วันที่ จันทร์ มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รสนิยม + ต้นทุนทางสังคม


กลับมาแล้วค่า...ลูกบัวแห่ง blog happytofly 

ช่วง 1-2 ปีมานี้แทบจะไม่ได้อัพเดทชีวิตเรื่องราวผ่าน blog ซักเท่าไหร่ เพราะติดภาระกิจหลายอย่าง ไหนจะบินแหลก ไหนจะขายของแหลก (กว่า) เน้นการอัพเดทผ่าน facebook เป็นส่วนใหญ่ ใครที่เล่น FB ลอง search ดูนะคะเพจ ตามติดชีวิตแอร์ฯ (ลูกบัว)

ตอนแรกคิดว่าลาออกจากอาชีพแอร์ฯ กลับมาอยู่เมืองไทยทำธุรกิจส่วนตัว และช่วยเหลือธุรกิจครอบครัว คงจะพอมีเวลาว่างกับเขาบ้าง แต่ในความเป็นจริงทุกวันนี้ก็ยังหัวหมุน ยุ่งมากๆ อีกเช่นเคย ...

แต่ยังไงก็ตามจะพยายามอัพเดท blog ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะดิฉันรู้สึกว่าความเป็น "ลูกบัว" ที่ทำให้ใครต่อใครรู้จัก และหลงรัก (เอ่อ...) มันเริ่มมาจากพื้นที่แห่งนี้ ...blog happytofly แห่ง OKnation

นอกจากจะทำให้ลูกบัวเป็นที่รู้จักของคุณๆ ผ่านสังคมออนไลน์แล้ว ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณๆ หรือน้องๆ หนูๆ หลายๆ คนที่อยากทำอาชีพบนฟ้า หรืออยากทำธุรกิจอะไรเล็กๆ น้อยๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ... อันนี้ที่กล้าเขียนเพราะว่าได้รับอีเมล์ และ feedback มาจากคุณๆ และน้องๆ จริงๆ ไม่ใช่คิดเองเออเองนะ  ^^

ดังนั้นหากยังมีคนติดตามอ่าน ดิฉันก็จะเขียนต่อไป แต่อย่างไรก็ตามหากไม่มีคนติดตามอ่าน ดิฉันก็ยังจะเขียนต่อไป ด้วยความที่เป็นคนชอบเขียนและมีจินตนาการ ตลอดจนแนวคิดเยอะ ... เยอะเกิ๊น จนบางครั้งคิดว่าหากเรานำไปพูดกับคนรอบข้างเนี่ย เค้าอาจจะเบื่อเราได้ เอาเป็นว่ามาขีดๆ เขียนๆ ลง blog ดีกว่า ...

ถือโอกาสนี้แจ้งข่าวซะหน่อย .... เร็วๆ นี้ดิฉันจะทำการลงจากคานทองฝังเพชรแล้ว (กรี๊ดด)

ช่วงนี้เลยมีเรื่องให้ต้องทำเยอะแยะ เพราะต้องเตรียมงาน ซึ่งจริงๆ แล้ว งานแต่งงานของดิฉันตั้งใจเอาไว้ว่าจะเน้นความ "เรียบ ง่าย และสะดวก" แค่จัดให้ถูกต้องตามประเพณี ให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย และเพื่อนสนิท เค้าได้รับรู้ว่าแต่งงานกันก็เท่านั้น 

นี่ขนาดเน้นว่าต้องการความ "เรียบ ง่ายและสะดวก" แล้วนะ มันยังมีสิ่งที่ต้องให้จัดเตรียมเยอะแยะไปหมด วันนี้ฝากการ์ดและรายละเอียดคร่าวๆ ให้ดูก่อน ไว้จะมารีวิวให้ดูเรื่อยๆ

เลือกการ์ดแบบที่เรียบ และง่ายที่สุด ...  เป็นการ์ดสำเร็จรูป แค่สั่งพิมพ์ชื่อและรายละเอียดลงไปก็เสร็จละ  (แค่เพิ่มชื่อเจ้าบ่าว 55)

