วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"เยี่ยม ทองน้อย"


ประวัติของเยี่ยม ทองน้อย
เกิดวันที่ ๖ เดือน เมษายน พ.ศ.๒๕๐๒ ที่บ้านเลขที่ ๔๐ หมู่ ๒ บ้านโสกขุมปูน ต.นาโส่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร บิดาชื่อนายจันทร์ ทองน้อย แม่ชื่อนางทองออน ทองน้อย เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๔ ที่โรงเรียนบ้านโสกขุมปูน เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕-๗ ที่โรงเรียนบ้านโนนยาง ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร
สนใจการอ่านหนังสือสมัยเรียนอยู่ชั้นป.๔ เรื่องรามเกียรติ หลังปกหนังสือมิตรครู จากนั้นไปอ่านชัยพฤกษ์การ์ตูน วิทยาสาร สามก๊กและขุนช้างขุนแผน เริ่มสนใจการเมืองขบวนการปาเลสไตน์ของนายยัสเชอร์ อาราฟัต และขบวนการโจรจีนภาคใต้ของนายเปาะสู วาแมดิซา เริ่มคิดถกเถียงเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
วันที่ ๑๒ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นวันสอบออกป.๗ วันสุดท้าย เพื่อนนักเรียนที่มาจากบ้านโสกขุมปูนมาบอกข่าวในตอนเช้าว่า”แม่มึงตายแล้ว” วันนั้นทำข้อสอบไม่รู้เรื่อง แต่ก็จบชั้นประถมศึกษาปี่ที่ ๗ ด้วยคะแนนร้อยละ ๗๕ ได้อันดับสองของชั้น 
เพราะแม่เสียชีวิตจึงไม่มีโอกาสสอบเข้าโรงเรียนประจำอำเภอ บังเอิญว่ามีเพื่อนนักเรียนในหมู่บ้านชักชวนให้ไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่โรงเรียนโสภณวิทยา บ้านไผ่ใหญ่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนวัด
ต่อมาปี ๒๕๑๗ ครูบุญโฮม ทองน้อย และครูสมชัย ทองน้อย พี่ชายของส.ส.อุดร ทองน้อย ได้ก่อตั้งโรงเรียนสาธุวิทยาศิลป์กุดชุม (เป็นโรงเรียนสาขาของโรงเรียนสาธุวิทยาศิลป์บ้านโพนขวา อ.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี) จึงได้ย้ายมาเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒-๓ ที่โรงเรียนแห่งนี้
เป็นช่วงเวลาที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกมาเคลื่อนไหวเผยแพร่ประชาธิปไตยในหมู่บ้าน จึงมีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์ อธิปัติย์ เอเชีย มหาราษฎร์ และหนังสือเพื่อชีวิตทั้งหลาย เริ่มสนใจทฤษฎีปฏิวัติของเหมาเจอตุง เลนิน เช กูวารา 
ปี ๒๕๑๙ สอบครูป.กศ.ตำบลไม่ได้ จึงไปสมัครเรียนที่โรงเรียนสิทธิธรรมศาสตร์ศิลป์ ของนายฟอง สิทธิธรรม และหลังจากที่ครูผไท ภูธา ลาออกไปสมัครผู้แทนราษฎรพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย สนใจไปฟังการปราศัยทางการเมืองที่ทุ่งศรีเมือง และกิจกรรมของนักศึกษาวิทยาลัยครูอุบลราชธานี
เข้าร่วมชุมนุมขับไล่สามเณรถนอมกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองของครูผไท ภูธา ซึ่งคืนนั้นมีนักเรียนหญิงจากโรงเรียนนารีนุกูล ได้อภิปรายในทำนองว่าทรราชถนอมอาศัยผ้าเหลืองเข้ามาในประเทศไทย ทำให้กลุ่มลูกเสือชาวบ้านกรูกันขึ้นบนเวทีและชกต่อยครูผไท ภูธา ส่วนนักเรียนหยิงคนนั้นได้หลบลงด้านหลังเวที ทราบภายหลังว่าชื่อนางสาวมาริสา พละสูรย์ ลูกสาวของอาจารย์สมพงษ์ พละสูรย์ หรือ ครูคำหมาน คนไค นั่นเอง
หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ก็ได้อาศัยอยู่กับเพื่อนๆนักศึกษาวิทยาลัยครูอุบลฯทำกิจกรรมต่างๆเดินทางเข้ากรุงเทพฯกับเพื่อนๆเพื่อหางานทำและเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยพักอาสัยอยู่ที่บ้านของพี่ป้อม-พรรณผกา ทองน้อย ภรรยาของส.ส.อุดร ทองน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง
