วันที่ จันทร์ มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แทรกแซงสื่อแบบ "เหนือเมฆ" อย่าปล่อยหายเข้ากลีบเมฆ (อ.เจิมศักดิ์)


.

การยกเลิกการออกอากาศละครโทรทัศน์ของช่อง 3 เรื่อง “เหนือเมฆ 2” โดยที่ละครยังไม่จบเรื่อง แต่ถูกเลิกเอาดื้อๆ เลยนั้น เป็นการกระทำที่อุกอาจมาก

คือ จงใจทำให้สังคมรู้กันอย่างเปิดเผยไปเลยว่า “กูปิดมึง”

เหมือนเป็นการ “ฆ่าตัดตอน” หรือ“ปลดกลางอากาศ” เอาเสียดื้อๆ 

1) สังคมประชาธิปไตย เป็นสังคมที่ต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพแห่งการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในสังคม ทั้งคนที่คิดเห็นเหมือนรัฐบาลและคิดเห็นต่างจากรัฐบาล ทั้งที่มีรสนิยมเหมือนและต่าง

ไม่ใช่ว่า ใครชนะเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาลแล้ว จะสามารถบีบบังคับให้มนุษย์ทุกคนในประเทศนี้คิดเห็นเหมือนกันกับรัฐบาลเท่านั้น หรือเชลียร์ผู้มีอำนาจในรัฐบาลเท่านั้น

เพราะถ้าปล่อยให้ผู้มีอำนาจการเมืองแทรกแซงสื่อ ครอบงำสื่อแบบเบ็ดเสร็จ ก็จะนำไปสู่การใช้สื่อเป็นเครื่องมือมอมเมา ครอบงำความคิดเห็นของประชาชนในสังคม โดยไม่สนใจ “ความจริง” หรือ “ความดี” กระทั่งตกเป็น “ทาสความคิด” ของนักการเมืองไปในที่สุด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 (ฉบับปัจจุบัน) ในฐานะกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงได้วางบทบัญญัติปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนไว้อย่างชัดเจน แน่นหนา 

(1) เจตนาหลัก คือ ต้องการให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยไม่ถูกปิดปาก ปิดกั้น หรือเซ็นเซอร์ แต่จะต้องพร้อมรับผิดชอบต่อการแสดงออกของตนเอง หากกระทำผิดกฎหมาย ละเมิดบุคคลใด ก็จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

มาตรา 45 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

การกำจัดสิทธิเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตหรือสุขภาพของประชาชน

การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรนี้ จะกระทำมิได้

การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรนี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง

การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง

เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย

การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้”

เจตนารมณ์ที่ปรากฏชัดเจนในรัฐธรรมนูญดังกล่าว คือ ไม่ต้องการให้อำนาจรัฐเซ็นเซอร์ หรือตรวจก่อนนำออกอากาศ แต่ต้องการให้มีระบบเฝ้าติดตามตรวจสอบหลังการออกอากาศ หลังจากที่มีการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไปแล้ว โดยหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิคนอื่น ก็จะต้องให้รับผิดชอบตามกฎหมายต่อไป

อีกทั้ง ยังมีเจตนาห้ามใช้เงินทุนจากอำนาจรัฐเข้าไปมีอิทธิพลเหนือการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ก็เพื่อป้องกันมิให้สื่อมวลชนตกอยู่ใต้อิทธิพลอำนาจของนักการเมือง ไม่ว่าจะผ่านการให้ค่าสปอนเซอร์ หรือเงินอุดหนุน หรือการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ซึ่งนักการเมืองนิยมเอาเงินของรัฐไปสร้างอิทธิพลเหนือสื่อ ไม่ว่าจะเป็นงบโฆษณาของรัฐวิสาหกิจ งบประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น

 กรณีละครโทรทัศน์ “เหนือเมฆ 2” รัฐจึงไม่มีอำนาจที่จะตรวจสอบหรือเซ็นเซอร์ก่อนออกอากาศ ยิ่งจะยุติการออกอากาศ ฆ่าตัดตอนละครไปเสียเฉยๆ แบบนี้ ยิ่งไม่อาจกระทำได้

หากเห็นว่าละครตอนใดมีเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้องเหมาะสมประการใด ก็สามารถจะดำเนินคดีกับผู้จัดละครให้รับผิดชอบตามกฎหมาย

มาตรฐานนี้ ควรใช้กับละครน้ำเน่า ประเภทตบตี ฆ่า ข่มขืน โป๊เปลือย อนาจาร ด้วยเช่นกัน 

