วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

... มะเมี๊ยะ โศกนาฏกรรมความรัก ของ อ.จรัล มโนเพ็ชร


.

ตำนานรักราชวงศ์ล้านนา กับ สาวพม่า

.

มะเมี๊ยะ

.

เจ้าอุดรการโกศล (เจ้าน้อยศุขเกษม)

“มะเมียะเป็นสาวแม่ค้า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลง รักสาวมะเมียะบ่ยอมรักไผ มอบใจหื้อหนุ่มเชื้อเจ้า เป็นลูกอุปราชท้าวเชียงใหม่ แต่เมื่อเจ้าชายจบ การศึกษา จำต้องลาจากมะเมียะไป .. .. ..”

.

ระหว่างที่พิมพ์เรื่องนี้อยู่ วันนี้ฝนตกฟ้าคะนองอย่างแรงที่แจ้งวํฒนะ เปิดเพลง อ.จรัล นึกได้ว่ายังไม่ได้อัพบล็อค แต่ตอนนี้ยังเกิดความรู้สึกอยากทำเกี่ยวกับเรื่องเพลงเพื่อชีวิตอันเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุด เสียงหวานปนเศร้าของคุณสุนทรี เวชานนท์ ทำให้อยากรู้เรื่องราวของสาวพม่าผู้บูชาความรักนามว่า "มะเมี๊ยะ" ที่สุด... ถึงแม้ว่าจะมีกระแสร่ำลือกันเมื่อหลายปีก่อนว่า......  มะเมี๊ยะไม่มีตัวตน ถึงขนาดเกิดการ "ตามรอย" มะเมี๊ยะขึ้น แต่ทุกคนก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความรักของเธอสูงส่งและสวยงามอย่างที่สุด

.

เรื่องของมะเมียะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี จากบทเพลง ”มะเมียะ” ซึ่งแต่ง/ขับร้องโดยคุณจรัล มโนเพชร และคุณสุนทรี เวชานนท์ ศิลปินชาวล้านนา ที่โด่งดังไปทั่วเมืองไทย ประกอบกับตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษม ณ เชียงใหม่ และมะเมียะ สาวชาวพม่า ที่ได้รับการเผยแพร่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมาและจากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรโดย ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง ทำให้คนทั่วไปรู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากยิ่งขึ้น ....

.

ภาพมะเมี๊ยะตามจินตนาการของช่างวาดซึ่งไม่ปรากฏนาม

.

มะเมียะเป็นชาวพม่าอายุ 16 ปี มีฐานะปานกลาง หาเลี้ยงชีพด้วยการขายบุหรี่ซะเล็ก (บุหรี่พม่ามวนโต) อยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่อเจ้าน้อยไป เดินชมตลาด ทั้งคู่เกิดถูกใจกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา โดยความเห็นชอบของทางบ้านมะเมียะ ในช่วงที่ครองรักกันนั้น กิจกรรมที่คนทั้งสองทำเป็นประจำ คือพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่ง จนวันหนึ่ง ทั้งสองก็ได้กล่าวคำสาบานต่อพระธาตุใจ้ตะหลั่นว่าจะรักกันตลอดไป และ จะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรัก ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น

.

.

ต่อมาไม่นานเจ้าน้อยศุขเกษม ซึ่งขณะนั้นอายุ 20 ปี ก็จบการศึกษาและเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ เจ้าน้อยฯ จึงให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายตามมาด้วย ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยไม่รู้ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้าสุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้แล้ว ตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปเรียนที่พม่า

หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาหลายวัน เจ้าน้อยฯ จึงตัดสินใจบอกความจริงทั้งหมด แม้ว่าท่านทั้งสองจะไม่ว่ากล่าวอะไร แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าท่านทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นสะใภ้อย่างแน่นอน เนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือเจ้าน้อยฯ เป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

.

ต่อจากพระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ซึ่งเป็นเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นภรรยา ประชาชนย่อมต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน ที่สำคัญในขณะนั้นบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ เนื่องจากอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หากมะเมียะ ซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษมาอาศัยอยู่ในคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐ อุปราชเมืองเชียงใหม่ อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง

.

เจ้าแก้วนวรัตน์ พระราชบิดาของเจ้าน้อยศุขเกษม

.

ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯ ไปพบเพื่อยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะ กลับพม่า ทั้งยังได้จัดพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนต์ ให้เจ้าน้อยฯ โดยเชื่อว่าจะขจัดสิ่งชั่วร้ายที่มะเมียะ ได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ จนทำให้เจ้าน้อยฯ หลงใหลออกไปได้ ในขณะเดียวกัน มะเมียะก็ถูกเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่า 4 คน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน แม้จะรู้สึกเสียใจสักเพียงใดก็ตาม แต่มะเมียะ ก็ยินยอมที่จะจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดเดือดร้อน ส่วนเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และ ขอให้นางกลับไปรออยู่ที่บ้าน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้

.

