วันที่ พุธ มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชนักปักเสาไฟฟ้่า หากไม่ใช่สันดานก็ป่วยโรคจิตแบบชอบหยิบฉวย (Kleptomania)


 

Kleptomania โรคชอบหยิบฉวย ของคนป่วยทางจิต คุณหรือคนใกล้ชิดเคยมีพฤติกรรมเช่นนี้บ้างไหม ? “ชอบลักเล็กขโมยน้อย โดยห้ามใจไม่ได้”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2554 ว่า สถานีโทรทัศน์"เจโอเจ"ของสโลวัค เปิดเผยว่า กรณีเหตุการณ์ประธานาธิบดีวัคลาฟ เคล้าส์ ผู้นำสาธารณรัฐเช็ก ถูกแฉเหตุการณ์แอบฉกขโมยปากกา ระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับผู้นำชิลี ระหว่างการเยือนประเทศชิลี เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งสร้างความเสียหน้าอย่างมากให้แก่เขา แหล่งข่าวระบุว่า ผู้นำเช็กรู้สึกละอายใจหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกตีแผ่ พร้อมทั้งสารภาพว่าเขาเป็นโรคชอบหยิบฉวยลักเล็กขโมยน้อยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี แล้ว และเตรียมจะรับการบำบัดภายในเดือนนี้ ทั้งนี้ ภาพเหตุการณ์นายวัคลาฟ เคล้าส์ ซึ่งเป็นอดีตนักเศรษฐศาสตร์ และดำรงตำแหน่งผู้นำเช็คตั้งแต่ปี 2003 ได้แอบขโมยปากการาคาแพงระหว่างนั่งร่วมแถลงข่าว ได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกผ่านเว็บไซต์ยูทิวบ์ และมีผู้ชมกว่า 2.5 ล้านคน http://www.youtube.com/watch?v=uToMvq3yw2A

 เราอาจจะเคยได้ยินข่าวดาราฮอลลีวู้ด หรือลูกเศรษฐีบางคน ถูกจับกุมข้อหาขโมยของในห้างสรรพสินค้า ทั้งที่ตัวเองก็มีเงินจะใช้จ่ายซื้อของได้สบาย ๆ ชวนให้คนสงสัยว่า ทำไมพวกเขาจึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งเรื่องนี้ทางการแพทย์สามารถอธิบายได้ค่ะว่า คนกลุ่มนี้อาจเป็นโรคทางจิตเวช ที่เรียกว่า โรคชอบหยิบฉวย หรือ Kleptomania ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วย ไม่สามารถยับยั้งใจต่อแรงกระตุ้นที่จะลักเล็กขโมยน้อยได้ แม้ว่าสิ่งของนั้นจะไม่ใช่ของมีราคา เช่น ปากกา คลิปหนีบกระดาษ กิ๊บติดผม ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ แต่ผู้ป่วยก็สามารถหยิบฉวยติดมือได้โดยไม่ได้วางแผนมาก่อน หรือไม่ได้ขโมยของเพราะต้องการทรัพย์สินเงินทอง แต่เพราะควบคุมอารมณ์ไม่ได้เท่านั้นเอง และเป็นการลงมือกระทำคนเดียว"

วิโนน่า ไรเดอร์ นักแสดงรางวัลลูกโลกทองคำ Best SupportingActress - Motion Picture 1994 The Age of Innocence ก็ป่วยทางจิตด้วยโรคนี้เช่นกันครับ Winona Ryder shoplifting http://www.youtube.com/watch?v=unyKRYb7WPo