(2) รัฐธรรมนูญยังได้คุ้มครองคนทำงานสื่อมวลชน มิให้ถูกอำนาจรัฐและอำนาจนายทุนเจ้าของกิจการแทรกแซงการทำหน้าที่

มาตรา 46 “พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ

ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง

การกระทำใดๆไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ”

น่าแปลกใจ ทั้งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามไว้ชัดเจนว่าการกระทำไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จะเข้าไปขัดขวางแทรกแซงสื่อนั้นจะกระทำมิได้ แต่นักการเมืองก็ยังมีการตั้งรัฐมนตรีผู้ควบคุมดูแลสื่ออยู่ทุกยุค

ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็มีรัฐมนตรีดูแลทั้งสื่อในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 และสื่อในสังกัด อสมท. ช่อง 9 ช่อง 3 รวมทีวีดาวเทียมและวิทยุในสังกัดอีกจำนวนมาก

ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง นักการเมืองจึงมีคำตอบสำเร็จรูป คือ “หนูไม่รู้” – “ไม่ทราบเรื่อง” ซึ่งถ้าจริง ก็แสดงว่าเขาบกพร่องละเลยต่อหน้าที่ ซึ่งเขาได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้ไปควบคุมสื่อ

กรณีละครช่อง 3 เรื่อง “เหนือเมฆ 2” หากปรากฏว่า ผู้ใดกระทำการขัดขวางแทรกแซงการออกอากาศ ย่อมจะเข้าข่ายจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

ยิ่งกรณีนี้ หากมีการรับสนองบงการจากนายใหญ่ เมื่อคราวร่วมบินไปฮ่องกงกับลูกชายนายใหญ่ ซึ่งฟ้องพ่อทำนองว่านักการเมืองชั่วช้าในละครเรื่องนี้มันหมายถึงตระกูลเรา นำมาสู่บัญชาการฆ่าตัดตอนละคร “เหนือเมฆ 2” ด้วยหญิงผู้มีอิทธิพลต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่อาจฝืนบัญชาแห่งจอมมารผู้นั้นได้ 

(3) ห้ามมิให้นักการเมืองเข้าไปยึดครอง เป็นเจ้าของ หรือมีอิทธิพลอำนาจเหนือสื่อมวลชน

รัฐธรรมนูญ มาตรา 58 “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคมมิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว”

นักการเมืองที่พยายามจะเข้าซื้อหุ้นสื่อมวลชน ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์หรือทีวี ไม่ว่าจะสำเร็จแล้วหรืออยู่ระหว่างบีบบังคับต่อรอง พึงตระหนักว่า กำลังกระทำผิดรัฐธรรมนูญ 

2) กรณีฆ่าตัดตอนละครช่อง 3 “เหนือเมฆ 2”

ช่อง 3 ขึ้นตัววิ่งประกาศยกเลิกการออกอากาศละคร “เหนือเมฆ 2” ใจความสำคัญว่า

“สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ขออภัยท่านผู้ชมที่ต้องงดออกอากาศละครเรื่อง 'เหนือเมฆ 2 มือปราบจอมขมังเวทย์' เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเนื้อหาบางช่วงบางตอนไม่เหมาะสมกับการออกอากาศ...”

ก็แน่นอนว่า ช่อง 3 คงไม่มีทางขึ้นตัววิ่งว่าถูกผู้อำนาจเหนือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกคำสั่งแบนละครแบบ “เหนือเมฆ”

แม้แต่ที่มีการกล่าวอ้างว่า ผู้บริหารช่อง 3 ได้ชี้แจงทางวาจาต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าละคร “เหนือเมฆ 2” เข้าข่ายผิด มาตรา 37 พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่ระบุว่า ห้ามไม่ให้ออกอากาศเนื้อหารายการที่มีลักษณะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

โดยไม่ปรากฏชัดเจนว่าเนื้อหาตอนใด ส่วนใด ฉากใด คำพูดประโยคใด เข้าข่ายข้ออ้างดังกล่าว

ที่ปรากฏในเวลานี้ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็มีแต่บทละครที่มุ่งปลุกสำนึกคนดูให้มีความเชื่อมั่นต่อความดีและความถูกต้อง ไม่ยอมให้จอมมารอาศัยร่างนักการเมืองชั่วในตำแหน่งที่มีอำนาจรัฐกระทำการเพื่อบิดเบือนผลประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม

กสทช. จึงไม่ควรด่วนออกมาฟอกผิด ตัดตอนความรับผิดชอบแทนฝ่ายการเมือง โดยที่ยังไม่ทันได้สอบสวนเชิงลึกใดๆ เลย

อย่าลืมว่า กสทช.เป็นองค์กรที่ควรจะเป็นอิสระจากอำนาจรัฐบาล ไม่ใช่องค์กรใต้อำนาจนักการเมืองหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ 

3) การฆาตกรรมสื่อแบบ “เหนือเมฆ” ในยุค “ร่างทรงจอมมาร”

แม้รัฐธรรมนูญจะปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้แน่นหนาเพียงใดก็ตาม แต่ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ได้มีการเข้าไปแทรกแซงสื่อ กระทั่งเกิดการฆาตกรรมสื่อ ถอดรายการออกจากผัง กำจัดสื่อมวลชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากฝ่ายรัฐบาลแบบล้างบาง

ด้วยวิธีการแทรกแซงสื่อแบบ “เหนือเมฆ”

ไม่ว่าจะเป็น รายการคลายปม เจาะข่าวร้อนล้วงข่าวลึก เกาที่คัน คนวงใน ข่าวข้นคนข่าว รวมถึงรายการวิทยุในเครือกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท.

รัฐมนตรีที่ดูแลสื่อของรัฐในยุคนี้ ไม่อายที่จะแทรกแซงสื่อ แต่กลัวที่จะสั่งการด้วยลายลักษณ์อักษร เขียน และไม่กล้าแม้แต่จะสั่งการด้วยวาจา กลัวจะมีหลักฐาน ถูกบันทึกเทป แต่ใช้วิธีใช้มือชี้รายการที่ตนต้องการกำจัดออกไป และใช้สายตามอง บอกเป็นนัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดูแลคิดได้ รู้ได้ เข้าใจได้ถึงความต้องการ กระทั่งมีการปลดรายการเหล่านั้นออกจากการออกอากาศในที่สุด

เรียกว่า ทำผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญแบบ “เหนือเมฆ” 

4) การแทรกแซงสื่อแบบ “เหนือเมฆ” เกิดขึ้นภายใต้ยุค “ระบอบทักษิณ”

กรณีล่าสุด คือ ฆ่าตัดตอนละคร “เหนือเมฆ” จะต้องมีคนรับผิดชอบ

กสทช. ในฐานะองค์กรที่ถูกคาดหวังจะมีความอิสระจากอำนาจการเมืองของรัฐบาล ควรจะมีบทบาทในการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง มิใช่แค่สอบถามด้วยวาจา แล้วรีบออกมาตัดตอนความรับผิดชอบของนักการเมือง

รัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ แม้อ้างว่าไม่รู้ไม่เห็น แต่จะมีใครเชื่อบ้าง

กรณีที่เกิดขึ้น ชัดเจนว่าน่าจะต้องมีการสั่งการจากผู้ที่มีอำนาจเหนือช่อง 3 ให้ยุติการออกอากาศละคร “เหนือเมฆ 2” อย่างกะทันหัน เพราะถ้าไม่มีใครสั่ง ผู้จัดละครย่อมจะไม่ยุติเอง ช่อง 3 เองก็คงจะไม่ยุติละครที่ตัวเองดำเนินการผลิตไปแล้ว อนุมัติบทละครทั้งหมดแล้ว ถ่ายทำไปหมดแล้ว รายได้ค่าโฆษณาที่หายไปจากการยุติละครลงดื้อๆ ย่อมไม่ใช่น้อย

ภาคประชาสังคม คนทำงานสื่อสารมวลชน รวมทั้งคนทำงานศิลปะ ละคร และงานที่ต้องสื่อสารความคิดกับสังคม ควรจะร่วมกันแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ฝ่ายค้าน ในฐานะมีหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ควรดำเนินการเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย โดยตรวจสอบเพื่อเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งน่าจะกระทำผิดรัฐธรรมนูญ ดำเนินการยื่นฟ้อง ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บงการ ผู้สั่งการ ฐานกระทำผิดอาญา มาตรา 157 และยื่นถอดถอนในฐานกระทำการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญผ่านทางวุฒิสภา

หากสังคมปล่อยกรณีให้ “หายเข้ากลีบเมฆ” ก็น่าเชื่อว่าจะเกิดกรณีฆ่าตัดตอนสื่อแบบ “เหนือเมฆ” ในลักษณะนี้ โดยอุกอาจ ป่าเถื่อน มากขึ้นเรื่อยๆ

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

โดย กนิษฐ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net