วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อไทยใจเขมร 'ส่งสัญญาณแพ้'


หยุดพิรี้พิไรกับ สุข-สนุก-เที่ยว กลับสู่โหมดชีวิตจริงปี ๒๕๕๖ กันได้แล้วกระมัง เพราะรัฐบาลเริ่มศักราชก็เดินหน้า "แก้แค้น-แก้กฎหมาย" ๑.ฉีกรัฐธรรมนูญปัจจุบันทิ้ง แล้วเขียนใหม่ "รวบ ๓ อำนาจ" รองรับแผนแดงทั้งแผ่นดิน ๒.ใช้งบประมาณ+การสร้างหนี้เพิ่ม รับจำนำข้าว+หว่านประชานิยม มัดใจชาวบ้านให้โหยหาระบอบทักษิณ โดยทักษิณไม่ต้องใช้เงินตัวเองซักบาท และ ๓.ยืมมือ DSI ตามล้าง-ตามเช็ดประชาธิปัตย์+ใครที่ขัดประโยชน์โจร!

    ทั้งปี ๒๕๕๖ ประเทศไทยก็จะเคลื่อนไหวด้วยกระดูกสันหลัง ๓ ข้อนี้เป็นหลัก ยกเว้น "เหตุฉับพลัน" จากธรรมชาตินำวิบัติ และอีก ๑ เหตุแทรกซ้อน คือ การตัดสินศาลโลก กรณีเขมรยื่นศาลโลกให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี ๒๕๐๕ ซึ่งปลายปี ๕๖ นี้...ตัดสิน

    คำตัดสินศาลโลก ผมว่าไม่น่าห่วงเท่าไหร่ แต่ "คำพูด" ด้วยทัศนคติของคนอย่างนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ที่พูดเมื่อวันที่ ๑ มกรา นี่ซี ไม่แค่น่าห่วง แต่ยังน่ากลัวจะนำเสนียดจัญไรมาสู่รัฐบาล อันเป็นผลจากคำพูดที่บ่งบอก "สำนึกไทย-สำนึกเขมร" ชัดเจน

    "........รู้สึกหนักใจเกี่ยวกับคดีนี้ แต่คิดว่ารัฐบาลทำดีที่สุดแล้ว องค์ประกอบในการสู้คดีใช้ทีมงานชุดเดิมตลอด มีการเปลี่ยนแปลงแค่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น ผมมองตั้งแต่ตอนมารับตำแหน่งแล้วว่า คดีนี้มีแต่แพ้กับเสมอตัว คือถ้าแพ้ก็เสีย แต่ถ้าอยู่แบบเดิม คือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ส่วนพื้นที่รอบปราสาทเป็นแบบเดียวกับปี ๒๕๐๕ ก็คือเสมอตัวเท่านั้น
    แต่คนที่อยู่ตามแนวชายแดนทั้งไทยและกัมพูชาต้องอยู่กันอย่างนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน ยิ่งในอนาคตเราก้าวสู่ประชาคมอาเซียนเหมือนประชาคมยุโรป เรื่องเขตแดนแทบจะไม่มีความหมาย และไม่อยากเห็นการปะทะตามแนวชายแดนเกิดขึ้น เพราะเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ควรอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไม่อยากให้มีการแบ่งแยก

    อยากฝากไว้ว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรต้องยอมรับ แต่หนักใจที่คนส่วนหนึ่งจะไม่เข้าใจเท่านั้นเอง"
    นี่คือความอับเศร้าหมองศรีของประเทศอย่างหนึ่งที่ได้คนดีในทัศนะรัฐบาลใต้ระบอบทักษิณอย่างนายสุรพงษ์มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งทั้งวุฒิภาวะและทั้งสำนึกไทยในการทำหน้าที่ในรอบปีที่ผ่านมา ก็เห็นกันอยู่
    ระดับ "ผู้บัญชาการทัพไปสู้คดีกับเขมรที่ศาลโลก" โดยมีดินแดนรอบปราสาทพระวิหารของเราเป็นเดิมพัน แต่ตัวผู้บัญชาการทัพ คือนายสุรพงษ์ กลับบอกกับลูกทัพและกับพลเมืองประเทศว่า

    "หนักใจ...มีแต่แพ้กับเสมอตัว...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จะเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับ"!?
    ไม่พูดอะไรเสียเลย ก็น่าจะเกิดประโยชน์ด้านขวัญกำลังใจ และด้านความรู้สึกที่ดีกับข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ ที่เขาทุ่มเทพลังกาย-พลังใจทำหน้าที่ "สู้คดี" อยู่ที่ศาลโลกขณะนี้มากกว่า ว่าอย่างนั้นมั้ย...สุรพงษ์?
    ยิ่งกับประชาชนคนไทยที่เข้าถึงคำว่าบูรณภาพแห่งดินแดน บูรณภาพแห่งอาณาเขต เมื่อเขาได้ยินรัฐมนตรีต่างประเทศพูดอย่างนี้ ผมว่ามีคนจำนวนมากอยากถามว่า...

