วันที่ พุธ มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนกรุงเทพ อาจต้อง “ใส่หน้ากากกันมลพิษ” กันแล้ว เพราะนโยบายพื้นที่สี (ไม่) เขียว (จริง) จากภาครัฐ


ที่พึ่งสุดท้ายของชาว กทม. ก็คือ “หน้ากากกันมลพิษ” อย่าค้าเกินราคาแล้วกัน น่ะ!! จะบอกให้

 

เนื้อหาจากรายการ “สยามสาระพา” ตอน ความหวังพื้นที่สีเขียวใน กทม ทางช่องเนชั่นแชนแนล คลิปภาพ และเนื้อหา จะอยู่ท้ายบทความครับ ส่วนภาพประกอลเล่าเรื่อง จากอินเตอร์เน็ตครับ

มีอาจารย์ที่เป็นนักวิชาการที่คร่ำหวอดกับสิ่งก่อสร้าง และสิ่งแวดล้อม มาให้ข้อคิดว่า กทม.เรา ควรจะเดินไปทิศทางใด เพื่อความสุขอย่างยั่งยืนของประชาชน วิทยากร ในรายการที่เป็นนักวิชาการ 2 ท่าน คือ

อ.ชญา ปัญญาสุข นายกสมาคมภูมิสถาปนิก ประเทศไทย และ

อ.ปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูส อุปนายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

 

รายการ “สยามสาระพา” ตอน ความหวังพื้นที่สีเขียวใน กทม ทางช่องเนชั่นแชนแนล

 

คนกรุงเทพฯ จะอยู่กันอย่างไรดี ถ้าไปไหน ต้องใส่หน้ากากกันแล้ว ในขณะที่มหานครอื่นๆ ในโลก เค้าคำนึงความสุขประชาชนมาก่อน เป็นลำดับต้นๆ

 

จะหาความสุขจากที่ไหน ในเมื่อในกรุงเทพฯ มีแต่มลพิษพื้นที่สีเขียว มีต่ำกว่ามาตรฐานโลก แล้วมาตรฐานชีวิตในเมืองมลพิษ ประชาชนจะป่วยกันขนาดไหน ค่ารักษาพยาบาล ที่จะต้องจ่ายกันอีกเท่าไหร่ มีใครรับรู้บ้าง

 

ในหลายปัญหาต่างๆ จะเห็นได้ว่า ผู้นำบ้านเรา ไม่ได้มองความยั่งยืน ความสุขของคนกรุงเทพฯเลย เพราะพื้นที่สีเขียว มันมีน้อยอยู่แล้ว ตอนนี้ในหลายโครงการ จะมีการนำพื้นที่สีเขียว ไปตัดเป็นทางด่วนบ้าง ไปทำโครงการคอมเพล็กซ์ต่างๆ ซึ่งคอมเพล็กซ์ ใน กทม. มันมีมากอยู่แล้ว จนเกือบล้นแล้ว แทนที่จะสร้างเสริมความสุขให้คนส่วนใหญ่ มาลำดับต้นๆ แบบยั่งยืน ขนาดสิงคโปร์ เค้าจำนวนประชากรต่อพื้นที่หนาแน่นกว่าเรา เค้ายังสร้างพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่องกันเลย บ้านเราจะทำลายพื้นที่สีเขียว มันแปลกอีกแล้ว กับนักการเมืองไทย ที่บอกรักประชาชนอย่างเราจริงๆ 

 

มีแต่ภาคประชาชนเท่านั้นครับในตอนนี้ที่ต่อสู เพื่อให้ได้มาพื้นที่สีเขียว พวกเราต้องร่วมมือกัน ขยายเครือข่ายภาคประชาชนครับ

 

องค์กร ภาคประชาสังคม ที่ให้ข้อมูลที่เป็นสาระ มีประโยชน์กับสังคม ใน Social Media และเว็บไซต์ต่างๆ

อย่าปล่อยให้องค์กรเหล่านี้ ต่อสู้เพียงเดียวดายครับ โปรดช่วยกัน เผยแพร่ ข้อมูลเช่นนี้กันครับ เพื่อเมืองของเรา 

 

อัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อคนใน กทม. อ้างอิง มูลนิธิโลกสีเขียว http://www.greenworld.or.th/greenworld/local/2025

หากการมีพื้นที่สีเขียว ส่วนหนึ่งหมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลองมาดูกันว่าคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร

ข้อมูล ณ ปี 2553 จากเว็บไซต์สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ระบุว่า กทม. มีประชากรตามทะเบียน 5,702,595 คน มีพื้นที่สีเขียว 23,378,480.64 ตารางเมตร

เมื่อเทียบแล้ว อัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากร กทม. เท่ากับ 4.09 ตารางเมตร/คน

ตัวเลข “4.09” มากหรือน้อย...

