประท้วง จดหมายถูกนำไปอ่านในรัฐสภา วิธีการของ Sassoon เข้าข่าย Treason ที่เป็นความผิดสูงขั้นกบฏ

         Sassoon โชคดี ไม่ถูกตัดสินลงโทษ แต่ถูกส่งไปรักษาตัวด้วยอาการทางประสาทจากความกดดันและความเครียด เมื่อดีขึ้นก็ตัดสินใจออกสู่สนามรบอีกครั้ง

 

         แต่ Victor Manson Spencer ทหารเด็กจาก New Zealand ไม่โชคดี ความกดดันจากหลายศึกทำให้ Spencer ไม่ยอมกลับสู่ Trench และกลายเป็นบุคคลสุดท้ายในสงครามโลกครั้งที่ 1ที่โดนตัดสินประหารชีวิตในข้อหาหนีทหารที่ Ypres ในพ.ศ. 2461

 

         อาการของ Sassoon และ Spencer เรียกว่า Shell shock เป็นอาการของความกดดัน ที่เกิดจากสถานการณ์ในแนวรบ ทั้งเสียงระเบิด กระสุน ที่สร้างความเครียดถึงขีด ให้เกิดการตื่นตระหนกตลอดเวลา พบเป็นครั้งแรกเมื่อสงครามเริ่มไม่นาน แต่เป็นของใหม่ที่กว่าจะเข้าใจ หาทางบรรเทา และแยกแยะได้ว่ารับผลกระทบจริง การประหารชีวิตก็เกิดไปแล้ว

 

 

         พ.ศ.2543 รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศนิรโทษกรรมให้ Spencer

         หลายปีต่อมา Spencer ผู้สืบเชื้อสายจาก Maori ได้รับ ‘Wakahuia’ กล่องไม้แกะสลักที่ตามธรรมเนียมใช้เก็บสิ่งมีค่าที่สุดของแต่ละบุคคล จากญาติที่มาคารวะที่หลุมศพ

 

          

         ภายใน Wakahuia บรรจุประวัติ จี้ห้อยคอสมบัติส่วนตัวของ Spencer และเอกสารอภัยโทษจากรัฐบาลนิวซีแลนด์

 

       

         เมื่อเงินชดใช้จากสงครามมาถึง Ypres การสร้างเมืองใหม่ก็เริ่มขึ้น

 

 

         Cloth Hall, Belfry และ Town Hall ถูกสร้างขึ้นตามแบบเดิมอย่างเคร่งครัด และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีส่งท้ายศตวรรษแห่งสงครามนั้น

 

 

 

 

ส่วนอื่นของเมืองคงรูปแบบเก่าผสมการประยุกต์ไปตามกาลเวลา

 

 

 

 

         ตราบจนปัจจุบัน เมื่อมีการพัฒนาเมืองและเกิดสิ่งปลูกสร้างใหม่ที่ต้องพลิกพื้นดิน ร่างของทหารจากสงครามยังโผล่มาย้ำเตือนผลลัพธ์ของความขัดแย้งอย่างไม่เคยหมดสิ้น

 

 

         Ypres จึงกลายเป็นที่อยู่สุดท้าย ของคนนานาชาติจำนวนหลายแสน ทั้งที่คนอิ้ปเพ้อร์ในวันนี้มีเพียง 35,000 น้อยกว่าที่เคยมีถึงสี่หมื่นในช่วงก่อนสงคราม

 

 

 

 

         แต่ Ypres ก็ไม่เคยขาดเพื่อน Ypres มีเมืองคู่แฝดอีกหลายแห่ง แต่ที่ผ่านประสบการณ์ใกล้กันคือ Hiroshima

         จุดร่วมของสองเมือง ที่เป็นแห่งแรกในโลกของสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา คือ Chemical warfare ครั้งแรกที่ Ypres และ Nuclear warfare ที่ Hiroshima ทั้งคู่ร่วมกันผลักดัน 2020 Vision Campaign เพื่อรณรงค์กำจัดอาวุธนิวเคลียร์ให้สิ้นจากโลกภายใน พ.ศ. 2563

 

 

มหาสงคราม เกิดขึ้นจวนครบหนึ่งร้อยปีใน พ.ศ. 2557 นี้แล้ว แต่มวลมนุษย์ไม่เคยหยุด

การรบและสงครามเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายในทุกซีกโลก

การรบกลับแปรเปลี่ยนจากระหว่างชาติกลายเป็นความขัดแย้งของคนร่วมชาติ

สิ่งคงที่กลับเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้ง

ที่ไม่เคยหลุดพ้นจากความโลภ และไม่เคยพอของมนุษย์เอง

 

 

* * * * * * * * *

ตอนก่อนหน้า Ypres คือเป้าหมายปลายทาง

 

References:

เพลงที่เหมาะกับเรื่องราว, ความเป็น British และวาระการนำมาเล่าก่อน Christmas เห็นจะต้องเป็น John Lennon - Happy Xmas (War Is Over) uploaded by TheFabFour14

 

New Zealand and Newfoundland มี Memorials ต่างหาก แม้จะอยู่ใน Commonwealth

หลัง 15 August 1917 ผู้สูญหายอีก34,984 ถูกจารึกชื่อไว้ที่ Tyne Cot Memorial to the Missing

Rudyard Kipling ผู้ประพันธ์ The Jungle Book ที่ตัวเอกเป็น เมาคลีลูกหมาป่า

John Kipling อายุ 18 เมื่อเสียชีวิตในเดือนกันยายน พ.ศ. 2458 มาพบร่างที่เชื่อว่าเป็นเจ้าตัวใน พ.ศ. 2535 ยังรอการพิสูจน์ การเสียชีวิตของ John Kipling เป็นที่มาของ My Boy Jack โดย Rudyard Kipling ที่โด่งดังในภาคดัดแปลงทั้งละครเวทีและโทรทัศน์ มี Daniel Radcliffe (Harry Potter) แสดงเป็น John (Jack) Kipling

ข้อมูล: Imperial War Museum: Their past-Your future

www.lastpost.be

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net