วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าจากราวป่าแก่งกระจาน จากเด็กอ้วนคนหนึ่ง ตอบ tag ในวันเด็ก


ก่อนอื่นขอขอบคุณ  bg Bluehill (คุณชาลี) ที่มอบเกียรติในการตอบ tag  ครั้งนี้

คงเป็นเพราะคลุกคลีอยู่กับเด็กๆมายาวนาน มีเรื่องราวถ่ายทอดต่อเนื่องในโอเคมากว่าสามปี

เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ ชีวิต และสิ่งแวดล้อม

ครั้งนี้..ขอเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่าจากเด็กคนหนึ่ง  ที่ไปเข้าค่ายรักษ์สิ่งแวดล้อม ครั้งที่ ๑๗

เมื่อวันที  ๒๔- ๒๖ ธันวาคม  ที่ผ่านมา

.

.

เด็กคนหนึ่งที่คิดว่าจะไม่มีโอกาสได้ไปเข้าค่ายครั้งนี้กับเพื่อนๆเป็นปีสุดท้ายก่อนจบการศึกษา

เพราะอุปสรรคที่ต้องทำงานช่วยเหลือครอบครัว  ทำให้ไปไหนไม่ได้เลย และที่สำคัญไปกว่านั้น….

ด้วยรูปร่างที่อ้วนใหญ่  กลัวว่าจะไปเป็นภาระให้กับครูและเพื่อน

แต่ความมีน้ำใจ  จิตใจอ่อนโยน ร่าเริงแจ่มใส  และเป็นที่รักของเพื่อนๆทุกคน

สุดท้าย..ผู้จัด…การค่าย  ต้องขอร้องให้ร่วมเดินทาง และยกเว้นค่าใช้จ่ายใดๆ

.

.

และนี่คือเรื่องราวของเด็กคนหนึ่ง    ณ  แก่งกระจาน

 

“แก่งกระจาน  ที่ที่เต็มไปด้วยสีสันและความทรงจำอันล้ำค่า”

วันแรกของการเริ่มต้น

เริ่มออกเดินทางจากนครปฐมสู่เพชรบุรี ตอนแรกที่คิด คิดว่า กว่าจะไปถึงคงจะหลับไปหลายตื่น 

แต่พอเอาเข้าจริงๆ  สักตื่นหนึ่งก็ยังไม่ได้หลับ เพราะคุยบ้าง เล่นบ้าง เล่นเกมส์สนุกสุดสนานที่อาจารย์เตรียมไว้บ้าง

เลยทำให้สุขใจ จนยิ้มไม่หุบ  กลายเป็นเส้นทางแห่งความสุขที่ยากจะลบเลือน..

ความรู้สึกแรกที่มาถึง  แค่ได้กวาดสายตามองไปรอบๆ ก็ชอบแล้ว

รีบเดินมานั่งกินข้าวที่หน้าเขื่อนพร้อมเพื่อนที่เรารัก  พร้อมน้องที่เราชอบ และพร้อมอาจารย์ที่เราเคารพ 

ทัศนียภาพที่มองไปมันสวยเกินบรรยาย  หลังจากนั้นพอท้องอิ่ม  ก็ต้องหาวิธีย่อย  โดยการลุกขึ้นมาถ่ายรูป 

เพื่อเป็นหลักฐานว่า  ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เคยสัมผัสกับความสุขแบบจังๆที่แก่งกระจานแห่งนี้

สักพักก็หอบสัมภาระมาด้านหน้าของศูนย์บริการ  ได้เห็นพวกพี่ๆ  ได้ฟังเสียงที่พูดตอนแรกออกแนวดุ

สักพักเริ่มฮา  พี่ๆให้แบ่งกลุ่ม  เพื่อเตรียมตัวมุ่งสู่ที่พัก  ระยะทาง ๓๕  กิโลเมตร

