วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Amish Village


ดาห่างหายหน้าไปนานจากบ้านหลังนี้ กิจกรรมช่วงปีใหม่ดามีอะไรหลายอย่างที่ต้องจัดการเคลีย แถมด้วยอากาศเปลี่ยนแปลงในระยะนี้ที่อเมริกาเกิดโรค Flu กำลังระบาดไปทั่ว จะเดินเที่ยวไหนก็กลัวจะไปติดไข้มา นั่งเล่นเฟทก็เริ่มเบื่อกับเรื่องที่ซ้ำซากในสังคมออนไลน์ หันมานั่งดูทีวีทั้งวัน และวันนี้ก็แปลกที่ช่อง Life Time นี้ มีแต่หนังเรื่องกับชาว Amish  ทั้งวัน

นึกขึ้นได้ว่าดาเองก็ไปที่นี่ Amish Village มาเมื่อวันวานก่อนหน้าหนาวมาเยือน 

เมืองที่ดาอยู่เป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมือง Lancaster ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับ Amish หากจะเล่าถึงชนโบราณที่ยังมีชีวิตกลุ่มนี้ คงต้องย้อนอดีตไปนานถึงศตวรรษที่ 15 ในสวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ มีชนชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่งแยกตนออกมาจากกลุ่มชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเนื่องจากไม่พอใจที่ถูกบังคับให้เลือกในการ "เป็น"หรือ "ไม่เป็น" คาทอลิก 

ดังนั้น จึงเกิดชนชาวคริสเตียนกลุ่มใหม่แยกตัวออกมาและเรียกตนเองว่า อนาแบปติสต์ (Anabaptists)ในช่วงเวลานั้น กลุ่มอนาแบปติสต์ถูกต่อต้านและรุกรานอย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้นับถือคาทอลิก บ้างถูกเผาทั้งเป็นหรือจับมาทรมาน จึงทำให้อนาแบปติสต์หาทางหนีไปสู่ดินแดนอื่นเพื่ออิสรภาพในความเชื่อของตน และแตกออกเป็นสามกลุ่ม คือ Amish, Mennonites และ Hutterites

ทั้งสามกลุ่มเดินทางมาสู่โลกใหม่ หรือ อเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16 โดย Amishไปฝังรกรากเป็นชุมชนใหญ่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยเฉพาะเมือง Lancaster ซึ่งที่นั่นคือ ชุมชน Amish ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา นอกจากนี้ Amish ยังกระจายตัวอยู่ในรัฐต่างๆ ทางตอนเหนือของประเทศและ เขตมิตเวสต์ รวมทั้งรัฐอินเดียน่าและโอไฮโอด้วย

ดาขับรถจากบ้านเดินทางมาเมืองนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงได้ เมื่อเริ่มเข้าเขตเมือง Lancaster ก็ได้พบรถม้าที่มีคนขับไว้เครายาวและสวมหมวกทรงสูงขับสวนมาเป็นระยะ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องแสดงความสุภาพต่อชนกลุ่มนั้น เพราะพวกเขาคือ Amish กลุ่มชนแห่งโลกเก่า และห้ามเด็ดขาดที่จะยกกล้องขึ้นถ่ายรูป เนื่องเพราะขัดต่อความเชื่อของชาว Amishอย่างรุนแรง

ดังนั้น หากต้องการจะบันทึกภาพ สามารถทำได้จากเพียงด้านหลังรถม้าเท่านั้น


แต่หยิบกล้องบันทึกไม่ทัน เลยเสียภาพเด็ดๆ ไป และเราก็ขอเคารพสิทธ์ ที่ห้ามเช่นนี้ด้วย


เลยตัดสินใจมาเที่ยวที่นี่เลยดีกว่า Amish Village โดยเสียค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ คนละ 8.50$ ราคาผู้ใหญ่ และเด็กก็มีราคาเด็กด้วย แถมมีไกด์แนะนำสถานที่พร้อมเล่าประวัติความเป็นมาของชนเผ่า Amish

ไกด์ท่านนี้บอกเล่าประวัติความเป็นมา ว่าชาว Amish จะไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภท ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช้รถยนต์ สิ่งของใช้ภายในบ้านจะเป็นแบบเรียบง่าย จะใช้เทียนเพื่อส่องแสงความสว่างในบ้าน

การแต่งกายคือผู้ชายจะไว้เครา ใส่เสื้อเชิ้ตสีพื้น ๆ อย่าง ขาว เทา ฟ้า มีสายเอี๊ยมรัดกับกางเกง ใส่หมวกทรงสูง 

ส่วนผู้หญิงมีหมวกคลุมผม กระโปรงยาว เสื้อผ้าเป็นสีเรียบ ๆ ไม่ฉูดฉาดเช่นกัน

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาว Amish จะทำไร่ เลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ผู้ชายจะทำพวกเฟอร์นิเจอร์ใช้เองในบ้าน หรือทำจำหน่ายบ้างเล็กน้อย ผู้หญิงรับหน้าที่ดูแลบ้าน ตัดเย็บเสื้อผ้าใส่เอง เป็นชุมชนที่รักความสันโดษอย่างยิ่ง อยู่กันอย่างสงบ และอาศัยความช่วยเหลือระหว่างชาว Amish ด้วยกันเองเท่านั้นคล้าย ๆ กับการลงแขกเกี่ยวข้าวบ้านเรา คือเมื่อบ้านไหนอยากปลูกสร้างบ้านหรือโรงนาใหม่ ชาวชุมชนจะเข้ามาช่วยกัน ไม่ต้องไปจ้างคนอื่น ไม่อาศัยสวัสดิการใด ๆ จากรัฐ