เช้าวันหนึ่งในเดือนเมษายน อันเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละแหม่งของมะเมียะ ที่ประตู หายยาเนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่อยากจะเห็นมะเมียะ ซึ่งลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศ เต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง ทั้งสองร่ำลากันด้วยความรักและอาลัยอย่างสุดซึ้ง โดยเจ้าน้อย ได้รับปากกับมะเมียะว่าจะยึดมั่นในคำปฏิญญาที่ให้ไว้กับองค์พระธาตุวัดใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิต จะหาไม่ และหากนอกใจก็ขอให้ตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว พร้อมทั้งสัญญากับมะเมียะว่าจะกลับไปหานางภายใน 3 เดือน สุดท้ายมะเมียะได้คุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าแล้วสยายผมของนางเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ก่อนที่จะขึ้นช้างจากไป

.

เจ้าหญิงบัวนวลพระคู่หมั้นเจ้าน้อยศุขเกษม

.

ณ เมืองเชียงใหม่ การจากเดินทางกลับเมืองมะละแหม่งของมะเมี๊ยะด้วยเหตุผลทางการเมือง ยังความโศกเศร้าอาดูรต่อเจ้าน้อยศุขเกษมไม่แพ้กัน ท่านหันหน้าเข้าหาสุราเพื่อหวังจะคลายความทุกข์ระทม…..เจ้าพ่อเจ้าแม่ของท่านทนไม่ไหวจึงส่งท่านลงไปรับราชการที่กรุงเทพฯ (ถ้าจำไม่ผิดท่านได้ยศร้อยตรี)

.

ต่อมาได้หมั้นหมายกับเจ้าหญิงบัวนวล เจ้าหญิงบัวนวลท่านเก่งด้านขี่ม้า และบริหารงานช่วยท่านพ่อ  เจ้าหญิงบัวนวลเมื่อรู้ว่าคู่หมั้นมีหญิงพม่ามาด้วยก็เลยถอนหมั้นไปเลย เจ้าน้อยศุขเกษมถูกส่งตัวมาทำงานที่กรุงเทพฯ อยู่ในความดูแลของเจ้าดารารัศมีซึ่งในคุ้มนั้นมีเจ้าหญิงบัวชุมผู้เลอโฉมอยู่ในนั้นด้วย เจ้าหญิงบัวชุมเก่งด้านศิลปดนตรีพื้นเมือง และได้แต่งงานกันในที่สุด

.

.

ต่อมาหลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการสมรสระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีก่อนที่จะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต แต่เจ้าน้อยศุขเกษม ซึ่งได้ยึดสุราเป็นที่พึ่งเพื่อดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ

.

และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีความสุขในชีวิตเลยนั้น ไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมไปพบแม่ชีมะเมียะที่รออยู่ กลับมอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน 800 บาท ไปมอบให้แม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งให้เป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ

.

กู่บรรจุอัฐิเจ้าน้อยศุขเกษม ในวัดสวนดอก เชียงใหม่

.

เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยฯ ต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากกลับไปเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.2505 รวมอายุได้ 75 ปี ส่วนเจ้าน้อยศุขเกษมก็มาถึงแก่พิราลัยเมื่ออายุแค่38ปี ... ทิ้งทุกอย่างไว้เป็นตำนานเล่าขานสืบมา ...

.

!!! เพิ่มเติมประวัติเจ้าแก้วนวรัตน์ !!!

.

นายพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ  เจ้านครเชียงใหม่องค์ที่ 9 (พ.ศ.2452 - 2482) และเป็นองค์สุดท้ายของเจ้าหลวงเชียงใหม่ มีนามเดิมว่า เจ้าแก้ว นามสกุล ณ เชียงใหม่ เป็นราชบุตรองค์ที่ 6 ของพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้านครเชียงใหม่องค์ที่ 7  มารดาชื่อ  แม่เจ้าเขียว สมภพ ณ วันจันทร์ขึ้น 6 ค่ำ เดือนเกี๋ยงเหนือ (เดือน 11)หรือจันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2405 ณ คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ (บริเวณโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในปัจจุบัน มีภาดาและภาคินีร่วมบิดา 11 คน และร่วมอุทร 2 คน

          เมื่อเจ้าแก้วมีชนมายุได้  22 ปี ได้เสกสมรสกับแม่เจ้าจามรี ธิดาเจ้าราชภาคิไนย (แผ่นฟ้า) ต่อมาภายหลังได้เจ้าหญิงไฟ หม่อมบัวเขียว และหม่อมแส เป็นหม่อม หรือชายาอีก 4 มีบุตร 4 คน ธิดา 2 คน