มีญาติผู้ป่วยหลายรายมาเล่าให้ฟังถึงความทุกข์ใจที่มีลูก-หลาน มีพฤติกรรมชอบลักเล็กขโมยน้อย โดยเฉพาะชอบขโมยสินค้าในห้างสรรพสินค้า ทั้งๆ ที่ พ่อแม่ก็เป็นผู้มีฐานะดี ลูกต้องการอะไร ก็ซื้อหามาให้ทุกอย่าง แต่ลูกก็ยังมีพฤติกรรมชอบลักเล็กขโมยน้อยอยู่เสมอ พ่อแม่จะห้าม จะสั่งสอนว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดี ผิดศีลข้อ 2 ที่ว่าให้เว้นจากการลักทรัพย์ เป็นบาป อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ถูกจับได้จะต้องเสียค่าปรับ ติดคุกติดตาราง ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทั้งขู่ ทั้งห้าม ลูกก็ยังมีนิสัยลักขโมยเช่นเดิม แก้ไม่หายสักที

พฤติกรรมที่ชอบลักเล็กขโมยน้อยนี้ เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นพฤติกรรมที่ผู้ป่วยขาดการควบคุมทางอารมณ์ จัดได้ว่าเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะสำคัญ กล่าวคือ ผู้ป่วยไม่สามารถบังคับ ยับยั้ง ห้ามใจต่อแรงกระตุ้น หรือเร้าใจไม่ให้ลักขโมยสิ่งของได้และสิ่งของนั้นมักเป็นสิ่งของที่ไม่มี ราคา ไม่มีค่ามากนัก ก่อนที่ผู้ป่วยจะลงมือลักขโมยจะรู้สึกเครียด ไม่สบายใจอย่างมาก แต่เมื่อได้ลงมือกระทำลงไปแล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจขึ้น หายเครียดและรู้สึกพึงพอใจ ภายหลังเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ผู้ป่วยอาจรู้สึกเสียใจ หรือรู้สึกผิดที่ได้กระทำเช่นนั้น แต่บางรายอาจจะไม่รู้สึกอะไรก็ได้ ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมเช่นนี้นานๆ ครั้ง หรือเป็นครั้งเป็นคราว เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ มีอาการเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานหลายๆ ปี

จากการศึกษา ผู้ป่วยที่ขโมยสินค้าในห้างสรรพสินค้า ร้อยละ 75 เป็นเพศหญิง และพบว่าโรคนี้น่าจะมีความผิดปกติทางชีวภาพเช่นเดียวกับโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคแพนิก และโรคบูลิเมีย (เป็นโรคที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารมากผิดปกติ แล้วใช้วิธีที่ไม่เหมาะสม เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เช่น ทำให้อาเจียน หรือใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรืออกกำลังกายอย่างหนัก เป็นต้น)

ผู้ป่วยรู้ดีว่า การลักขโมยนั้นเป็นความผิดทั้งทางด้านศีลธรรมและกฎหมาย แต่ก็ทำไปเพราะไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ เมื่อได้สิ่งของมาแล้ว ผู้ป่วยอาจเก็บไว้หรือทิ้งไป บางรายอาจนำกลับไปวางคืนไว้ที่เดิม พฤติกรรมดังกล่าวผู้ป่วยกระทำไปโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า และลงมือกระทำเพียงคนเดียว ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยรู้ตัวว่าพฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อยเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผิดทั้งศีลธรรมและผิดกฎหมายอาญาในข้อหาลักทรัพย์ ผู้ป่วยจึงกลัวการถูกจับไปลงโทษ จึงมีอารมณ์เศร้า และรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก แต่ไม่อาจห้ามใจไม่ให้ลักขโมยได้ จึงมีโอกาสป่วยเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำอีกด้วย

คณะนักวิจัยโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาพบว่า ยาแก้โรคซึมเศร้า ไม่อาจรักษาโรคชอบหยิบฉวยให้หายได้ ซึ่งตรงกับความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ยอมรับว่าโรคชอบลักขโมยโดยห้ามใจไม่ได้นี้เป็นโรคที่รักษายากที่สุดโรค หนึ่ง ศาสตราจารย์วิชาจิตวิทยาโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ดร.นอร์แมน ซุสส์แมน กล่าวว่า “โรคนี้ไม่ค่อยตอบสนองกับการรักษาใดๆ นัก คนไข้ก็ยังคงชอบลักขโมยสิ่งของอยู่ ถึงแม้ว่าจะเคยถูกจับได้หลายครั้งแล้วก็ตาม ดูเหมือนกับว่าเขาไม่สามารถหักห้ามใจไม่ให้กระทำเช่นนี้ได้”