เดินทางกลับบ้านโสกขุมปูน และทำนาอยู่กับพี่สาว ได้รวมกันก่อตั้งกลุ่มเยาวชนบ้านโสกขุมปูน ทำการเกษตร และเผยแพร่ความคิดทางการเมือง จนกระทั่งถูกล้อมจับในข้อหาเป็นแกนนำของหมู่บ้านเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจรัฐ ปลายเดือนธันวาคม ๒๕๒๒ สมัยรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์
หลังจากถูกจับโดยกำลังตำรวจและอส. แล้วก็ได้รับการสอบสวนทั้งปลอบและขู่ โดยปลัดสมเดช และนายอำเภอฉายาหัวกีกระโดน จนกระทั่งเห็นว่าไม่เป็นไปตามคำกล่าวหา จึงถูกปลอบโยนให้กลับใจมาเป็นผู้พัฒนาชาติไทย เมื่อถูกปล่อยตัวออกมา จึงได้ทุ่มเทอ่านหนังสืออย่างจริงจังเพื่อสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยครูอุบลฯในปี ๒๕๒๓ ปรากฏว่าสอบเข้าเรียนต่อระดับป.กศ.สูง เอกวิชาเกษตรศาสตร์ 
เข้าร่วมกิจกรรมกับสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยครูอุบลฯ ก่อตั้งวงดนตรีหญ้าแพรกร่วมกับวิทยา กีฬา สมทรง วงษ์ชัย โดยทำหน้าที่โฆษกและร้องนำเพลง ที่นี่ไม่มีครู จึงได้เขียนสโลแกนของวงหญ้าแพรกเอาไว้พูดหน้าเวที ต่อมาได้ดัดแปลงเป็นบทกวี”หญ้าแพรก”และส่งไปที่สยามใหม่ และได้รับการตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ นับเป็นบทกวีชิ้นแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ โดยได้รับค่าเรื่อง ๕๐ บาท
ต่อมาได้ร่วมก่อตั้งวงดนตรี”กระดานชนวน”ร่วมกับคม ทัพแสง และร่วมแสดงในงานวันวิทยาศาสตร์ เล่นเพลงเพื่อชีวิต ประชันกับวง “อ้อคำ” ของสลา คุณวุฒิ บัญชา เกียรติจรุงพันธ์ ซึ่งเล่นเพลงลูกทุ่ง ต่อมาได้รู้จักกับสมชัย ศรีลาชัย ได้แนะนำให้รู้จักกับฟอน ฝ้าฟาง กวีหนุ่มจากบ้านโจดนาห่อม ต.คลีกลิ้ง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ซึ่งฟอน ฝ้าฟางกับศรวุฒิ ศรีเพชร ได้ร่วกันก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๒๕ 
หลังจากเรียนจบออกมาทีหลังเพื่อนเพราะป่วย ต้องพักการเรียนไปเทอมหนึ่ง เมื่อกลับมาเรียนใหม่ เพื่อนๆในรุ่นเดียวกันเรียนจบไปหมดแล้ว ช่วงเวลานั้น เยี่ยมยอด ศรีมันตระ ผู้นำครูทางภาคอีสานได้ชักนำให้ไปร่วมงานที่นิตยสาร”ครูไทย” โดยเป็นผู้คัดเลือกเรื่องสั้นและบทกวีเพื่อตีพิมพ์ ทำได้ไม่นานก็เดินทางไปศรีสะเกษ เพราะว่าฟอน ฝ้าฟางชักชวนให้ไปทำหนังสือพิมพ์”เสียงศรีสะเกษ” ร่วมกับทนายสุพรรณ สาคร อยู่ร่วมคลุกคลีอยู่กับนคร ศรีวิพัฒน์ หรือครูสกลแห่งเมืองดอกลำดวน 
จากนั้นได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับเพื่อนๆนักเขียนในกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล เพื่อที่จะรวบรวมต้นฉบับทำหนังสือ”คึดฮอด” เล่มปฐมฤกษ์ โดยใช้วิธีขอค่ารถจากเพื่อนๆที่ได้เดินทางไปพบปะ พูดคุยในเรื่องต้นฉบับ จนกระทั่งเงินหมดขณะเดินทางกลับมาบ้าน จึงต้องขึ้นชกมวยเพื่อเอาเงินค่ารถเดินทางไปหาฟอน ฝ้าฟาง ที่บ้านโจดนาห่อม พร้อมกับต้นฉบับของเพื่อนๆกวี นักเขียน กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล
เคยเขียนรายงานจากพื้นที่การบุกรุกป่าที่อำเภออุทุมพรพิสัย ในฐานะนักข่าวอิสระ และตีพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์”ชาติอธิปไตย” เคยเขียนบทกวี บทวิจารณ์ลงตีพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์ “มติมหาราษฎร์” แต่ทั้งสองแห่งไม่ได้รับค่าเรื่องสักบาทเดียว เกิดความรู้สึกท้อแท้ในเส้นทางนักเขียน จึงเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด สมัครเป็นครูช่วยสอนที่โรงเรียนบ้านกุดแดง อ.กุดชุม จ.ยโสธร และได้รับคำแนะนำจากคุณครูที่ทำการสอนประจำในเรื่องหนังสือสอบบรรจุครู
ปี ๒๕๒๗ สมัครสอบเป็นครู ๒ ที่สปจ.อุบลราชธานี ขึ้นบัญชีไว้ลำดับที่ ๓๙๗ ในปี ๒๕๒๙ จึงได้บรรจุเป็นครู ๒ ที่โรงเรียนบ้านโนนแฝก สปอ.เดชอุดม สปจ.อุบลฯ เริ่มเขียนบทกวีและบทวิจารณ์วรรณกรรมอีกครั้ง โดยใช้นามปากกา”วิจารณ์ สนามจันทร์” เคยเขียนวิจารณ์”ย้อนมองกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล พวกเขา (สู) จะก้าวไปทางไหน” ตีพิมพ์ที่สู่อนาคต หากทว่าได้รับเสียงสาปแช่งจากผองเพื่อนอย่างอื้ออึง
ปี ๒๕๓๑ ย้ายกลับบ้านมาสอนที่โรงเรียนบ้านกุดแดง เพราะอกหักจากครูสาว จากนั้นก็เดินทางมาเยี่ยมนักเขียนหนุ่มแห่งหนองบัวแดง ก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุรักกับสาวผู้ช่วยพยาบาลหนองบัวแดง จนกลายเป็นคุณพ่อลูกสองในปัจจุบัน ช่วงที่ย้ายมาใช้ชีวิตเป็นกวีหุบเขาพญาฝ่อ ได้ปลุกปล้ำความฝันที่จะทำไร่เยี่ยมฟ้าเหมือนไร่ธารเกษมของลุงคำสิงห์ ศรีนอก แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แม้จะประกอบสร้างและรื้อถอนหลายครั้ง จึงตัดสินใจขายวัวพันธุ์เนื้อทิ้ง ปล่อยให้หญ้าคาขึ้นท่วมไร่ แล้วซื้อเครื่องพิมพ์ดีดยีห้อบราเธอร์ เครื่องแรกในชีวิต รำร่ายเพลงอักษรตั้งแต่ตีสองถึงแปดโมงเช้าทุกวัน
และแล้วเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต”ปากเหวแห่งความตาย” ก็ได้รับการตีพิมพ์โดยมีพินิจ นิลรัตน์เป็นผู้พิจารณา จากนั้น เรื่องสั้น บทกวี บทวิจารณ์หนังสือ ทัศนะ ความเรียง ก็เดินทางไปเยี่ยมยามบอกอทุกหนแห่ง ได้ลงบ้างไม่ได้ลงบ้าง ก็แล้วแต่การพิจารณาของบรรณาธิการ
ต่อมาได้รับการชักชวนจากบัณฑิต จันทรศรีคำ ( แคน สาริกา ) ให้เขียนสารคดีชุมชน “นาฎกรรมระบำดอกหญ้า” ซึ่งเป็นสะท้อนนโยบายขายฝันของพรรคไทนรักไทย “ดอกจานที่บ้านโสก” สะท้อนวิถีชุมชนของกลุ่มรักษ์ธรรมชาติ และโรงสีชุมชนตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นมุมมองในฐานะคนในพื้นถิ่นเดียวกัน “ดีเจบ้านนอก” เป็นประสบการณืตรงที่เคยเป็นดีเจชุมชนอำเภอภักดีชุมชน จังหวัดชัยภูมิ สารคดีทั้งสามเรื่องนี้ เคยตีพิมพ์ที่เนชั่นสุดสัปดาห์
สนใจเขียนเรื่องผีและวิญญาณ จากการแนะนำของสังคม เภสัชมาลา และวงเดือน ทองเจียว โดยใช้นามปากกา เช่น ภูมิ วงค์โสธร ทิดฮึม นาหนองโดน เป็นต้น 
ปัจจุบัน ชีวิตถอยห่างจากวรรณกรรมพอสมควร ไม่ได้เขียนเรื่องสั้น บทกวี บทวิจารณ์หนังสือ หลายปีมาแล้ว เขียนไม่ค่อยออก ออกก็ไม่ลื่นไหล มองไม่เห็นประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ ส่วนหนึ่งมาจากแรงบันดาลไม่ค่อยมีเพราะการแบ่งสีเสื้อ เพราะรู้สึกเบื่อๆตอนนี้อ่านมากกว่าเขียน ชีวิตครอบครัวค่อนข้างลำบาก ฐานะการเงินไม่ค่อยดี ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับสวนกับไร่ ปลูกต้นไม้ สีข้าว เลี้ยงหมู เลี้ยง
เป็ด เลี้ยงไก่ กู้หนี้ยืมสิน หาเงินให้ลูกๆเรียนหนังสือ
สำหรับงานเขียนจริงๆเหลืออยู่ที่เดียว เขียนคอลัมน์ “โรงเรียนนอกหน้าต่าง” ใช้นามปากกา ครูแสงดาว ที่เนชั่นสุดสัปดาห์.

โดย numalee

 

กลับไปที่ www.oknation.net