พวกเราทำตามที่พี่บอกก ไม่นานคันของหนูเริ่มออกเดินทาง ระหว่างทางของการมุ่งหน้าสู่บ้านกร่างแคมป์ 

พวกเราสาวสวยทั้ง ๗คน นั่งร้องเพลงอย่างโวกเวก ทำให้มันครึกครื้นไปเรื่อยทาง  และนั่นทำให้เรามีความสุขจนแก้มปริ…

ถึงบ้านกร่างแคมป์  ก็เดินหน้ารีบเข้าหอพักเพื่อจับจองที่หลับที่นอน

หลังจากนั้นก็แต่งองค์ทรงเครื่องให้พร้อม  เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติรอบๆตัว

 

หลังจากจัดกลุ่มเสร็จโดยมีพี่เลี้ยงประจำกลุ่มเป็นพี่ฑูรย์และพี่บอย  ก็นั่งล้อมรอบกันเป็นวงกลมใหญ่

หลังจากเล่นเกมส์เพื่อกระชับความสัมพันธ์  พวกเราก็เดินเข้าฐาน

ฐานแรกของพี่ฑูรย์เกี่ยวกับการเรียนรู้ระบบนิเวศ  ได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้น

จากนั้นก็ไปฐานค้นหาผู้นำของพี่เตี้ย  ที่ทำให้เรารู้ว่า เพียงแค่เส้นเชือกเส้นเดียว กับมือ ๒ ข้างของพวกเรา

ทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจชีวิตมากขึ้น  หนูเดินออกจากฐานนั้นด้วยความคิดที่โตขึ้น

พี่บอยนำทางไปหาฐานแหล่งอาหาร  และพฤติกรรมสัตว์ป่าของพี่หมู 

 

ฐานจำแนกรออยเท้าสัตว์ป่าของพี่น๊อต  ฐานนี้ความรู้เพียบ  เสียงฮาดังลั่น สนุกมากจริงๆฐานนี้

ฐานสุดท้าย คือฐานสิ่งแปลกปลอมธรรมชาติของพี่บอล 

หนูเข้าใจเลยว่า  แค่ขยะเพียงหนึ่งชิ้นที่เราอาจเผลอเรอทิ้งมันไป  มันอาจกลับไปทำลายเพื่อร่วมโลกอย่างสัตว์ป่าให้ตายได้

 

ช่วงกลางคืน ได้ดูวิดีทัศน์ของอุทยาน  เป็นข้อมูลของแก่งกระจาน และรับรู้ถึงศักดิ์ศรีที่มีเกียรติของเจ้าหน้าที่

ไม่นานก็มีกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นรออยู่  นั่นคือ การตามหาสัตว์ป่าในยามวิกาล  เดินไปได้พักใหญ่ 

สิ่งที่รอคอยก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า  มันคือตัวเม่น

พววกเรารีบเร่งฝีก้าวเพื่อตามให้ทัน  ตามไปได้สักพัก ก็ถึงเวลาต้องโบกมือร่ำลา 

สำหรับวันแรกของการเริ่มต้นในวันนี้  และแล้วคืนนั้นหนูก็นอนหลับฝันดีได้อย่างที่หวังไว้

(นอนหลับฝันถึงทะเลหมอก  อยากไปใจจะขาดอยู่แล้ว .......... เมื่อไรจะเช้าสักที)

.

.

วันที่ ๒ ของการผจญภัย

รีบตื่นอย่างเวอร์  เพื่อเตรียมตัวไปดูทะเลหมอกที่เขาพะเนินทุ่ง

รีบตื่นไม่นาน  พวกพี่เลี้ยงเอารถขึ้นมารับบนแคมป์ พวกหนูได้นั่งรถพี่บอย 

และพอหนูขึ้นรถ  เสียงแซวก็มีเหมือนเช่นเคย แต่ก็สุขใจ  ไม่เคยโกรธ

รถของพวกเราบรรทุกไปประมาณ ๑๕ คน ทางเดินของพวกเรากำลังไปได้ด้วยดี

มองไปทางไหนก็มีแต่ธรรมชาติโอบล้อมพวกเราอยู่  ระหว่างเดินทางสู่ทะเลบนขุนเขา  ณ เขาพะเนินทุ่ง