    "พูดในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศไทย หรือพูดในฐานะตัวไทย-ใจเขมร หรือพูดในฐานะ ส.ส.สมาชิก นปช.ระบอบทักษิณ ที่เคยอุ้ม 'พระสยามเทวาธิราช' องค์จำลอง ข้ามจากฝั่งไทยไปมอบให้ฮุน เซน เมื่อปลายปี ๒๕๕๒?"
    เอาหละ..ไม่ฉงนถึงว่า "คนเคยซบบาทาส่งซิกแนล" เตรียมแพ้ให้เขมร แต่พินิจจากคำพูดของนายสุรพงษ์แล้ว จะเห็นชัด นอกจากไร้มรรยาทรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว นายสุรพงษ์มีความรู้-ความเข้าใจในองค์รวมของคดีปราสาทพระวิหารน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย

    ไม่รู้ ไม่เข้าใจกระทั่งว่า "ประเด็นวินิจฉัย" ที่ศาลโลกต้องยึดเป็นกรอบตีความตามที่เขมรฟ้องนั้น อยู่ตรงไหน-ได้แค่ไหน และที่ตัวแทนฝ่ายไทย "ดร.วีรชัย พลาศรัย" เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก แถลงเปิดและปิดคดีไปนั้น
    ไม่ใช่มีแค่ "แพ้หรือเสมอตัว" อย่างที่พวก "ไส้ศึก" มักพูด
    คำว่า "ชนะ" ไทยเราก็มีได้!

    เมื่อผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงต่างประเทศ "ตื้นเขิน" จะพูดในประเด็นที่ลึกลงไปก็คล้ายวักน้ำรดหัวล้าน ฉะนั้น เพื่อเป็นการปูพื้นความเข้าใจต่อเรื่องราว นายสุรพงษ์เป็นคนเหนือ เพื่อไม่ให้คนทั่วไปดูหมิ่น-ดูแคลน "คนเหนือ" ผ่านนายสุรพงษ์
    ผมจะยก "บันทึกสรุป" ของคุณนันทวรรณ กันคำ "นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย" เรื่องคดีปราสาทพระวิหารมาให้อ่าน ซึ่งท่านสรุปขั้นตอนจากข้อมูลกระทรวงต่างประเทศไว้ดีมาก เผยแพร่อยู่ในเว็บของจังหวัดเชียงราย ดังนี้ครับ

    เมื่อปี ๒๕๐๕ ศาลโลกได้ตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และให้ไทยถอดถอนทหารหรือตำรวจออกจากปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงในดินแดนของกัมพูชา ตลอดจนถึงคืนวัตถุโบราณที่ไทยอาจโยกย้ายออกจากปราสาทฯ

    เกือบครึ่งศตวรรษต่อมา กัมพูชาได้ยื่นคำขอต่อศาลฯ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๔ ขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลฯ ได้ตัดสินไว้เมื่อปี ๒๕๐๕ และในขณะเดียวกัน ได้ขอให้ศาลโลกกำหนดมาตรการชั่วคราว (Provisional Measures) โดยขอให้ศาลฯ สั่งให้ไทยถอนทหารออกจากบริเวณปราสาทพระวิหารระหว่างที่รอศาลฯ ตัดสินคดีตีความ ความคืบหน้าของคดีฯ สรุปได้ดังนี้
    คำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลฯ
    ๑.ให้ทั้งสองฝ่ายถอนบุคลากรทางทหาร ซึ่งอยู่ในเขตปลอดทหารชั่วคราว
    ๒.ไม่ให้ไทยขัดขวางการเข้าออกปราสาทพระวิหารโดยอิสระของกัมพูชา
    ๓.ให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการตามความร่วมมือที่ได้ตกลงกันในกรอบอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์ที่ตั้งขึ้นโดยอาเซียนเข้าไปยังเขตปลอดทหารชั่วคราวฯ
    ๔.ให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นการกระทำใดๆ ที่ทำให้ข้อพิพาทในศาลฯ ทวีความร้ายแรงหรือแก้ไขยากขึ้น การปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวของศาลฯ ในช่วงที่ผ่านมา
    วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปฏิบัติตามคำสั่งฯ ของศาลฯ วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการปรับกำลังทหารบางส่วนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตามคำสั่งฯ ของศาลฯ อย่างเท่าเทียมและด้วยความสมัครใจ ตามนโยบายของรัฐบาลของทั้งสองประเทศ

    กระบวนการพิจารณาคดีตีความของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ นับจากที่กัมพูชาได้ยื่นขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี ๒๕๐๕ ไทยและกัมพูชาได้ยื่นเอกสารชี้แจงต่อศาลฯ ไปแล้วฝ่ายละ ๒ รอบ และในขั้นตอนต่อไป
    ศาลฯ ได้กำหนดให้มีการอธิบายทางวาจาเพิ่มเติม (Further Oral Explanations) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๙ เมษายน ๒๕๕๖ หลังจากนั้นคาดว่าศาลฯ จะใช้เวลาอีกประมาณ ๖ เดือน ในการจัดทำคำพิพากษาก่อนที่จะมีการตัดสินคดีฯ ประมาณปลายปี ๒๕๕๖

    ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของไทย ไทยคัดค้านว่า ศาลฯ ไม่มีอำนาจพิจารณาและกัมพูชาไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากประเด็นที่กัมพูชาขอให้ศาลฯ ตัดสินว่า บริเวณใกล้เคียงปราสาทเป็นไปตามเส้นเขตแดนบนแผนที่ที่กัมพูชาเรียกว่า "แผนที่ภาคผนวก ๑" ไม่ใช่การตีความ แต่เป็นการฟ้องคดีใหม่ในเรื่องเขตแดน ซึ่งอยู่นอกขอบเขตของคดีเดิม และเป็นเรื่องที่ไทยกับกัมพูชาจะต้องเจรจากันภายใต้กรอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทยและกัมพูชาไม่มีข้อพิพาทในเรื่องการตีความคำพิพากษาเดิม

    คำฟ้องของกัมพูชาเป็นการเปลี่ยนท่าทีและเป็นการรื้อฟื้นเรื่องที่จบไปแล้ว เพราะกัมพูชาได้ยอมรับอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ว่า ไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีเดิมอย่างครบถ้วนแล้ว โดยได้ถอนกำลังทหารและตำรวจออกจากปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียงปราสาทตามขอบเขตที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ซึ่งสอดคล้องกับขอบเขตของพื้นที่พิพาทในคดีเดิมตามความเข้าใจของคู่ความและศาลฯ

    นอกจากนี้ คำฟ้องของกัมพูชาเป็นเสมือนการอุทธรณ์ที่ซ่อนมาในรูปคำขอตีความ ซึ่งขัดธรรมนูญศาลฯ และแนวคำพิพากษาของศาลฯ เพราะกัมพูชาขอตีความคำพิพากษาส่วนที่เป็นเหตุผล ไม่ใช่ส่วนที่เป็นคำตัดสิน
    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอให้ศาลฯ ตัดสินสิ่งที่ศาลฯ ได้เคยปฏิเสธมาแล้วอย่างชัดแจ้งเมื่อปี ๒๕๐๕ กล่าวคือ (๑) เส้นเขตแดนอยู่ที่ไหน และ (๒) แผนที่ที่กัมพูชาเรียกว่า "แผนที่ภาคผนวก ๑” มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร
    ครับ...และเพื่อให้ไอ้พวกนักการเมืองตัวไทย-ใจเขมรได้รู้ทางออกของปัญหา ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ มีแต่ ๒ ประเทศ "ชนะร่วมกัน" ผมจะยกคำอันเป็น "ข้อเท็จจริง" ที่ท่านทูต "วีรชัย พลาศรัย" นำเสนอต่อศาลโลกมาให้ดู ดังนี้...

๕. กัมพูชาต้องการดินแดนที่จะใช้เป็น “พื้นที่กันชน” ในการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารเพื่อให้กระบวนการขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกสมบูรณ์ ก่อนหน้านี้
    เมื่อปี ๒๕๔๖ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายเคยตกลงจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรี เพื่อพัฒนาพื้นที่ปราสาทพระวิหารร่วมกัน ซึ่งได้มีการหารือกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ ในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารร่วมกัน แต่เมื่อปี ๒๕๔๗ กัมพูชากลับไปยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่ได้แจ้งให้ไทยทราบ

     อีกทั้งได้ออกพระราชกฤษฎีกาเมื่อปี ๒๕๔๙ กำหนดขอบเขตของปราสาท ซึ่งล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ขณะที่ในพื้นที่ ฝ่ายกัมพูชาก็ได้รุกล้ำเข้ามาโดยการสร้างถนน วัด และชุมชน ซึ่งนอกจากจะละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยแล้ว ยังละเมิดบันทึกความเข้าใจฯ ปี ๒๕๔๓ ด้วย ไทยได้พยายามเจรจาแก้ไขปัญหาเหล่านี้หลายครั้งแต่ไม่ประสบผล และไทยก็ได้ประท้วงการกระทำดังกล่าวของกัมพูชามาโดยตลอด

    ปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ๒๕๕๑ ซึ่งจำกัดเฉพาะตัวปราสาท และกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องเสนอแผนบริหารจัดการให้คณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบ อย่างไรก็ดี ตลอดกว่า ๒ ปีที่ผ่านมา กัมพูชายังไม่ประสบความสำเร็จในการผลักดันเรื่องนี้ เพราะไทยไม่สามารถยอมรับแผนบริหารจัดการที่กระทบสิทธิเหนือดินแดนของไทยได้ และโดยที่ดินแดนไทยส่วนที่กัมพูชาอ้างสิทธิ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกให้สำเร็จและสมบูรณ์ ซึ่งทั้งสองประเทศก็ทราบดี
    และนั่นคือเหตุผลที่ไทยได้เสนอให้มีการขึ้นทะเบียนร่วมหลายครั้ง แต่กัมพูชาปฏิเสธมาโดยตลอด.

ขอบคุณ http://www.thaipost.net/news/030113/67471

โดย กนิษฐ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net