เนื่องด้วยดิฉันเป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด และโดยสายเลือด ถึงแม้ว่าจะเป็นแอร์โฮสเตส ได้เดินทางไปเกือบทั่วโลก เห็นบ้านเมือง เห็นวัฒนธรรมชนชาติอื่นมาก็เยอะ แต่ไม่รู้เป็นไงสิ่งที่ทำให้ตัวดิฉันเองหลงไหลที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดมาตั้งแต่เกิด 

จัดงานแต่งงานทั้งทีจึงต้องการเลือกอะไรที่มันเป็นสไตล์ล้านนา ... เลือกโรงแรมที่มีความเป็น "ล้านนา" เลือกอยู่ไม่กี่ที่เพราะจริงๆ ก็มีอยู่ในใจไว้แล้ว นั่นก็คือโรงแรมที่คุณเห็นปรากฎอยู่ในการ์ดด้านบนนั่นแหละ ดิฉันเลือกใช้บริการที่โรงแรมนี้ทั้งงานเช้างานเย็น... ถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างสูง (มาก) เมื่อเทียบกับการจัดงานสไตล์ล้านนา ณ สถานที่ หรือที่โรงแรมอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ... แต่อย่างที่บอกว่าคอนเซปต์ของการจัดงานครั้งนี้คือความ "เรียบ ง่าย และสะดวก"

ด้วยความเป็นดาราเทวี และ โอเรียนเต็ล มารวมตัวกัน จนถึงขั้นได้รับการกล่าวขานว่าเป็นโรงแรม 6 ดาวแห่งแรกของเมืองไทย ก็คงไม่ต้องวิตกกังวลอะไรมาก ว่าจะเตรียมนู่นเตรียมนี่ยังไง อาหารจะอร่อยไหม แสง สี เสียง ไฟ​ ฯลฯ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเค้าไปเลย เรามีหน้าที่แค่จ่ายเงินเท่านั้น อิอิ ซึ่งจริงๆ แล้วหน้าที่นี้หนักสุดนะ  ^^" 

เอารูปจากในอินเตอร์เนตมาให้ดูกันค่ะ ว่าโรงแรมดาราเทวีมีหน้าตาแบบนี้ เมื่อก่อนไม่ค่อยชอบนะ โรงแรมอะไรหน้าตาเหมือนวัด จะแต่งงานในวัดเหรอนี่ ... แต่เอาจริงๆ นะถ้างบประมาณถึง และชอบความเป็นล้านนา สะล้อซอซึงทั้งหลาย ดิฉันว่าโรงแรมนี้คือคำตอบแรกและคำตอบสุดท้ายละ

 

เรื่องงานของตัวเองก็ง่ายๆ ไม่ค่อยมีอะไรมากมาย เรียบๆ ง่ายๆ ดังที่บอกไป ... วันก่อนเพื่อนสนิทที่อายุเท่ากัน เคยเป็นแอร์ฯ เหมือนกันรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ก็จะมีงานมงคลในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็เลยถือโอกาสไปเป็นเพื่อนคุณเพื่อนศึกษาดูงาน @ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ .... งานของเพื่อนเนี่ย เป็นงานที่เค้าเรียกว่างานช้างเลยล่ะ จัดที่โอเรียนเต็ลทั้งเช้าและเย็นเล้ย เก๋ไก๋ และไฮโซมาก งบประมาณไม่ถึงทำไม่ได้นะคะ  ^^" 

มาถึงก็แว๊บเข้าห้องน้ำเช็ค grooming (ความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผม) ให้ดูดีซะหน่อย คนเค้าจะได้ไม่มองว่ามาดูงานให้เจ้านาย  ^^"