แต่แล้ว ระหว่างทางก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น  เมื่อรถที่พวกเรานั่งมา  มันเกิดขึ้นไม่ไหว  มันไปต่อไม่ได้  เครื่องเลยดับ 

พวกเราขวัญหนีดีฝ่อกันไปหมด โดยเฉพาะหนู  ใจพะวงตั้งแต่แรกแล้ว  แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ 

ตอนนั้นพี่ๆบอกให้พวกเรารีบลงมาจากรถ  เพื่อนและครูของหนูลงมาหมดแล้ว  แต่หนูกับเมย์ยังอยู่บนนั้น

ในขณะที่พี่ตะโกนบอกให้ลง  หนูก็ได้ยินเสียงพี่คนหนึ่งบอกว่า”อย่าเพิ่ง” หนูก็เลยไม่รู้ว่าจะลงดีไม่ลงดี

เวลานั้นเสียงที่พี่เขาพูดกันมันเป็นเสียงของการแก้ไขปัญหา  แก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

หนทางใดที่เขาจะทำได้  เขาก็ทำอย่างเต็มความสามารถ  แต่ตอนนั้นใจมันหาย  ขามันอ่อนไปหมด

สำหรับหนู  บอกเลยว่ากลัวสุดๆ  ไม่นานหนูกับเมย์ก็ลงมาได้  ครูกมลาและลูกตาลเดินตรงเข้ามาพยุงหนู

แล้วพาไปนั่งที่ข้างทาง  ตอนนั้นมันซึ้งใจจริงๆ  ทั้งเพื่อนและครู  รวมถึงพี่  ไม่มีใครปล่อยมือหนูเลยจริงๆ 

ทุกคนพยายามพยุงหนูแล้วเดินหน้าไปด้วยกัน มิตรภาพดีๆในวันนั้น หนูยังจำอยู๋ในใจไม่เปลี่นแปลง

แต่สุดท้ายก็มีชายรูปร่างสูงใหญ่เดินมาช่วยขับรถให้พวกเรา นั่นคือ “พี่บอล” 

เมื่อพวกเราลงมาจากรถหมดแล้ว  พี่บอลค่อยปล่อยรถเพื่อให้มันไปอยู่ด้านล่าง  พี่กวักมือเรียกพวกเราให้รีบลงไปขึ้นรถ 

ตอนนั้นหนูเริ่มดีขึ้นครูและเพื่อนดูแลหนู  เพราะทางค่อนข้างชัน  เลยกลัวว่าหนูอาจจะลื่น  ก็เลยช่วยพยุง

เวลานั้นอยากขอบคุณ ด้วยความซาบซึ้งใจ

เมื่อพวกเราทุกคนได้ขึ้นรถ  พร้อมโชเฟอร์คนใหม่อย่างพี่บอล  ขับรถขึ้นหน้ามารอพี่ชายทั้ง ๓ คน

ตอนนั้นสงสารพี่ทั้ง๓ คนมาก  ต้องเดินขึ้นมาในระยะทางที่ค่อนข้างไกล  กว่าจะได้ขึ้นรถ

ไม่นานรถของพวกเราก็มาถึงจุดหมาย  แต่ในใจก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าที่เป็นแบบนี้ก็เพราะตัวเรา

ความกังวลเข้ามาครองพื้นที่ในความรู้สึกนึกคิด  ก็ได้ยินเสียงพี่ชายคนหนึ่งพูดมาว่า

”ที่มันเป็นแบบนี้  ไม่ได้เป็นเพราะหยก อย่าคิดมาก”  ไม่น่าเชื่อ แค่คำพูดไม่กี่พยางค์จะทำให้รู้สึกโล่งใจได้มากขนาดนี้