เราไปรู้จัก โรคชอบหยิบฉวย หรือ Kleptomania กันดีกว่า

โรคชอบหยิบฉวย (Pathological stealing) หรือ Kleptomania เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วย ไม่สามารถยับยั้งใจต่อแรงกระตุ้นที่จะลักเล็กขโมยน้อยได้ แม้ว่าสิ่งของนั้นจะไม่ใช่ของมีราคา เช่น ปากกา คลิปหนีบกระดาษ กิ๊บติดผม ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ แต่ผู้ป่วยก็สามารถหยิบฉวยติดมือได้โดยไม่ได้วางแผนมาก่อน หรือไม่ได้ขโมยของเพราะต้องการทรัพย์สินเงินทอง แต่เพราะควบคุมอารมณ์ไม่ได้เท่านั้นเอง และเป็นการลงมือกระทำคนเดียว

สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคชอบหยิบฉวย หรือ Kleptomania ได้แก่

มักจะขโมยสิ่งของที่ตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องใช้ หรือสิ่งของที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร
ก่อนลงมือ ผู้ป่วยจะมีความเครียดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
หลังจากลงมือขโมยของแล้ว จะรู้สึกสบายใจ และผ่อนคลายลง
เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ผู้ป่วยบางรายอาจจะกลับมารู้สึกผิด เสียใจ เพราะผู้ป่วยทราบว่า การหยิบขโมยของเป็นเรื่องผิดต่อศีลธรรมและกฎหมาย แต่กลับกันอาจมีบางรายที่อาจไม่รู้สึกอะไรเลยจากพฤติกรรมนั้นก็เป็นได้
ผู้ป่วยที่ขโมยของมาแล้วอาจนำของไปเก็บไว้ หรือทิ้งไป หรือเอาไปคืนที่เดิม

ทั้งนี้ ในทางจิตวิทยา ยังมีการวิเคราะห์ด้วยว่า การที่ผู้ป่วยขโมยของในห้างสรรพสินค้า แล้วทำให้พ่อแม่ได้รับความอับอาย เหมือนกับเป็นการแก้แค้น เนื่องจากไม่พอใจบุคคลบางคนที่มีอำนาจในชีวิต เช่น พ่อแม่ ก็เป็นได้

จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคชอบหยิบฉวย หรือ Kleptomania กว่า 75% เป็นเพศหญิง ซึ่งสาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด แต่น่าจะเกิดความผิดปกติทางชีวภาพ ทำให้สมองหลั่งสารบางอย่างออกมา เช่นเดียวกับโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคแพนิก และโรคบูลิเมีย (โรคที่คิดว่าตัวเองอ้วนอยู่ตลอดเวลา จึงมักจะทานอาหารเข้าไปแล้วล้วงคอออกมา)

โดยเคยมีผลการศึกษาระบุว่า ผู้ป่วยโรคชอบหยิบฉวย จะเป็นโรคซึมเศร้าร่วมด้วยถึง 40% ,เป็นโรคแพนิกด้วย 40% ,เป็นโรคกลัวด้วย 40% ,เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำด้วย 45% ,เป็นโรคบูลิเมียด้วยถึง 60% นอกจากนี้ยังพบมีการใช้สารเสพติดด้วยถึง 50% และอาการอาจเกิดขึ้นได้หลังผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้สมองได้รับบาดเจ็บ หรือการสูดเอาก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าสู่ร่างกายมากเกินไป จนเกิดภาวะ "Carbon monoxide poisoning"