จริงๆ คือเค้าไม่ได้เปิดให้ใครก็ได้เข้ามาดูนะคะ พอดีว่าคุณเพื่อนเค้าจ่ายเงินมัดจำ ทำสัญญาอะไรไว้เรียบร้อยแล้ว ทางทีมงานทั้งเซลล์และออแกนไนซ์เซอร์ เลยนัดให้มาแว๊บๆ ดูงานของคนอื่นก่อน เพื่อให้เห็นภาพว่างานของเราเนี่ยต้องการเยอะหรือว่าน้อยกว่านี้ ถ้าต้องการแบบนี้ราคาเท่าไหร่ ถ้าต้องการแบบนั้นต้องเพิ่มอีกเท่าไหร่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น

นี่คือห้องสำหรับจัดงานตอนเช้า ... คุ้นกันมากๆ เลยใช่ไหมคะสำหรับมุมนี้ ดาราและคนมีกะตังค์มาแต่งที่นี่กันเยอะ ใครที่มองว่าการแต่งงาน ทำไมต้องจัดให้มันเยอะ ทำไมต้องใช้จ่ายให้มันแยะ เป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เอาเงินไปเก็บ เอาเงินไปทำบุญ หรือเอาเงินไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า ... ดิฉันว่าอันนี้มันเป็นรสนิยม ความคิด และค่านิยมทางสังคมที่แตกต่างกันนะคะ อย่างที่เค้าพูดกันว่า "ต้นทุนทางสังคมของคนเราไม่เท่ากัน" ดังนั้นเราไม่ควรไปวิจารณ์คนอื่น เพราะมันคือเงินของเค้า...จบมั๊ย?

อิอิ เขียนกันไว้ก่อนสำหรับพวกองุ่นเปรี้ยว **

** องุ่นเปรี้ยว หมายถึง พวกที่ไม่สามารถได้สิ่งที่ตัวเองอยากได้ก็เลยโกหกตัวเองว่าสิ่งๆ นั้นมันไม่ดีหรอกนู่นนี่นั่น เช่นบอกว่าองุ่นเนี่ยมันเปรี้ยวไม่อร่อย กินละมุดดีกว่าหวานดีอะไรประมาณนั้นค่ะ

มาดูรูปสวยๆ กันต่อ ...

ต่อมา ด้านล่างนี้เป็น backdrop เอาไว้สำหรับถ่ายรูปหน้างาน ... ก่อนหน้านี้ดิฉันไม่เคยทราบเหมือนกันว่าเจ้านี่มีราคา (โครต) จะแพงขนาดนี้ ... ที่เห็นอยู่นี้ราคาอยู่ที่ 85,000 บาท อันนี้คือการจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาทำนะคะ หากให้ทางโรงแรมจัดออกมาหน้าตาแบบนี้ ก็จะมีราคาแพงกว่านี้ (เกินแสนค่ะ) แน่นอนว่าหากไปจ้างชาวบ้าน หรือจัดงานแต่งงานด้านนอกที่ไม่ใช่โรงแรมนี้คุณอาจจ่ายเพียงแค่ครึ่งเดียว หรือเสี้ยวเดียวแต่เอ่อ...ที่นี่มัน โอเรียนเต็ล ค่ะ ^^" คนละเรื่อง คนละอารมณ์กัน 

ที่เอามาเขียนนี้ไม่ได้มาอวดร่ำ อวดรวย หรือแสดงความนิยมในการฟุ้งเฟ้อนะคะ แต่แค่อยากแชร์สิ่งที่เราได้ทราบ สิ่งที่เราได้เห็นให้คนอื่นได้รู้ได้เห็นบ้าง ก็เท่านั้น ใครที่ไม่ชอบปิดก็ปิดไปนะคะ ไม่ต้องตามมาอ่านละ เพราะโดยส่วนตัวเจ้าของ blog นี้เค้าก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่นิยมความเรียบง่าย ความพอเพียง แต่ในขณะเดียวกันเค้าก็ชอบอะไรที่เว่อร์ๆ หรูๆ หราๆ ด้วยเช่นเดียวกัน 

บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยง หรูหรา อลังการณ์ คลาสสิค ชอบมาก แต่เค้กก้อนเล็กไปหน่อย เมื่อก่อนเข้าใจว่าเค้กแต่งงานพวกนี้จะก้อนใหญ่มากๆ แต่จริงๆ แล้วมันก้อนไม่ใหญ่เลยค่ะ ที่เห็นใหญ่ๆ นั่นมุมกล้องทั้งนั้น ^^"

เอาละส่งเพื่อนมาดูงานเสร็จไปละ เย็นๆ เลยไปดินเนอร์กันต่อ...