ห้องนอนจะเรียบง่ายไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆในห้องนอนเสียจากเตียงนอนเท่านั้น

ส่วนห้องเด็กอ่อนจะแยกออกจากห้องพ่อแม่ และเตียงนอนเด็กจะเป็นแบบเรียบง่าย ไม่ตกแต่งอะไรมากมายนัก

 

เครื่องใช้ในห้องครัวต่างๆจะใช้แบบธรรมชาติไม่มีแบบที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า

การซักผ้าจะใช้แบบซักมือ 

การตากผ้าก็เป็นเอกลักษณ์ของชาว Amish ที่ปัจจุบันนี้ยังสามารถพบเห็นได้อยู่ 

ด้านการศึกษาชาว Amish จะเรียนถึงเพียงแค่ชั้นเกรด 8 เท่านั้น ถือว่าเพียงพอกับชีวิตของพวกเขาแล้ว คือให้อ่านออกเขียนได้ ไม่มีความจำเป็นต้องศึกษาในระดับสูงต่อไป เพราะ Amish ไม่เชื่อในเรื่องการศึกษาในระบบ เมื่ออายุได้ครบ 16 ปี ชาว Amish มีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ว่า ต้องการใช้ชีวิตแบบชาว Amish ต่อไป หรือต้องการออกจากชุมชน ไปใช้ชีวิตภายนอก แต่ข้อแม้คือ หากเลือกที่จะออกไปแล้ว จะไม่สามารถย้อนกลับมาใช้ชีวิตแบบ Amish ได้อีก

จากที่ดูหนังเคยมีหญิงชน Amish แต่เธอเลือกตัดสินใจออกไป และเมื่อเธอกลับมาในชุมชน คนในชุมชนก็มักจะเลี่ยงที่จะเข้ามาพูดคุยหรือคบหาด้วย ไม่ได้ถึงกับรังเกียจ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่เข้ามาสุงสิงกับครอบครัว ยังสามารถพบปะพูดคุยกันได้ แต่ห้ามที่จะให้หรือรับของขวัญ หรือแม้แต่รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน

ชน Amish จะตื่นเช้าและทำงานหนักไม่เกียจคร้าน เพราะถือว่างานคือของขวัญจากพระเจ้า หากหนุ่มสาวคู่ไหนที่ต้องการจะแต่งงานกัน ต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายก่อน และเมื่อแต่งงานแล้วต้องห้ามคุมกำเนิด เนื่องจากผิดหลักความเชื่ออย่างรุนแรง

ชน Amish จะเคร่งครัดกับศาสนามาก มักจะสวดมนต์กันในโรงนาของแต่ละบ้านมากกว่า การร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเหมือนพิธีในโบสถ์ ยังคงเป็นการร้องประสานเสียงล้วน ๆ ไม่ต้องมีเครื่องดนตรีประกอบ

เอกลักษณ์เด่นของชาว Amish งาน HandMade ต่างๆ

เครื่องหนังที่ทำเป็นพวงกุญแจที่ระลึก

หลังจากได้เที่ยวชมและทราบประวัติชาว Amish ดารู้สึกถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงของไทยเราที่เน้นเรื่องเกษตรพอเพียงมีฟาร์ม ปลูกพืชผักแบบธรรมชาติ เครื่องมือการเกษตร เน้นงานประดิษฐ์เย็บปักด้วยมือ ทุกอย่างจะเน้นแบบ Hand Made ทั้งสิ้น เพียงแค่ชาว Amish ยึดหลักปฏิบัติทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ที่ทำให้อยู่ในกลุ่มพวกพ้องเดียวกันอย่างเหนียวแน่น แต่ก็มีความเชื่อบางเรื่องที่ออกจะหลุดกรอบไป เช่น เรื่องการจำกัดการศึกษา การไม่พึ่งทุนนิยมหรือความช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐเลย ผู้นำชุมชนอาจจะมองว่าสังคมภายนอกอันตราย แต่สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งดีที่ชาว Amish ไม่มีการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจอยู่กับแบบพอเพียงพึ่งพากัน ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มชนที่อยู่กับสังคมวัตถุที่ต้องแข่งขันกันหลายด้านทั้งเรื่องแหล่งทำมาหากิน อัตราค่าจ้าง อัตราค่าน้ำมันเชื้อเพลิงทีทุกวันมีแต่ราคาสูงขึ้น อยากจะหันกลับไปชีวิตแบบชาว Amish บ้างก็ดี

 เอกลักษณ์ที่ยังรณรงค์ใช้อยู่ทุกวันนี้

โดย ก่อนแก่

 

กลับไปที่ www.oknation.net