ระหว่างทางพี่ฑูรย์ก็ชี้ต้นโน้น ต้นนี้ให้พวกเราดู พี่แจ็คก็เช่นกัน แต่ดูเหมือนพี่บอยจะดูเงียบๆไป

พวกเราเดินทางมุ่งหน้าสู่จุดหมายอย่างมีความสุข ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง  แซวกันบ้าง ตอนนั้นแหละมีความสุขโคตร 

ไม่นานนัก  ทะเลบนขุนเขานั้น  พวกเราก็ได้ไปถึง  ถึงแม้ว่ามันอาจจะสวยไม่สุดอย่างที่มันควรเป็น 

แต่สำหรับหนู มันสวยมาก สวยพอๆกับมิตรภาพดีๆทีเกิดบนเส้นทางสายนั้น  ....ถ่ายรูปจนพุงแฟบ

กินข้าวมื้อแรกของวัน มันคือ ไข่ต้มกับหมูผัดผัก  ตอนนั้นอะไรๆก็ดีไปหมด

ความกังวลใจเริ่มคลี่คลายลง  เช่นเคย พีฑูรย์ก็ร้องเพลงบ้าง ชี้ต้นไม้ต้นโน้นต้นนี้  ทำให้เรารู้ชื่อของไม้แต่ลอย่าง 

ตอนขากลับนี่แหละ สนุกเวอร์!!  เริ่มมีเสียงพูด เสียงแซว เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอกหนึ่ง 

หน้าตาของพวกเราทั้งพี่ชายทั้ง ๓ ครูกมลา และน้องสาว ทั้ง ๗ คน ก็เริ่มยิ้มได้อีกครั้ง 

จากนั้น  ก็ถึงเวลาเดินป่า พวกเราเดินทางเข้าป่าพร้อมกับพี่เลี้ยงสุดหล่ออย่างพี่น๊อตกับพี่บู้ 

เดินไปเรื่อยๆ ก็หัวเราะไปเรื่อยทาง รอยเท้าสัตว์ตัวไหน ต้นไม้ต้นนี้ชื่ออะไร  ฟังแล้วก็เพลินสนุกดี 

ไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องพร้อมกับหัวเราะเลยรู้เลยว่าค่างแว่นมันฉี่ลงมา แล้วก็โดนน้อง ม. ๕ ไปเต็มๆ

สงสารนะ  แต่ก็อดขำไม่ได้จริงๆ 555+  พอท้องเริ่มร้อง  พี่น๊อตก็พาพวกเราไปกินข้าวที่ลำธาร 

เราไปนั่งตรงโขดหินเพื่อกินข้าว ระหว่างที่กินข้าวก็เอาเท้าจุ่มลงไปในน้ำ 

ตอนนั้นแหละ ....ความสุขกระอักคอหนู  จนจุกคอ  เราก็เดินทางไปพักใหญ่เหมือนกัน 

พี่บอยนั่งดักอยู่อีกฝั่งของลำธาร  ทั้งเพื่อนและน้องกำลังต่อคิวเพื่อพร้อมการเดินทางสู่ห้วงเวลาของการผจญภัย 

พวกเราต้องขาดอวัยวะอย่างดวงตาไป พวกเราสวมบทบาทเป็นกวางน้อย  ตอนนี้แหละ เพื่อน น้อง หายกันหมด 

เพราะพี่ชายและพี่สาวร่วมใจกันแกล้ง หนูเดินทางไปเพียงลำพัง เดินไปเรื่อยๆ  เจออุปสรรคมากมาย

สิ่งที่ขวางกั้นอย่างต้นไม้  ทำให้หนูเดินชนจนเจ็บหัว  เสียงร้องของสัตว์ที่ร้องน่ากลัวจัง  แต่หนูไม่กลัว เพราะู้รู้ว่าคือเสียงพี่ๆ 