          1. เจ้าอุดรการโกศล (เจ้าน้อยศุขเกษม)
          2. เจ้าหญิงบัวทิพย์
          3. เจ้าราชบุตร (วงษ์ตะวัน)
             (ลำดับ 1-3 เกิดแต่แม่เจ้าจามรี)
          4. เจ้าพงษ์อินทร์
          5. เจ้าหญิงศิริประกาย
          6. เจ้าอินทนนท์
              (ลำดับ 4-6 เกิดแต่หม่อมเขียว)

          ถึงแก่พิราลัยวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2482 เวลา 21.30 น. รวมพระชนมายุได้ 77 ปี

          เจ้าแก้วนวรัฐ  เริ่มเข้ารับราชการเมื่อ พ.ศ.2420 ขณะท่านมีอายุได้ 15 ปี ในสมัยที่พระบิดาของท่านคือ เจ้าอินทวิชานนท์ ได้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 ซึ่งมีสิทธิ์ในการปกครองอย่างเจ้าประเทศราชที่ต้องถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองเป็นเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี

ยังมีอีกยาว แต่เอาคร่าว ๆ แค่นี้พอนะคะ


สุนทรี เวชานนท์

มะเมี๊ยะ

(พูด).....
เรื่องมันเก้าสิบปี๋มาแล้ว
เจ้าน้อยสุขเกษมอายุได้สิบห้าปี๋
เจ้าป้อก็ส่งไปเฮียนหนังสือ
ตี้เมืองมะละแมงปู้น...
ก็เลยเป๋นเรื่องของก๋ำของเวรเขา

(ร้อง)มะเมี๊ยะ เป๋นสาวแม่ก้า คนพม่า เมืองมะละแมง
งามล้ำ เหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่ง หลงฮักสาว.
มะเมี๊ยะ บ่ยอมฮักไผ มอบใจ๋ ฮื้อหนุ่มเจื้อเจ้า.
เป๋นลูก อุปราชท้าว เจียงใหม่

แต่เมื่อ เจ้าชาย จบก๋าน ศึก ษา
จ๋ำต้อง ลาจาก มะเมี๊ยะไป.
เหมือนโดน มีดสับ ดาบฟัน หัวใจ๋
ปลอมเป๋น ป้อจาย หนีตามมา

เจ้าชายเป๋นราชบุตร แต่สุด ตี้ฮักเป๋นพม่า
ผิดประเพณี สืบมา ต้องร้าง ลา แยกทาง
วันตี้ต้อง ส่งคืนบ้านนาง เจ้าชาย ก็จัดขบวนช้าง
ไปส่งนาง คืน ทั้งน้ำตา

มะเมี๊ยะ ตรอมใจ๋ อาลัย ขื่น ขม
ถวาย บังคม ทูล ลา.
สยาย ผมลง เจ๊ดบาท บา ทา
ขอลา ไปก่อน แล้วจ้าดนี้.

เจ้าชายก็ตรอม ใจ๋ตาย มะเมี๊ยะเลยไป บวชชี
ความฮัก มักเป๋นเช่นนี้ แล เฮย

************************

มะเมี๊ยะ เวอร์ชั่น ศรราม - สุวนันท์

.

!!! หมายเหตุ !!!

เลือกเขียนเรื่องนี้เพราะเพลงเพราะ ยังไง ๆ ส่วนตัวแล้วปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เพลงเพื่อชีวิตเก่า ๆ หยิบมาฟังเมื่อไหร่ยังคงให้ความหมาย และ ความไพเราะ ทุกครั้ง ต่างจากรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งในส่วนตัวแล้ว ฟังเพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็อาจจะไม่ได้กลับมาฟังอีกแล้ว ไม่คิดตำหนิศิลปินหลาย ๆ คนที่ทำเพลงออกมาสนองการตลาดเท่านั้น เพราะคำว่าเพื่อชีวิต ก็บอกแล้วว่า มันต้องกินต้องใช้ ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันทุกคนแหละ ... ตัวเราเองก็เช่นเดียวกัน... 

บางท่านอาจจะเคยอ่านหรือรู้เรื่องราวของมะเมี๊ยะมาบ้างแล้ว ก็ผ่านเลยนะคะ นำเพลงนี้มารื้อฟื้นกันลืม โศกนาฏกรรมของ อ.จรัล เผื่อว่าจะมีใครบูชาความรักได้เช่นนี้ในยุคนี้กันได้บ้าง ( 555 )

*** ขอบคุณ - ข้อมูลและภาพประกอบจาก แม่หญิงล้านนาดอทคอม

http://www.sri.cmu.ac.th/~maeyinglanna/main2/main22.php

*** ขอบคุณ - เพลงมะเมี๊ยะ คำร้องโดยคุณจรัล มโนเพ็ชร ขับร้องโดยคุณสุนทรี เวชานนท์


วันนี้ลุยทุ่งอยู่ที่ลานคำ ไปเยี่ยมกันที่บ้านทุ่งนะคะ

คลิกค่ะ

http://www.oknation.net/blog/songforlife/2007/07/29/entry-1

โดย วิหคพลัดถิ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net