วันที่ จันทร์ มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Wonderful Hagia Sophia ...มหัศจรรย์สุเหร่าโซเฟีย


 
 
จากการเริ่มต้นไปเที่ยวอิสตันบูลแบบกะทันหันในเอนทรี่ http://www.oknation.net/blog/mena/2013/01/01/entry-1 แล้วก็ตามด้วยไปดูบลูมอส มัสยิดสีฟ้า ในเอนทรี่ http://www.oknation.net/blog/mena/2013/01/04/entry-1 เอนทรี่นี้จะพาไปชมวิหารเซนต์โซเฟียหรือสุเหร่าโซเฟียกันต่อเลยนะคะ....  
เมื่อเอนทรี่ก่อน ได้เขียนถึงตอนที่รีบออกจากร้านอาหาร Can Restaurant แล้ว คราวนี้ก็เดินย้อนกลับไปที่วิหารเซนต์โซเฟียเพื่อเข้าชมความงามข้างในกันนะคะ (ต่อไปจะเรียกว่า "สุเหร่าโซเฟีย" ดีกว่า)
ชมความงามภายนอกของสุเหร่าโซเฟียก่อนชมความงามภายใน
 
 
อีกมุมงามผ่านน้ำพุกลางจตุรัส
 
 
 

 

วิหารเซนต์โซเฟียหรือสุเหร่าโซเฟีย (Hagia Sophia หรือ Aya Sofya) สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่ถือเป็น "A Must See"  ทีเดียวค่ะ เปิดให้เข้าชมในเวลา 09.00-16.30น. และปิดเฉพาะวันจันทร์ โดยเสียค่าเข้าชม 25TL หรือราว 500 บาท  
 
ที่ห้องจำหน่ายตั๋ว ไม่ต้องรอคิวแม้จะมีคนเข้าชมตลอดเวลา
 
Hagia Sophia Museum
 
จากด้านนอกเดินตามคนอื่นไปเรื่อยๆ ก็จะมาเจอเข้ากับแผ่นหินสลักสัญลักษณ์ AYASOFYA ตั้งอยู่พร้อมคำอธิบายพอได้ใจความทั้งภาษาเตอร์กิชและภาษาอังกฤษ 
 
แผ่นหินโบราณอธิบายความอย่างกระชับและกะทัดรัด

 

หอสูงเสียดฟ้า
 
ทางเข้าด้านใน
 

Hagia Sophia หรือ Aya Sofya Museum เดิมเคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกส์ สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิ์คอนสแตนติน  ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่าหรือมัสยิด และเป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน
ความโอ่โถงอันงดงามเมื่อแรกเห็น
 

เห็นภาพแล้วคงไม่แปลกใจที่สุเหร่าโซเฟียแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1985 ใช่มั้ยคะ
ก่อนไปชมความงามในแต่ละส่วนกัน มีผังชั้นล่างมาให้ดูประกอบค่ะ
 
Hagia Sophia's Floor Plan
 
 

มองจากบานประตูทางเข้า
 
 
ความเก่าขลังของ Tympanum โดยรอบทางซีกซ้ายของสุเหร่า

 
สุเหร่าโซเฟียที่เห็นในปัจจุบัน เป็นการสร้างครั้งที่สามในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันบนอาคารเดิมสองครั้งก่อนหน้านี้ ตัวอาคารดั้งเดิมนั้นเป็นโบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นสมัยจักรพรรดิ Justinianos โดยสถาปนิก Anthemios (Tralles) และ Isidoros (Miletus) ในช่วง ค.ศ.532-537 โดยสองสถาปนิกดังกล่าวก็ยังมีลูกมือสถาปนิกของตัวเองอีกรายละ 100 คน
โบสถ์หลังแรกนั้นถูกบันทึกว่าสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิคอนแสตนติน และถูกเผาไปในเหตุการณ์จลาจลช่วงปี ค.ศ.404  ส่วนโบสถ์หลังที่สองนั้น สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิธีโอโดซิอุสที่ 2 และถูกไฟไหม้จากเหตุการณ์จลาจลนิกา (Nika Riots) ในปี ค.ศ.532
สุเหร่าโซเฟียถูกใช้เป็นโบสถ์อยู่นานถึง 916 ปี จนถึงปี ค.ศ. 1453 หลังจากที่จักรวรรดิออตโตมันพิชิตจักรวรรดิไบแซนไทน์ได้  Fatih Sultan Mehmed ก็ให้ดัดแปลงโบสถ์เป็นสุเหร่า เช่น ย้ายระฆัง แท่นบูชา รูปปั้นต่างๆ ออก และสร้างสัญลักษณ์ทางอิสลามขึ้นแทน เช่น หอสวด

