วันที่ เสาร์ มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชวนอ่าน สองสิงห์ผู้ยิ่งใหญ่THE RIDER OF LOST CREEK


ตามคำขอของบก.ชาลีครับ แนะนำนิยายคาวบอยตะวันตก งานของหลุยส์ ลามูร์

 

 

 

 

จากเรื่อง THE RIDER OF LOST CREEK

เขียนโดย หลุยส์ ลามูร์

เปิดตำนาน แลนซ์ คิลเคนนี่

...เมื่อเพื่อนที่เคยช่วยชีวิตถูกรังแก คิลเคนนี่จะทนเฉยไม่ได้เด็ดขาด.....

แปลโดย ศักดิ์ บวร

สำนักพิมพ์ สมิต พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๙

ปกอ่อน กระดาษปอนด์

จำนวน ๒๐๘ หน้า

เรื่องราวในเล่มนี้เป็นยุคที่เริ่มมีการสร้างทางรถไฟขนวัวไปขาย ทำให้การเลี้ยงวัวเป็นแหล่งทำเงิน

ที่น่าสนใจขึ้นมาเจ้าของทุ่งรายใหญ่จึงพยายาม ฮุบที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ไว้ขุนวัวตัวเองให้อ้วน

เกิดการสร้างรั้วกั้นทุ่งเลี้ยงสัตว์ จากเดิมนั้นเลี้ยงแบบทุ่งเปิดวัวหากินอิสระ เมื่อมีการล้อมรั้วปิดกั้นทุ่ง

สงครามชิงทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยหญ้าน้ำ จึงเกิดขึ้น

งานนี้จำเป็นต้องมีนักเลงปืนมือดีมาเข้าร่วมสงคราม

   สำหรับเล่มนี้ เป็นเรื่องราวของศึกชิงทุ่งเลี้ยงสัตว์ ระหว่างเจ้าพ่อเว็บ สตีล กับเช็ต ลอร์ด

ซึ่งทั้งสองเป็นเจ้าของทุ่งรายใหญ่ มีอิทธิพลมาก ทั้งคู่หวังจะ ยึดที่ดินใน ลอสครีก

อันเป็นที่ดินของมอร์ท เดวิสเจ้าของทุ่งเลี้ยงสัตว์รายเล็กที่อยู่อย่างเงียบสงบ 

เมื่อถูกเบียดเบียนรังแก งานนี้ มอร์ท เดวิส จึงต้องขอความช่วยเหลือจากมิตรสหายเก่า

อย่างแลนซ์ คิลเคนนี่ ผู้เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่ทอดทิ้งเพื่อนในยามยาก

   เล่มนี้เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของ แลนซ์ คิลเคนนี่ สิงห์ปืนไว ผู้รักความสงบและเป็น

ตำนานของลูกผู้ชายที่ไม่เคยเกรงกลัวต่อความอยุติธรรม แม้ต้องแลกด้วยชีวิต

(เรื่องของ คิลเคนนี่ จะได้พบอีกในสองเล่มคือ เรื่อง สิงห์ร้ายไอดาโฮ

และเรื่อง คิลเคนนี่ สิงห์พเนจร

สนพ.สมิตพิมพ์ภาคภาษาไทยแล้วทั้งสองเรื่องเพื่อเข้าชุดกับเรื่องนี้)


เมื่อมอร์ท เดวิส เพื่อนที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ยาม คิลเคนนี่ลำบากจนมุม

เขาจึงต้องจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้  เมื่อมอร์ท เดวิส ส่งคนมาตามหา

คิลเคนนี่ จึงไม่อยู่เฉยที่จะไปช่วยเหลือ 

ทั้ง ๆ ที่ในเรื่องนี้บอกลักษณะความเป็นอยู่ของคิลเคนนี่ชัดเจนว่า เขารักสงบ

ไม่ค่อยชอบพูดอยู่อย่างสมถะคนเดียว หลีกเลี่ยงการต้องต่อสู้ทุกรูปแบบ

และไม่เคยเป็นผู้เริ่มปัญหา เมื่อมีเรื่องยิงกันไม่เคยมีใครพบเห็นเขา นอกจากเรื่องเล่า

เพราะเขามักปลีกตัวออกไปเพียงผู้เดียวเสมอ   แต่ที่แน่ ๆก็คือ

ลือกันว่าเขาเคยผ่านการทำงานหนักมาสารพัดชนิด ฝีมือเขายอดเยี่ยมไร้เทียมทาน

ไม่ว่าจะใช้เชือก ใช้ปืนขี่ม้า ต้อนวัว หรืองานอื่น ๆ จาปาถะ ว่ากันว่าเขาเคยเป็นนายทหาร

ของฝ่ายสหพันธ์ในสมัยสงครามกลางเมืองที่มีฝีมือในการลาดตระเวณยอดเยี่ยม

ราวกับอินเดียนแดง ทั้งยังเป็นมิตรและศัตรูตัวกาจกับอินเดียนแดงหลายเผ่า  

สามารถดำรงชีวิตอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ของตะวันตกได้อย่างสบายราวกับตนเอง