วันนี้อยากดินเนอร์ริมน้ำ เพื่อนบอกว่ามีโรงแรมหนึ่งเพิ่งเปิดได้ไม่นานอยู่ติดริมน้ำ และมีร้านอาหารให้บุคคลภายนอกเข้าไปสั่งทานได้ด้วย บรรยากาศคลาสสิค มีเรือนไทยด้วยลูกบัวน่าจะชอบ ก็เลยโอเคขับรถไปกันเล้ย

มาถึงแล้วห้องอาหารช้อน(Chon) โรงแรม The Siam 

รูปด้านล่างนี้เอามาจากในเวบของคนอื่นนะคะ (ตามลายน้ำที่ปรากฏ) ไม่ได้ถ่ายเอง พอดีไปถึงก็มึดแล้ว  ^^

เห็นแล้วชอบมากๆมันไทยๆ คลาสสิคดี ถ้าสร้างบ้านอีกหลังตั้งใจไว้ว่าอยากได้สไตล์นี้...

สั่งอาหารกันมาทาน เท่าที่ดูราคาก็ไม่ได้เวอร์อะไร 200-600 บาทต่อชาม แต่มาสะดุดตาตรงเมนูหนึ่ง "ไข่เจียวปู จานละ 550 บาท" เลยหันมามองหน้าเพื่อนและคนข้างๆ (ไปกันสามคน) เฮ้ยมันคือไข่เจียวอะไรวะทำไมมันตั้งราคาแพงแบบนี้ ลองสั่งกันมะ โชคดีที่ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า "ลอง" ก็เลยสั่งมาทานกัน ...

พอมาถึงหน้าตาก็เหมือนกับไข่เจียวธรรมดาทั่วไป แต่อัดแน่นไปด้วยเนื้อปู และมีรสชาติที่อร่อย (มาก) ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่เลย ได้กินไข่เจียวชามละ 550 บาท อิอิ มีเงินอย่างเดียวทานไม่ได้นะ ต้อง...ต้องใจถึงด้วย ห้าห้า

ลืมบอกที่นี่สั่งอาหารมารับประทานก็จะได้น้ำเปล่าฟรี ข้าวเปล่า หรือข้าวกล้องก็ฟรีด้วย

นี่ไงหน้าตาใบเสร็จ เดี๋ยวจะหาว่าเขียนเวอร์  ^^" อาหารด้านบนนี่แค่ส่วนหนึ่ง พวกเราสั่งอย่างอื่น รวมทั้งเครื่องดื่ม และชา ตลอดจนขนมนิดๆ หน่อยๆ มาทานหลังจาก main course ด้วย ส่วนอาหารอื่นๆ ก็รสชาติใช้ได้ อร่อยดีค่ะ หากมีโอกาสก็จะกลับไปทานอีก สามคนหมดไปเกือบ 4 พันบาท...ถามว่าแพงไหม ดิฉันว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลค่ะ เนื่องด้วยสถานที่ และบรรยากาศ ตลอดจนการบริการ ประทับใจค่ะ

ที่ประทับใจมากๆ ก็นี่เล้ย ... หลังจากทานอาหารหลักเสร็จ ก็ลงมานั่งทาน ชา กาแฟและขนมกันต่อ .... พนักงานมาคุกเข่าเสริฟให้แบบนี้เลยอ่ะ .... น้ำตาแทบซึม ไม่ใช่อะไรค่ะ เคยทำงานบริการบนเครื่องบินมานาน พอได้รับการบริการจากคนอื่นแบบนี้บ้างก็รู้สึกดี๊ดี

เอาละไว้จะมาอัพเดทต่อวันต่อไปน๊า ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมค่า

 

โดย ลูกบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net