หลังคาโดมเป็นยอดกลมล้อมรอบด้วยสี่ทูตสวรรค์
 
 
กระจกรอบประดับยอดแต่ละโดม
 
 
 
บอกร่องรอยความเก่าขลังอันเป็นมนต์เสน่ห์
 

ที่มาของชื่อ Hagia Sophia หรือ เซนต์โซเฟียนั้น มาจากชื่อเต็มในภาษากรีก ที่แปลว่า "โบสถ์แห่งปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์" คำว่า โซเฟีย แปลว่า "ปัญญา" จึงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเซนต์ที่ชื่อโซเฟียตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจแต่อย่างใด ...ก็ปกติโบสถ์ที่มีคำนำหน้าว่าเซนต์ก็มักจะเกี่ยวข้องกับคนเสมอนี่คะ คราวนี้ก็เลยได้ความรู้ใหม่ล่ะ 
 
อักขระอาหรับประดับรายรอบเป็นความงดงามอย่างหนึ่งของสุเหร่าโซเฟียแห่งนี้
 
 
หนึ่งในใจกลางโดมเป็นภาพพระแม่มารีอุ้มพระเยซูนั่งอยู่บนบัลลังก์ โดยโมเสกนี้เป็นของดั้งเดิมตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 
 
 
ในยุคที่ถูกเปลี่ยนจากโบสถ์เป็นมัสยิด ภาพพระแม่มารีที่อยู่กลางโดมนั้นจึงถูกโบกทับด้วยปูน เนื่องจากศาสนาอิสลามห้ามมีภาพของสิ่งมีชีวิตหรือรูปเคารพของศาสนาอื่น  แต่ต่อมารัฐบาลตุรกีได้เปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ในปี ค.ศ.1935 เพราะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดว่าเป็น Secular State หรือรัฐที่ไร้ข้อจำกัดทางศาสนา ทุกคนจึงมีโอกาสได้ชมความงามอันลงตัวที่น่ามหัศจรรย์ของสองศาสนาในสุเหร่าโซเฟียแห่งนี้
  
ป้ายใหญ่ที่เป็นอักขระอาหรับซึ่งเราเห็นประดับโบสถ์นั้น มีทั้งสิ้น 8 แผ่น
เป็นชื่อของผู้สำคัญทางศาสนาอิสลาม เช่น Ali, Allah, Mahomet, Abu Bakr เป็นต้น
 
 
 
โมเสกที่ยังมีร่องรอยของการถูกปูนโบกทับ
 
 
Mihrab ในมุมกว้าง
 
แท่นบูชาในมุมใกล้
 
Mihrab หรือ Altar แท่นบูชาของสุเหร่าโซเฟีย ตั้งอยู่ในทิศของการทำละหมาดที่นครมักกะฮฺ์   ทำด้วยหินอ่อน เป็นซุ้มที่ตกแต่งด้วยรูปดวงอาทิตย์และดวงดาวรอบโดม ดูสวยงามมาก

Minbar
 
ธรรมาสน์ในมัสยิด
 

Minbar เป็นธรรมาสน์ในมัสยิดที่อิหม่ามใช้ยืนเทศน์ สร้างด้วยหินอ่อนที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 16 ในยุคของออตโตมัน ตั้งอยู่ด้านขวาของแท่นบูชา

