วันที่ จันทร์ มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วันนี้คุณครูอเมริกันมีสภาพไม่ต่างจากคุณครูใน 3 จังหวัดชายแดนใต้


นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญชาวอเมริกันจากการสังหารหมู่ที่โรงเรียนประถมแซนดี้ ฮุกในรัฐคอนเนตทิคัต ปรากฏว่า หลายรัฐในสหรัฐกำลังพิจารณาให้ครูโรงเรียนต่าง ๆ พกพาอาวุธปืน ส่งผลให้ครูอาจารย์ทั้งหลายแห่กันไปเรียนยิงปืนกันเป็นแถว ท่ามกลางความพยายามของกลุ่มที่สนับสนุนการควบคุมอาวุธปืนที่ต้องการให้รัฐคุมเข้มอาวุธปืนไรเฟิลแบบเดียวกับที่ใช้ในกองทัพ และแมกกาซีนที่บรรจุกระสุนได้เป็นจำนวนมาก หรือกระทั่งเข้มงวดกับผู้ที่ชื่นชอบปืน แม้สมาคมปืนไรเฟิลแห่งชาติสหรัฐ ประกาศสนับสนุนการใช้อาวุธปืนก็ตาม
   
ฝ่ายสนับสนุนการใช้ปืนอ้างว่า ไม่มีทางที่จะหยุดยั้งพวกคลั่งหรือคนชั่วไม่ให้ทำสิ่งเลวร้ายได้ แต่วิธีที่ได้ผลและไว้ใจได้ในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่เหมือนอย่างที่เกิดในโรงเรียนประถมแซนดี้ ฮุก คือการยิงคนร้ายหรือผู้ก่อเหตุ อดัม แลนซา มือปืนวัย 20 ปี ใช้ปืนไรเฟิลเออาร์-15    บุชมาสเตอร์ ก่อเหตุสังหารหมู่ 26 ศพ เป็นผู้ใหญ่ 6 ศพ และเด็ก 20 ศพ ได้เพียงสัปดาห์เดียว สมาคมปืนไรเฟิลแห่งชาติออกมาเรียกร้องให้ทุกโรงเรียนในสหรัฐมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธ

   


แต่ปัจจุบันรัฐยูทาห์อนุญาตให้ประชาชนพกพาปืนที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเข้าไปในโรงเรียน ทำให้ครูส่วนมากไม่ค่อยพอใจ อย่างไรก็ตาม สภากีฬายิงปืนแห่งรัฐยูทาห์ ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้เหตุการณ์สังหารหมู่ในโรงเรียนแซนดี้ ฮุก ที่เมืองนิวทาวน์ ด้วยการยกเลิกเก็บค่าเล่าเรียนแก่ครูที่ต้องการเรียนและฝึกยิงปืน เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตพกพาปืน บิล สก็อตต์ สมาชิกในคณะกรรมการสภากีฬายิงปืนรัฐยูทาห์บอกว่า ครูมากกว่าครึ่งของจำนวน 400 คนที่สนใจเรียนยิงปืนต้องพบกับความผิดหวัง เพราะไม่มีห้องเรียนเพียงพอ เนื่องจากการฝึกยิงปืนสามารถรองรับครูได้เพียง 180 คนเท่านั้น
   


กระแสความสนใจในการเรียนรู้วิธีการใช้อาวุธปืนเพิ่มสูงขึ้น หลังจากสหรัฐเผชิญเหตุการณ์สังหารหมู่หลายครั้ง และผู้สนใจเรียนยิงปืน เพื่อป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากคนร้าย สก็อตต์กล่าวว่า ผู้คนมากมายต้องถูกยิงตาย และบางคนไม่เคยจับอาวุธมาก่อน เราไม่สนับสนุนให้ครูทุกคนพกปืน เราแค่ต้องการให้เลือกครูบางคนติดอาวุธ และฝึกการใช้ปืนเอาไว้
   


นอกจากนั้น บรรดาสมาชิกสภานิติ บัญญัติที่สนับสนุนการพกพาอาวุธปืนในรัฐฟลอริดา, มินนิโซตา, โอเรกอน, เซาท์ดาโกตา และเทนเนสซี ยังประกาศผลักดันร่างกฎหมายภายในไม่กี่เดือนนี้ ที่จะอนุญาตให้ครูติดอาวุธ ส่วนนายทอม ฮอร์น อธิบดีกรมอัยการแห่งรัฐแอริโซนากล่าวว่า แนวคิดส่งตำรวจติดอาวุธคอยรักษาความสงบเรียบร้อยตามโรงเรียนต่าง ๆ อาจติดปัญหาที่งบประมาณ ดังนั้นการฝึกครูให้ใช้อาวุธปืนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด.