องค์การอนามัยโลก (WHO) เสนอเกณฑ์ด้านพื้นที่สีเขียวว่า อย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 9 ตารางเมตร/คน

นั่นหมายถึงคุณภาพชีวิตคน กทม. ตกเกณฑ์องค์การอนามัยโลกมากกว่าเท่าตัว

 

เกาะกลางถนนในเขตจอมทองซึ่งเป็นเขตที่ติดอันดับ 1 ใน 5 เขตที่มีพื้นที่สีเขียวน้อยที่สุด

อ้างอิง มูลนิธิโลกสีเขียว http://www.greenworld.or.th/greenworld/local/2025

 

วิธีเพิ่มที่ดินสีเขียว เช่น กรมธนารักษ์ ราชพัสดุ มีพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หรือการบริหารจัดการร่วมกับเอกชน ที่มีที่ดินในย่านต่างๆ (ต้องมีกลยุทธ์ ในเชิงบูรณาการต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด) แผนที่ google ริมน้ำเจ้าพระยา เกิด Landmark มากมาย

 

พื้นที่เหลือเฟือมีมากมาย ริมน้ำเจ้าพระยา รอท่านที่มีวิสัยทัศน์ ท่านใดบ้าง จะเริ่มบุกกันครับ

 

คนกรุงเทพแสนจะอาภัพ มีที่ติดริมน้ำเจ้าพระยาประมาณหลายสิบกิโลเมตร แต่ไม่ค่อยได้มองเห็นสิ่งดี ที่ตัวเองมี จะมองเห็นเจ้าพระยากันก็ช่วงนั่งรถเมล์ รถแท็กซี่ข้ามสะพาน  มันแปลกอีกแล้วครับ คนกรุงเทพ เจ้าขา!!

 

คนกรุงเทพฯ แท้ๆ จะทราบกันมั้ยครับว่า มีสถานที่สวยๆ ริมน้ำเจ้าพระยา อย่างมหาศาล ตามลิ้งก์

จากท่าเรือสาทร ถึง ท่าเตียน ไม่น่าแปลกใจครับว่าทำไมนักท่องเที่ยวถึงชอบนั่งเรือกันครับ

http://www.oknation.net/blog/tourrattanakosin/2011/07/14/entry-2

 

ถ้าเราบริหารจัดการกันดีๆ กับพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา สวนสีเขียว ความร่มรื่นก็จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาลเลยครับ

 

มองเรา มองเพื่อนบ้านเราบ้างครับ เรื่องส่งเสริมเมืองสีเขียว เค้าเป็นอย่างไรบ้าง

สิงคโปร์ มาเลเซีย มีกฎหมาย สร้างพื้นที่สีเขียว อย่างเข้มงวด และจริงจัง ของไทย ยัง “ล้าหลัง” กว่าเค้ามากมาย ไม่ทราบว่าเขียนตรงๆ แบบนี้จะยอมรับกันได้หรือเปล่า ...ถ้าไม่เข้าหูก็ขออภัยด้วยน่ะครับ 

 

สิงคโปร์ เมืองสีเขียว รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ ด้วยนโยบายที่ไม่เพ้อฝัน และทำอย่างจริงจัง

เครดิตภาพ อ้างอิงลิ้งก์ http://noelkid.blogspot.com/2012/08/blog-post_17.html

 

มาเลเซีย เมืองสีเขียว ตัดไม้ใหญ่ซักต้น จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเค้าส่งเสริมอนุรักษ์คุณค่าของต้นไม้

เครดิตภาพ อ้างอิงลิ้งก์ http://tjinnovation.com/Section.php?cat=53&id=624

 

พวกเราประชาชน ควรจะรวมกลุ่มกันอย่างจริงจัง เพราะ เมืองที่จะน่าอยู่เป็นเมืองของเรา เราอยากให้เมืองเราน่าอยู่อย่างไร เราก็อย่ารอนักการเมืองคนใดมาช่วยครับ เพราะคงจะยากมากแล้ว ในสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ สรุปคือ ภาคประชาชน ต้องทำงานเชิงรุกกันเองแล้วครับ

ส่วนหน่วยงานการเมือง หน่วยงานรัฐ เค้าจะจริงใจแค่ไหน เราพิจารณากันเองครับ (แต่อย่ารอใครครับ เพราะผลงานที่ผ่านมา มันฟ้องถึงความจริงใจ ว่ามีอยู่จริงแค่ไหน???)

ปัญหาใหญ่ที่เป็นปัญหาจริงๆ ไม่ใช่นักการเมืองไทยอย่างเดียว แต่อยู่ที่เราทุกคน ไปเลือกนักการเมืองเหล่านี้มาบริหาร “ถามหาความจริงใจ” ปัญหาใหญ่ จึงยังแก้ไขไม่ได้

 

ปัญหาบ้านเรา ที่ท่านวิทยากร พูดในคลิป ผมเห็นว่าน่าจะ Serious มากเลย อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การบริการสาธารณะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งแยกกันทำงาน จนน่าเวียนหัวมากมายเลยครับ ทั่วโลกเค้า One Stop Service กันหมดแล้ว แต่บ้านเรายัง “แบ่งแยก แล้วบริหาร” ซึ่งมันไม่น่าจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเลยครับ...(ขอบ่นนิดครับ อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ความจริงใจในการแก้ปัญหาแบบตรงไปตรงมา ของผู้มีอำนาจในบ้านเรา มันน่าเคลือบแคลงจริงๆ ครับ เพราะถ้าระบบมันไม่ทันสมัย มันก็น่าจะปรับปรุงกันเสียที ไม่ดีกว่าหรือ???)