เดินมาเรื่อยๆก็เจอน้องสาวใจดีคนหนึ่งที่คอยจับมือหนู  แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน 

อยากบอกกน้องว่าพี่ขอบคุณและซึ้งใจจริงๆ  หลังจากนั้นก้รู้แหละว่า  เราก็เป็นลูกหมูตกน้ำตัวหนึ่งให้เขาหัวเราะ 

แต่ไม่เป็นไร ไม่โกรธ  มันเป็นความสุข และสนุกมากจริงๆ

ความกังวลในตอนแรกที่เกิดขึ้น  ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสุขที่แสนอิ่มเอมใจ

ในตอนค่ำเรากินข้าวกับแกงเขียวหวาน  กินก็ไม่ค่อยเยอะนะ  มัวแต่หัวเราะกัน 

ขำกันจนกรามแข็ง ท้องแข็ง  เลยทำให้อิ่มเร็วอย่างน่าประหลาดใจ  แต่ที่ฮามากคงหนีไม่พ้นตัวหนู 

ที่ดูวีดีโอที่พี่ถ่ายไว้ทุกคน..ตอนผจญภัยเป็นกวางน้อย  ดูเองยังขำเอง  ดีใจนะ ที่ทำให้ทุกคนยิ้มได้ 

จากนั้นพี่ๆก็จัดกิจกรรมรอบกองไฟ เล่นเกมส์สนุกมาก  เช่นเคย  หนูก็กลายเป็นตัวตลก ให้เขาได้ขำกัน 

แต่ไม่เป็นไร ยินดีทำด้วยหัวใจ  แล้วมาถึงตอนกิจกรรมพีรับขวัญน้อง  เสียงเพลงเริ่มดังขึ้น  รวมกับเสียงร้องที่อบอุ่นของพวกพี่ๆ 

เวลานั้นความโหล่ของหนูถูกชะงักลง  น้ำใสๆจากตาเริ่มเอ่อล้น หนูเริ่มร้องไห้

พวกพี่ๆผูกข้อมือ  ขอบคุณสำหรับอวยพรของพี่ชายที่แสนดีทุกคน

หลังจากพี่ๆทะยอยกันกลับ  พวกเราก็เดินตรงไปบ้านพัก  ไม่นานแสงไฟในห้องก็ถูกปิดลง

เหลือไว้แต่แสงจันทร์กับแสงดาวระยิบระยับ  กล่อมให้เรานอนหลับฝันดีไปอีกคืน

และอยากบอกทุกคนก่อนสิ้นสุดคืนนี้ว่า “Merry Christmas” ^_^

.

.

วันที่ ๓ พบเพื่อจาก พรากเพื่อเจอ

เช้าที่สามพวกเราได้ดูนก หนูทะลึ่งมากใส่เสื้อสีแดงไป  (อันที่จริงไม่ได้อยากใส่สักเท่าไหร่  แต่ก็ใส่เพราะไม่มีเสื้อใส่แล้ว)

ดูไปดูมาดูนกยากกว่า   ดูค่างแว่นง่ายกว่าตั้งเยอะ  ดูไป หัวเราะไป  แซว กันไป 

ตลอดทุกย่างก้าวบนเส้นทางสายนั้น  แม้มันจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็โรยด้วยความผูกพันระหว่างพี่และน้อง

 

ไม่นานนักก็ถึงเวลาต้องร่ำลากันจริงๆ  พี่ให้พวกเรานั่งเป็นวงกลมเหมือนเก่า ในเมื่อที่ก็ที่เดิม  คนก็คือ  คนเดิม 

และแล้วบรรยากาศเดิมๆเหล่านั้นก็หวนคืน

ยิ่งคำพูดในใจของตัวแทนกลุ่มที่พูด  บอกได้เลยว่า  น้ำตาที่ไหลริน  ใช้แทนคำว่า “รัก”  และ “ขอบคุณ”