ในสหรัฐอเมริกา พบว่ามีผู้ที่มีอาการเช่นนี้อยู่ประมาณ 1,200,000 คน ที่ชอบขโมยหยิบข้าวของที่ไม่มีราคาค่างวดและตัวเองก็ไม่ใช่อยากจะได้สิ่ง เหล่านั้นเลย และไม่ได้ทำไปเพราะความโลภหรือหวังทรัพย์สินเงินทองแต่อย่างใด แต่ทำไปเพราะเป็นอาการของโรคที่ไม่สามารถหักห้ามใจได้นั่นเอง

การลักเล็กขโมยน้อยของผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมผิดปกตินี้ ต่างกับบุคคลที่ชอบลักขโมยทั่วไป หรือพวกมิจฉาชีพ กล่าวคือ
1. การมีนิสัยลักขโมย หรือมิจฉาชีพทั่วไป ผู้ขโมย มักมีเจตนาโดยชัดแจ้งที่จะกระทำความผิด และมักจะขโมยสิ่งของที่มีค่า มีราคา และมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า
2. เป็นคนที่มีบุคลิกภาพชอบต่อต้านสังคม หรือเป็นอันธพาล ก้าวร้าว และมีพฤติกรรมลักขโมยเป็นนิสัย หรือสันดาน บางรายทำจนเป็นอาชีพ

แต่อย่างไรก็ตามโรคลักเล็กขโมยน้อย โดยห้ามใจไม่ได้นี้ ก็พอมีทางรักษาได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งผู้รักษา บุคคลในครอบครัว และตัวผู้ป่วยเองต้องเต็มใจ มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเลิกนิสัยนี้โดยเด็ดขาด อีกทั้งยังต้องใช้กำลังใจอย่างมาก จึงจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ได้สำเร็จ

การรักษาโรคชอบหยิบฉวย หรือ Kleptomania

ผู้ป่วยโรคชอบหยิบฉวย หรือ Kleptomania ส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมเช่นนี้นาน ๆ ครั้ง ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่บางคนอาจมีอาการเรื้อรัง ๆ อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า มีผู้ป่วยโรคชอบหยิบฉวย หรือ Kleptomania มากถึง 1,200,000 คน ซึ่งคณะนักวิจัยโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาพบว่า ยาแก้โรคซึมเศร้า ก็ไม่สามารถรักษาโรคชอบหยิบฉวยให้หายได้ เช่นเดียวกับ ดร.นอร์แมน ซุสส์แมน ศาสตราจารย์วิชาจิตวิทยาโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ก็ยังยอมรับว่า โรคนี้ไม่ตอบสนองกับการรักษาใด ๆ เพราะแม้ผู้ป่วยจะเคยถูกจับกุมจากการกระทำเช่นนี้หลายครั้งแล้ว แต่ผู้ป่วยก็หักห้ามใจไม่ให้หยิบฉวยในครั้งต่อ ๆ ไปได้เลย

แต่ทั้งนี้ เรายังสามารถรักษาบำบัดอาการของผู้ป่วยด้วยการใช้ยา ร่วมกับ "วิธีจิตบำบัด" โดยแพทย์ นักจิตวิทยา จะรับฟังอาการของผู้ป่วย ด้วยการแสดงความเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจผู้ป่วยว่า อาการนี้สามารถรักษาให้หายได้หากตั้งใจจะรักษา นอกจากนี้ ยังต้องใช้ "วิธีพฤติกรรมบำบัด" ด้วยการโน้มน้าวให้ผู้ป่วยกลับมาสู่ความเป็นจริง ให้รู้จักเหตุผล รู้จักกฎ กติกา ศีลธรรมอันดี โดยครอบครัวและญาติของผู้ป่วย ควรจะเข้าใจ และให้ความร่วมมือในการให้กำลังใจผู้ป่วยที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย

อย่างไรก็ตาม ในวงการแพทย์พบข้อมูลเกี่ยวกับวิธีป้องกันโรคนี้น้อยมาก แต่เชื่อว่า การอบรมเลี้ยงดูเด็กให้มีสุขภาพดี สร้างสัมพันธภาพด้านบวกกับเด็กอย่างใกล้ชิด และจัดการปัญหาต่าง ๆ อย่างมีไหวพริบ ใช้เหตุผล จะช่วยทำให้อาการของโรคทางจิตเวชลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลง

1. จิตบำบัด ผู้รักษา แพทย์ นักจิตวิทยา ควรรับฟังอาการ ปัญหาของผู้ป่วย ด้วยท่าทีที่แสดงถึงความเห็นอก เห็นใจ ไม่ตำหนิ ติเตียนผู้ป่วย และให้กำลังใจว่าพฤติกรรมดังกล่าวสามารถรักษาให้หายได้ ถ้าผู้ป่วยตั้งใจที่จะรักษา รวมทั้งอธิบายให้ญาติผู้ป่วย เข้าใจ ให้ความร่วมมือ และให้กำลังใจผู้ป่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
2. การรักษาด้วยยา ใช้ยารักษา ช่วยลดอาการซึมเศร้า
3. พฤติกรรมบำบัด เป็นการสื่อสารสร้างสัมพันธภาพ ปรับความเข้าใจระหว่างผู้รักษา ผู้ป่วย ผู้ใกล้ชิด และญาติ โน้มน้าวให้ผู้ป่วยกลับมาสู่โลกของความเป็นจริง รู้จักตัวเอง รู้จักการรับผิดชอบ รู้จัก กฎระเบียบ กติกาของสังคม และศีลธรรมอันดี
คณะนักวิจัยโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดสหรัฐฯ เปิดเผยผลการศึกษาว่า ยาแก้ซึมเศร้า ไม่อาจรักษาโรคชอบหยิบฉวยให้หายได้ ตรงกับความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ยอมรับว่าเป็นโรคที่รักษายากที่สุดโรคหนึ่ง

ศาสตราจารย์วิชาจิตวิทยาโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ดร.นอร์ แมน ซุสส์แมน สารภาพว่า “โรคนี้ไม่ค่อยตอบสนองกับสิ่งใดเลย” แต่เสริมว่า “ที่เคยพบบ่อยๆ รักษาไปก็เปล่าประโยชน์ คนไข้ก็ยังคงชอบหยิบของ แม้ว่าจะเคยถูกจับได้อยู่นั่นเอง เหมือนกับเขาไม่อาจห้ามใจได้”

โอกาสหายยังมี ถ้าทุกคนในครอบครัวและสังคมให้อภัย ให้กำลังใจ ผู้ป่วยก็สามารถกลับคืนมาเป็นผู้ที่มีศักยภาพ เป็นศรีของสังคม เป็นคนดีทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ ขอเพียงแต่ให้โอกาสเขาได้กลับตัวกลับใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ และได้รับพลังใจจากคนรอบข้าง อย่าซ้ำเติม อย่าตำหนิ โดยธรรมชาติทุกคนอยากเป็นคนดี แต่เพราะเขาป่วยจึงทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เราจึงต้องให้อภัยเขา ประคับประคอง ให้กำลังใจเขา ก็จะสามารถหายจากโรคนี้ได้

เรียบเรียงจาก
http://share.psu.ac.th/blog/nunurat03/18788 http://www.suanprung.go.th/article_new/suanprung.php?id=172
(นิภา ผ่องพันธ์ นักจิตวิทยา โรงพยาบาลสวนปรุง)
http://health.kapook.com/view21661.html

ปัญหา คือ คนป่วยแบบนี้ ไม่มีปัญหาด้านสติปัญญา หลายคนเป็นระดับด็อกเตอร์! แต่มีปัญหาด้านการไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ตามอำนาจฝ่ายต่ำในใจตนได้ ลองนึกภาพผู้ป่วยแบบนี้ มาเป็นผู้บริหารบ้านบริหารเมืองดูซิครับ

โดย สิงห์นอกระบบ

 

กลับไปที่ www.oknation.net