เป็นอินเดียนแดงคนหนึ่ง คงจะคิดผิด หากใครจะมีเรื่องกับแลนซ์คิลเคนนี่

แม้จะรักสงบแต่ด้วยความเป็นคนมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ คิลเคนนี่จึงมีเพื่อนหลายคน

ที่พร้อมจะช่วยเหลือเขาและถ้าเพื่อนของคิลเคนนี่เดือดร้อน คุณไม่ต้องตามหาเขา

แต่เมื่อเขารู้ข่าว เขาจะไปช่วยเหลือคุณเอง

เมื่อทราบข่าวว่าเพื่อนเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงเดินทาง

ไปร่วมสงครามที่ทุ่งลอสครีก แต่งานนี้ มีเบื้องหลังมากกว่าที่คิด

คิลเคนนี่อาจเจอปัญหาหนัก ถึงขั้นที่ต้องแลกด้วยชีวิต

   ดุเดือด ตื่นเต้น เขียนเล่าเรื่องได้สนุกสนานตามสไตล์ หลุยส์ ลามูร์(Louis L’Amour)

ถ้าคุณไม่เคยอ่านนิยายตะวันตกมาก่อน อ่านเล่มนี้จบคุณอาจจะรักนิยายแนวนี้ไปเลยก็ได้

ว่ากันว่านิยายลุกทุ่งคาวบอยตะวันตกนี่แหละ เป็นต้นแบบของนิยายกำลังภายใน เพียงแต่

แทนที่จะขี่ม้ายิงปืน กลับขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ สะบัดกระบี่กันแทน เนื้อในเรื่องราวชีวิต สะท้อน

คุณธรรมในจิตใจคน

หากจะหาสาระจากนิยายตะวันตก จุดเด่นที่สุดคือ การเล่าเรื่องการต่อสู้ชีวิตของผู้คนในแดน

ที่กฎหมายยังไม่คุ้มครอง เมื่อถูกเบียดเบียนรังแก ที่พึ่งจึงไม่มีอย่างอื่นนอกจากพวกพ้อง

และปืนในมือ เราจึงได้เห็นภาพและได้เรียนรู้ความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายแท้ ๆ

ผ่านเรื่องราวชีวิตของตัวละครที่เป็นคนกล้าหาญ มีน้ำใจไมตรี รักความยุติธรรม

บางเรื่องแสดงออกถึงคุณธรรมที่ฉายชัดน่าเอาอย่าง

ยิ่งกว่าคำสอนจากคัมภีร์ใด ๆฯลฯ

ตัวละครในนิยายตะวันตกอาจเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นใหม่ได้ต่อสู้ชีวิตอย่างลูกผู้ชาย

ให้เติบโตมาเป็นสุภาพบุรุษชายชาตรีได้บ้าง หากได้อ่าน

เหมือนที่คนรุ่นผมหรือคุณเคยชื่นชมและยึดเป็นแนวทางมาแล้ว

ลองอ่านตัวอย่างหน่อยไหมครับ

(หน้า114)"คุณคิดยังงั้นรึ คุณ คิลเคนนี่"

            "แน่นอน ผมไม่ใช่แค่คิด แต่เห็นกับตามาเยอะแล้ว" แลนซ์ เสียงเรียบ"นั่นเป็นจุดอ่อน

ของมนุษย์เรา คนอย่างผมถือคติที่ว่า ใครก็ตามที่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ตาย คน ๆ นั้นเป็นคนอันตราย

ที่ผมจะต้องระวังมากเป็นพิเศษ แต่กับคนที่คิดว่าตัวเองตายไม่เป็น ผมเฉยมาก  ความไม่กลัวตาย

นั่นแหละที่ทำให้คนพวกนี้ตายกันมานับไม่ถ้วน ถ้าคนเรารู้จักกลัวตายบ้าง คน ๆ นั้นจะทำอะไร

ด้วยความระวัง ด้วยความสุขุมรอบคอบ นั่นแหละจะทำให้พวกเขามีโอกาส มีชีวิตที่ยืนยาวกว่า"

 

กลับมาอ่านใหม่อีกครั้งก็ยังสนุกจนวางไม่ลงเหมือนเดิมครับ

นิยายแนวนี้มันมีดีตรงนี้แหละครับ ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ไม่หนักหัว

สนุกตื่นเต้นไปกับสำนวนการเล่าเรื่องที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว

เหมือนนำเรากลับไปยังสมัยบุกเบิกอเมริกา

เข้าขั้นวรรณกรรมคลาสสิคตลอดกาล อย่างที่หนังสือยุคหลังเทียบไม่ได้

จึงต้องมาแนะนำให้หาอ่านกันครับ

 

เชิญแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนกันตามอัธยาศัย

โดย พันธุ์สังหยด

 

กลับไปที่ www.oknation.net