ช่องนี้ห้ามผ่านค่ะ เยื้องไปซ้ายจะเป็น Mihrab เยื้องขวาจะเป็น Minbar
 

 
ลวดลายหนึ่งของกระเบื้องอิซนิก
 
อีกด้านชองช่องผ่านไปยังแท่นบูชา
 
 
ตั้งใจจะถ่ายให้เห็น Mihrab แต่คนที่ถ่ายให้ไปเน้นที่คน เลยบังแท่นบูชาเสียมิด
 
 

อีกมุมของโถงชั้นล่าง
 

Tympanum หรือหน้าบันที่อยู่ชั้นบนฝั่งตรงข้าม สังเกตเห็นทูตสวรรค์อยู่มุมบนซ้ายภาพ
 
 
ป้ายอธิบายภาพแกลลอรี่ที่หน้าประตูทางเข้าก่อนขึ้นชั้นบน
 
 

ด้านบนที่ไม่ควรพลาดชม
 
 
โถงทางเดินซีกซ้าย
 
 
ส่วนที่โชว์ในตู้นี้มีไว้จำหน่าย
 
 
ภาพถ่ายโมเสกในแกลลอรี่ชั้นบนด้านซ้ายมือ
 
ภาพถ่ายโมเสกอีกหนึ่งภาพในแกลลอรี่ชั้นบนด้านซ้ายมือ
 
 
ภาพถ่ายโถงบนและล่างที่อยู่ในแกลลอรี่ชั้นบน
 
ภาพถ่ายโมเสกที่จำลองจากของจริง
 
 
ภาพพาโนรามาในมุมของแกลลอรี่ซีกซ้ายของโบสถ์
 
 
มุมนี้จะเห็น Tympanum หรือหน้าบันฝั่งตรงข้ามซึ่งอยู่ทางทิศเหนือซึ่งอยู่ด้านซ้ายของแกลลอรี่ชั้นบน 
 
 
โถงและหน้าบันอีกมุม ซึ่งมองมุมไหนก็สวยงาม
 
 
นักท่องเที่ยวยืนพินิจโมเสกที่อยู่ด้านขวามือ หน้าต่างบางบานเปิดเห็นวิวมัสยิดสีฟ้าด้วย
 
 

บริเวณโถงทางเดินด้านขวา จะมีบานหน้าต่างบางบานที่เปิดรับลม สามารถเห็นบางส่วนของมัสยิดสีฟ้า
 
 
ประตูหินอ่อนที่ใช้แยกออกจากส่วนแกลลอรี่ สำหรับการประชุมศาสนกิจ
 
 
 
โถงกว้างและสวยงาม
 
 
ลวดลายส่วนหนึ่งที่สวยงาม สังเกตเห็นว่าต้องมีเส้นโลหะค้ำไว้ในแต่ละด้าน
 
 
โถงโค้งบนชั้นสองเป็นจุดที่เก็บภาพได้ดีมาก


Sultans’s Loge หรือที่สวดมนต์ของสุลต่าน จะอยู่โถงล่างด้านซ้ายมือ ข้างบนเป็นกรงไม้ลงรักปิดทองรูป 5 เหลี่ยม
 
 
สำหรับคนช่างสังเกต จะเห็นโค้งโดมไม่ค่อยกลมมนนัก ก็อย่าแปลกใจนะคะ  เขาว่าสาเหตุมาจากการที่มีการบูรณะซ่อมแซมกันมาหลายครั้ง จึงทำให้โดมที่มีชื่อเสียงของสุเหร่าโซเฟียนี้เสียสูญไปบ้าง จากเดิมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ 102 ฟุต 6 นิ้ว ปัจจุบันก็ขยับมาอยู่ที่ 101 ฟุต 3 นิ้วค่ะ
ขอบันทึกไว้ด้วยภาพ
 