พี่ชายให้พวกเราจับมือกันเป็นวงกลม  พี่ๆร่วมใจกันร้องเพลงเพื่อร่ำลาพวกเรา 

พี่ๆเริ่มแทรกเข้ามาในวง มันคือจุดเริ่มต้นของการจากลา  คำอวยพรของพี่ชายทุกคนผนวกกับมือคู่นั้นของพี่ ที่แตะลงมาที่หัวหนู

ทุกอย่างถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าใจ  อย่างบอกไม่ถูก  หายร้องได้ไม่เท่าไร 

ถึงตอนปิดค่าย อาจารย์พิศมัย กล่าวปิดกิจกรรมในครั้งนี้ลง พร้อมมอบกลอนที่แสนซึ้งใจ มาทิ้งท้ายก่อนจากลากัน

กลอนนั้นยิ่งทำให้พวกเราซึ้งใจไปกันใหญ่  แล้วยิ่งไปผนึกกำลังกับอารมณ์และเสียงที่สั่นเครือของอาจารย์

ที่อ่านออกมาจากหัวใจ  ไม่นานเสียงสะอึกสะอื้นก็ดังขึ้น น้ำตาก็ไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย

เวลานั้นทุกอย่างเกินบรรยาย  คงเหลือไว้แต่ความรักและความศรัทธาในตัวของพี่ชายและพี่สาวทุกคนตลอดไป

เสียงสะอื้นที่เกิดจากพวกเรา  มากพอกับเสียงหัวเราะของพวกเราก่อนหน้านี้

สำหรับหนูแล้ว  ซึ้งใจที่เจอกัน  และเสียใจที่จากกัน ไม่ว่าพวกเราจะต้องจากกันแบบนี้อีกกี่ปีก็ตาม 

แต่ความรัก และความศรัทธา และความคิดถึงที่มีต่อพี่ทุกคน  จะไม่แปรเปลี่ยนไปตามเวลา แน่นอน..สัญญา

 

 

 

หนูอยากขอบคุณแทนผืนป่าแห่งแก่งกระจานนี้ว่า....ขอบคุณที่ดูแลผืนป่านี้ด้วยใจ ด้วยความรัก

เพียงเงินเดือนไม่ถึงหมื่น ซึ่งหากเทียบกับความรัก และความทุ่มเทที่พวกพี่ทำ

เงินเหล่านั้นมันเทียบไม่ได้เลย  แม้หลายคนอาจมองข้ามอาชีพนี้ไป แต่พี่ก็ยังมุ่งมั่นศรัทธา

ดูแลบ้านหลังนี้ของสัตว์ป่าพวกนั้นอย่างไม่หยุดยั้ง

และนี่คือคำพูดจากหัวใจของผืนป่าและจากใจของพวกเราทุกคน

เพียงแค่เวลาไม่นาน  จากคนหลายคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน  แต่กลับมีอุดมการณ์ มีความคิดที่คล้ายกัน

ต่างคนต่างที่  แต่กลับมีใจรักและหวงแหนในธรรมชาติ  หวงแหนในผืนป่า

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า ....ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย 

ที่พร้อมจะช่วยปกป้อง  ฟื้นฟู รักษา และเยียวยา ผืนป่านี้จนกว่าชีวิตจะหมดลม

สำหรับการมาค่ายรักษ์สิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ 

แม้ว่าจะเป็นครั้งแรก แต่นั่นคือความสุข ความทรงจำ ความประทับใจ และประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากที่สุดในชีวิต

.

.

นิตา  ไชยนาม(หยก)

ขอบคุณเจ้าหน้าที่สื่อความหมาย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานทุกคน

ที่ช่วยหล่อหลอมและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตวป่า  แก่เยาวชนไทยทุกคน

ขอบคุณด้วยใจจริงอีกครั้ง 

จาก...ผู้จัด..การค่ายฯ

โดย พิชช่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net