วันที่ พุธ มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปีใหม่ ๙ วัด ๑ เทวาลัย ๑ หอพระ : ไหว้พระฝั่งธนฯ จนถึงพระนคร


ออกจากวัดอรุณเรือทัวร์พาเราเดินทางต่อไปยังวัดกัลยานมิตรซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัดในคตินิยมที่ประชาชนชาวพุทธนิยมมากราบไหว้บูชากันด้วยเชื่อว่า จะทำให้โชคดี มีมิตรที่ดี  และเดินทางปลอดภัย เครื่องสักการะที่ใช้จะเป็น ธูป ๓ ดอก เทียนแดง ๑ คู่ ดอกบัวและพวงมาลัย

วัดกัลยานมิตรวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ต้นสกุล "กัลยาณมิตร" ได้อุทิศที่ดินย่านหมู่บ้านกุฏีจีน ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีพระภิกษุพำนักอยู่ให้สร้างวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" พร้อมกับทรงสร้างพระวิหารหลวง สร้างขึ้นโดยวางรากฐานแบบไม่ได้ตอกเสาเข็มแต่ใช้วิธีขุดพื้นรูปสี่เหลี่ยม  ฐานกว้าง และใช้ไม้ซุงทั้งท่อนเรียงซ้อนทับกัน ๒ - ๓ ชั้น

ลักษณะเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ หน้าบันสลักลายดอกไม้ปูนปั้นประดับกระจก ประตูและหน้าต่างเป็นไม้สักเขียนลายรดน้ำรูปธรรมบาล ผนังด้านในเป็นลายดอกไม้ เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธไตรรัตนนายก" (หลวงพ่อโต) ซึ่งเป็นชื่ดที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ ๔ หรือ เรียกตามแบบจีนว่า "ซำปอฮุตกง" หรือ "ซำปอกง"

ด้านหน้าของพระวิหารมีซุ้มประตูหินและตุ๊กตาหินศิลปะแบบจีนด้านข้างมี "หอระฆัง" ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านล่างใช้แขวนระฆังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๙๒ เซนติเมตร ด้านบนประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ

ภายในวัดยังมีพระอุโบสถสถาปัตยกรรมแบบจีน ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติและวิถีชีวิตผู้คนในรัชกาลที่ ๓ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลย์ ซึ่งรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างพระราชทาน และยังมีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติเป็นที่เก็บพระไตรปิฏกสมัยรัชกาลที่ ๔

ผู้คนภายในพระวิหารเริ่มซาแล้ว อาจจะเป็นเพราะเย็นย่ำเต็มที่ ฉันกราบนมัสการพระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต หรือ ซำปอกง พระใหญ่ในวิหาร ตีฆ้อง ตีกลองร้องป่าวให้เทวดาได้ยินว่าฉันมาทำบุญนะจ๊ะ จะได้อนุโมทนาบุญร่วมกัน ก่อนที่จะออกไปทำสังฆทานกับพระสงฆ์ที่อยู่ด้านหน้าวิหาร จากนั้นก็เดินทางผ่านเหล่าขอทานทั้งหลายแหล่เพื่อลงเรือไปยังวัดระฆัง วัดสุดท้ายของเรือทัวร์ที่จะวิ่งพาเราไป

เรือมาส่งที่วัดระฆังเมื่อฟ้ามืดเสียแล้ว แต่พระอุโบสถก็ยังไม่ได้ปิด แม้นผู้คนจะบางตาแล้วก็ตาม วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร นี้ เดิมชื่อว่า วัดบางหว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง สมัยรัชกาลที่ ๑ มีการขุดพบระฆังโบราณในเขตวัด ประชาชนจึงเรียกว่า "วัดระฆัง" ตั้งแต่นั้นมา แต่ตัวระฆังมีเสียงดี รัชกาลที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ ๑ มลายหน้าบันเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระอุโบสถนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานที่รัชกาลที่ ๕ ทรงเรียกว่า "พระประธานยิ้มรับฟ้า" นอกจากนี้ยังมีหอพระไตรปิฏกที่เป็นสถาปัตยกรรมไทยที่มีชื่อเสียงเลื่องลือว่างามยิ่ง เดิมอยู่กลางสระที่ขุดขึ้นด้านหลังพระอุโบสถ เป็นรูปเรือนสามหลังแฝด

ภายในมีภาพจิตรกรรมที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งบานประตูและฝาผนัง รวมทั้งตู้พระไตรปิฏกสมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นด้วยไม้ที่รื้อมาจากพระตำหนัก และหอนั่งเดิมของรัชกาลที่ ๑ เมื่อครั้งยังทรงรับราชการอยู่กรุงธนบุรี ฝาฝนั่งด้านนอกทาสีดินแดง ด้านในเขียนภาพฝีมืออาจารย์นาค เป็นภาพกำเนิดพระอินทร์ มีรายละเอียดแสดงวิถีชีวิตประจำวันของคนสมัยนั้น บานประตูตกแต่งด้วยการเขียนลายรดน้ำและแกะสลักอย่างงดงาม

นอกจากนี้ยังมี "ตำหนักทอง" ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และสมเด็จพระสังฆราช (ศรี)  วัดระฆังฯ เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) สมเด็จพระราชาคณะในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณวิทยาคุณโด่งดังมากตั้งแต่อดีตจน

แต่ด้วยความที่ไปถึงนั่นย้ำค่ำแล้ว เลยไม่ได้แวะชมอะไรมากมายนัก นอกจากกราบบูชาพระด้านนอก และด้านในพระอุโบสถ และเดินกลับมาขึ้นเรือข้ามฟากเพื่อเดินทางกลับมายังฝั่งพระนคร ซึ่งก็ตรงกับ "ท่าช้าง" พอดี

เดินเลาะไปเลาะมาเห็นวัดมหาธาตุยังเปิดอยู่สอบถาม รปภ. ด้านนอกบอกพระอุโบสถยังไม่ปิด จึงเดินตัดเข้าไปผ่านระเบียงคตที่มีพระพุทธรูปมากมายวางเรียงรายไว้ให้สักการะบูชา เมื่อไปถึงพระอุโบสถเห็นแม่ชีกำลังเก็บข้าวของ สอบถามได้ความว่าพระอุโบสถปิดแล้ว แต่ไม่เป็นไร เราถือมงคลไหว้พระหน้าโบสถและที่ระเบียงคตนั่นเป็นอันเสร็จพิธี กลับบ้านสบายใจ แถมเอาบุญมาฝากกันอีกมากมาย สาธุ !!!

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net