 

ภาพเล่าเรื่อง การประสานงานที่ดูไม่ลื่นไหล ของหน่วยงานต่างๆ จากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงาน กทม. ดังคำกล่าวของบางคนที่ว่า “หน่วยนี้มาก็ขุด หน่วยนั้นมาทีหลัง ก็ขุดกันอีก ทำไมไม่ทำอะไรพร้อมๆ กันไปทีเดียวเลย” ข้อความนี้ผมไม่ได้พูดเองน่ะครับ หลายท่านที่ประสบปัญหาดังกล่าว ก็บ่นกัน จนเป็นที่รับรู้กันทั้งเมืองครับ....

เจ้าของพื้นที่ คือ กรุงเทพมหานคร ก็จริงอยู่ แต่มีหลายหน่วยงานที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ ในการวางโครงข่ายต่างๆ เช่นการไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง องค์การโทรศัพท์ ฯลฯ บางท่านบอกว่า ต้นไม้ในกรุงเทพมหานคร ตัดได้น่าเกลียดติดอันดับโลก ก็เพราะหน่วยงานที่ตัดต้นไม้ บางครั้งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ดูแลต้นไม้โดยตรงของ กทม. แต่เป็นหน่วยงานอื่น นอกสังกัด กทม. เป็นคนตัด เรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน

เพราะต้นไม้ สร้างบรรยากาศ ให้เมืองร่มรื่น สวยงาม น่าชม น่าเดิน

แล้วการประสานงานบ้านเรา มันดี หรือไม่ดีอย่างไร ทุกท่านก็โปรดพิจารณากันเองครับ ส่วนผมเห็นว่า มันน่าจะปรับเปลี่ยนเข้ากับยุคสมัยได้แล้ว เพื่อลดขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งสิ้นเปลืองงบประมาณ ในด้านการซ้ำซ้อนของงาน หลายประเทศอย่างที่กล่าวมาครับ เค้า One Stop Service กันหมดแล้ว ไม่ยุ่งยากมากมายอะไรเลย

 

การจัดการระบบต่างๆ ในเมืองใหญ่ๆ เช่นสิงคโปร์ เค้า One Stop Service ไปที่เดียว งานเรียบร้อย แต่บ้านเรา แยกส่วนกันบริหาร ทำให้การประสานเกิดปัญหาอย่างมากมาย ดังเช่นในปัจจุบัน และสิ้นเปลืองงบประมาณ ทรัพยากร ไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่น่าเชื่ออีกแล้ว ที่รู้ปัญหากันทั้งประเทศ แต่หาคนมาแก้ไขไม่ได้เลย นับสิบๆ ปีที่ผ่านมา

 

สิงคโปร์ หน่วยงานให้บริการแบบรวมศูนย์ One Stop Service

เครดิตภาพ http://worldbusinesskey.com/wp-content/uploads/2012/11/Image-52.png

 

ส่วนความหวังพื้นที่สีเขียวใน กทม. จะเป็นเช่นไร ทางที่ดีพวกเรา อย่าไปรอความหวังจากใครกันเลย รีบเร่งช่วยกันทำงานในเชิงรุกดีกว่าครับ เพราะบ้านเมืองเป็นของเรา ถ้าบ้านเมืองสีเขียว มีสภาพแวดล้อมที่ดีเยี่ยม พวกเราก็ได้ประโยชน์ทุกคน พวกเราต้องมองความยั่งยืน ส่วนนักการเมือง นักธุรกิจการเมือง เค้าจะมองความสุขของเราเป็นตัวตั้ง หรือเปล่า ทุกท่านก็โปรดใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลกันเองครับ....แต่เท่าที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยเห็นนักการเมืองส่วนใหญ่จริงๆ มองความสุขของพวกเราเป็นตัวตั้งเลยครับ

 

รายละเอียดทั้งหมดท่านสามารถชมได้ตามลิ้งก์ด้านล่างครับ

 

 

ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ผมอ้างอิงเนื้อหาด้านบนนี้

-รายการ “สยามสาระพา” Nation Channel

อ.ชญา ปัญญาสุข นายกสมาคมภูมิสถาปนิก ประเทศไทย และ

อ.ปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูส อุปนายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

และภาพถ่ายมากมายจากอินเตอร์เน็ต

 
 

โดย ชมวิวทิวทัศน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net