เรื่องและภาพโดย คุณฮิวแมน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เช่นเดียวกับคุณครูอเมริกันที่หนาวหนาวร้อนร้อนว่าจะมีมนุษย์โรคจิตควงปืนมากราดยิงในโรงเรียนอีกไหม คุณครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีสภาพไม่ต่างกัน แต่จะหนักกว่าเพราะต้องระวังตัวกันตั้งแต่ออกจากบ้านเลยทีเดียว

 

ส่วนตัวผมสนับสนุนให้คุณครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เรียนรู้เรื่องอาวุธปืนและพกปืน เพราะพุทธพจน์ที่ว่า "อัตตา หิ อัตตโน นาโถ หมายถึง ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ต้องพัฒนาตัวเองด้วยตนเอง" 

ไม่ว่ากองทัพหรือ สตช. จะส่งกำลังมาก เก่ง ขนาดไหนก็ตาม ผมเชื่อและเห็นมาแล้วว่า ไม่สามารถดูแลคุณครูได้อย่างสมบูรณ์ 100% ดอกครับ  และที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งคือ การเอาทหาร ตำรวจ มาเป็นครูสอนเด็กเด็กแทนคุณครูตัวจริง เพราะชาย-หญิงไทยที่เข้ามารับราชการทหารหรือตำรวจก็ด้วยความมุ่งหมายที่จะเป็นทหารหรือตำรวจ ไม่ได้อยากเป็นคุณครูครับ

 

อีกอย่างที่รัฐบาลควรจะทำอย่างยิ่งคือ การตั้งชุมชนหรือหมู่บ้านเข้มแข็ง เหมือนสมัยที่บ้านเราเคยถูกคุกคามด้วยภัยคอมมิวนิสต์ ฝึกและแจกจ่ายอาวุธให้คนในพื้นที่ที่ผ่านการทำประวัติและคัดกรองมา ทำประวัติอาวุธทุกกระบอกที่แจกจ่ายออกไป เลิกจ่ายปืนลูกซอง เพราะตรวจร่องรอยกระสุนและขีปนวิถีไม่ได้ ปืนในคลังอย่าง M1 Carbine หรือ ปสบ.87 น่าจะเหมาะที่สุดครับ

 

 

ปืนรุ่นนี้ประจำการในทุกเหล่าทัพและกรมตำรวจ ปัจจุบัน ปลดประจำการไปแล้ว แต่เข้าใจว่ายังมีเก็บอยู่ในคลังเป็นจำนวนมาก พอแจกจ่ายให้คุณครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครบทุกคนเลยทีเดียว

ที่สำคัญเงินเดือนคุณครูอเมริกัน ปีละ US$ 30,000-40,000 (900,000-1,200,000บาท) ปืนพกกระบอกละ US$ 300-500 (9,000-15,000บาท) ขณะที่คุณครูไทยเงินเดือน ปีละ 180,000 บาทแต่มั่นใจว่าไม่มีท่านไหนเกิน 500,000 แต่ราคาปืนพกบ้านเรา 50,000บาทขึ้นไป

หรือรัฐบาลจะจ้างชาวบ้านในพื้นที่เป็น รปภ.ติดอาวุธ 24 ชั่วโมง โรงเรียนละ 10 คน (3ผลัดๆละ 3 คน เผื่อหยุด 1 คน) ค่าแรง 300 บาทต่อวัน เดือนละไม่เกิน 90,000 บาทต่อโรงเรียน หรือปีละ 1,080,000บาท (ตัวเลขกลมๆ) มีโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนประมาณ 500 โรง ก็จะใช้เงิน ปีละ 5-600 ล้านบาท ส่วนทหาร-ตำรวจให้ดูแลรับ-ส่งคุณครูให้เต็มที่ไป

เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากหรือเหลือบ่ากว่าแรงของผู้บริหารประเทศไม่ว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือจะเป็นด้วยผลประโยชน์มหาศาลของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างที่เล่าลือ ไม่ว่างบประมาณมากมาย ผลประโยชน์ของการค้าของผิดกฎหมาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้รัฐบาลจำเป็นต้องนำความจริงออกมาพูดแจกแจงให้ประชาชนผู้ที่เสียภาษีและผู้ที่ได้รับผลกระทบได้ทราบอย่างชัดเจนและโปร่งใส

โดย สิงห์นอกระบบ

 

กลับไปที่ www.oknation.net