บริเวณที่ดิฉันยืนถ่ายภาพ ซึ่งอยู่ตรงกลางชั้นบนทางทิศตะวันตกของแกลลอรี่นั้น คือ Loge of Empress หรือคอกหรือที่สำหรับจักรพรรดินีหรือสตรี เป็นที่ซึ่งสามารถให้ผู้หญิงดูพิธีกรรมต่างๆ ในโบสถ์จากด้านบนได้
 
 
"Deisis Composition"
 
"Zoe Mosaic"
 
Deisis Composition ภาพพระเยซูในวันพิพากษาโลก (Doomsday) โดยมีพระแม่มารีกับเซนต์จอห์นแบ๊บติสต์วิงวอนขอพระเมตตาแก่ชาวโลก  ภาพโมเสกอันเก่าแก่ชิ้นนี้มีการถกเถียงถึงกำเนิดวันของโมเสกอยู่พอสมควร เนื่องจากช่วงล่างของภาพเสียหายไปมาก แต่สรุปแล้วให้ถือเป็นภาพในยุคศตวรรษที่ 12 
Zoe Mozaic อีกหนึ่งภาพโมเสกเก่าแก่ศิลปะไบแซนไทน์ เป็นภาพพระเยซูประทานพรให้แก่จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 9 ซึ่งถือถุงเงินบริจาคแก่การบูรณะโบสถ์อยู่ด้านซ้าย ส่วนด้านขวาเป็นจักรพรรดินีโซถือม้วนหนังสือในมือ 
 
ภาพนี้จำลองส่วนด้านล่างที่หายไปของ Deisis Composition ให้สมบูรณ์
 

"Komnenos Mosaic"
 
Komnenos Mosaic เป็นภาพของจักรพรรดิ Komnenos Loannes II และจักรพรรดินีไอรีนชาวฮังกาเรียน โดยมีพระแม่มารีอุ้มพระเยซูอยู่ตรงกลาง ภาพโมเสกนี้ทำขึ้นเป็นสัญลักษณ์การบริจาคเงินเพื่อการบูรณะสุเหร่าโซเฟีย และอุทิศให้กับเจ้าชาย Prince Aleksios (อยู่อีกมุมของผนังภาพ-ข้างจักรพรรดินีไอรีน) ที่สิ้นพระชนม์จากการเจ็บป่วยตั้งแต่ยังพระเยาว์ โดยภาพนี้เป็นโมเสกในสมัยศตวรรษที่ 12
อีกมุมใกล้กับประตูหินอ่อน (Marble Door) ชั้นบน
 
เดินชมความสวยงามอลังการของสุเหร่าโซเฟียจนเต็มอิ่มแล้ว รู้สึกชื่นชมความสามารถของคนสมัยก่อนที่ก่อสร้างสิ่งสวยงามน่ามหัศจรรย​์ได้ถึงขนาดนี้ และเก็บตกทอดมาจนให้เราได้ชื่นชมความงาม จึงรู้สึกขอบคุณที่มีการผสานอารยศิลป์ของสองศาสนาไว้ในที่แห่งเดียวอย่างนี้ โดยไม่ทำลายของศาสนาคริสต์หรืออิสลามศาสนาใดศาสนาหนึ่งทิ้งไป

เก็บความประทับใจด้วยพาโนรามาของสุเหร่าโซเฟียอีกสักภาพก่อนกลับ
 

และแล้วจุดหมายสองแห่งในการเดินเที่ยววันแรกในอิสตันบูล คือ Blue Mosque หรือมัสยิดสีฟ้า และ Hagia Sophia หรือสุเหร่าโซเฟีย ก็จบลงอย่างประทับใจมากๆ  ดิฉันออกจากสุเหร่าโซเฟียก็เพิ่งจะสี่โมงเย็นเท่านั้นเอง ...ก็คิดว่าพอแค่นี้ดีกว่า จะกลับไปพักผ่อนล่ะ
อย่างไรก็ตาม ทางเดินกลับ Best Point Hotel ในตอนขากลับก็ยังผ่านตลาด Arasta Bazaar เช่นเดิม ดิฉันจึงเดินชมดูว่าตลาดนี้หน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง

Arasta Bazaar อยู่ด้านหลังของมัสยิดสีฟ้าซึ่งใกล้กับโรงแรมที่พัก
 
ร้านค้าเริ่มเปิดไฟหน้าร้าน
 
 
คนไม่เยอะนัก มีพ่อค้าคอยเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน
 

ตลาด Arasta Bazaar เป็นตลาดขนาดเล็กตั้งอยู่หลังมัสยิดสีฟ้า มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เดิมใช้เป็นคอกม้าในช่วงออตโตมัน ต่อมาได้กลายเป็นที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่า พอช่วงปลายศตวรรษที่ 19 การท่องเที่ยวเริ่มบูมจึงมีการปรับเป็นร้านค้าขนาดเล็กประมาณ 40 ร้าน ขายสินค้าพื้นเมืองดั้งเดิม เช่น เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเทศ สิ่งทอ และพรม อีกส่วนหนึ่งจัดเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ โดยเปิดให้บริการจนถึงเวลาตีหนึ่ง

ฝาท่อตามทางเดินประดับกระเบื้องโมเสก
 

สินค้าจำพวกผ้าพันคอดูน่าใช้
 
 
เหลือบดูนาฬิกาอีกครั้ง เพิ่งจะห้าโมงเย็นเศษๆ เท่านั้น แต่ท้องฟ้ามืดเสียแล้ว บรรยากาศเหมือนกับสองทุ่มที่บ้านเราแล้ว ดิฉันจึงเดินเลียบมองตามร้านค้าระหว่างทางกลับที่พัก ...คนเชียร์แขกคอยเรียกลูกค้ามีอยู่แทบทุกร้านรวง ไม่ว่าจะเป็นร้านขายพรม ร้านขายของที่ระลึก หรือแม้กระทั่งร้านอาหาร
นิสัยชอบเดินดุ่มๆ มองดูบรรยากาศเสียมากกว่าดูชื่อร้าน ...พอเดินผ่านร้านหนึ่งซึ่งตกแต่งหน้าร้านน่านั่ง มองเข้าไปด้านใน บรรยากาศก็ดูดี เปิดเพลงเบาๆ  มีลูกค้านั่งอยู่แค่โต๊ะเดียว ก็เลยเข้าไปเลือกที่นั่ง จึงรู้ว่าเป็นร้านอาหารของ Charm Hotel  ชื่อ West Town Restaurant ค่ะ
 
มองจากโต๊ะที่เลือกนั่งออกไปด้านนอก ก็มีที่นั่งสำหรับลูกค้าที่ต้องการสูบบุหรี่
 

บรรยากาศด้านในดูดี
 

แม้อากาศจะไม่หนาวเท่าที่เคยเจอในประเทศอื่นในแถบยุโรป  แต่ได้เบียร์สักถ้วยช่วยก็คงจะทำให้รู้สึกอุ่นขึ้นอีก
 

มื้อนี้จำไม่ได้ว่าสั่งอะไร แต่เป็น Turkish Food เสิร์ฟคู่กับข้าวตุรกี มีเครื่องเคียงเป็นมะกอกดำทานคู่กับแผ่นแป้ง
 
 
จบดินเนอร์มื้อแรกของวันแบบอิ่มหนำสำราญ ราคาสมเหตุสมผล เช็คบิลแล้วไม่ถึง 40TL การไปเที่ยวครั้งนี้ ต้องการไปพักผ่อนแบบจริงๆ แค่วันแรกมีความสุขและอิ่มท้อง แค่นี้ก็ทำให้ลืมความเครียดจากการทำงานไปหมดเลยล่ะ 
บางทีเราก็แค่ต้องการสร้างสมดุลให้กับชีวิตตัวเองอย่างแรงเหมือนกันนะคะ
เพิ่งจะเที่ยวอิสตันบูลไปได้แค่วันเดียวเอง เขียนซะสามเอนทรี่แล้วเหรอเนี่ย 
 
 
 
 
 

โดย มีนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net